เสียงเคาะเบาๆ ดังขึ้นตรงหน้าประตู เมื่อเธอยังไม่ทันตอบโจนาธานลูกชายก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับบอกว่า
“แม่ยังไม่เตรียมตัวอีกหรือครับ ก็ไหนว่าวันนี้จะออกไปพบกับแม่ของจินน่าไงล่ะ”
เธอสบตาที่เปี่ยมอยู่ด้วยรอยยิ้มของลูกชายและตอบว่า
“เออ จริงสินะ แม่เกือบลืมแล้วไหมล่ะ” เธอรีบคว้าหมวกที่วางอยู่บนตักขึ้นมาสวม และยืนให้ลูกชายชมโฉมอยู่อย่างปราศจากความขัดเขิน วันเวลาที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้ความงามของเธอลดลงแม้แต่น้อย และวันนี้ก็เป็วันที่อัลลิสันควรจะดีใจอย่างที่สุด เพราะอย่างน้อยเธอกำลังจะทำหน้าที่ของแม่ ไปเยี่ยมเยือนครอบครัวของหญิงสาวที่โจนาธานหวังจะแต่งงานด้วย
“แม่ดูเป็ไงบ้างล่ะจ๊ะ”
โจนาธานพยักหน้าอย่างชื่นชม กวาดสายตามองดูชุดสีเขียวมี่อัดจีบพลิ้วพรายยาวระพื้น หมวกสีเข้ากันและยังเวลสีดำที่คลุมหน้าอำพรางดวงตาสีม่วงเข้มของมารดา ถ้าเป็เมื่อหกเดือนก่อนเขาเห็นจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนสวยเท่าแม่อีกแล้ว แต่นั่นเป็ก่อนหน้าที่เขาจะได้พบกับจินน่า
“ผมว่าแม่เป็ผู้หญิงที่งามสง่ามากทีเดียวล่ะครับ” รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้น เมื่อเขาเดินเข้ามากอดเธอไว้
อัลลิสันผลักลูกชายออกยกมือขึ้นขยับหมวกให้เข้าที่
“รู้สึกว่ายอกันมากไปหน่อยแล้วละมั้ง เดี๋ยวนี้พูดเก่งขึ้นมากนี่”
เธอเอื้อมไปหยิบกระเป๋าถือที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เปิดออกตรวจดูเพื่อความแน่ใจว่าเอานามบัตรติดไปด้วยแล้วจึงได้ปิดกระเป๋าลง
“บราวน์เอารถม้ามารออยู่หน้าบ้านหรือยังล่ะลูก”
“เอามารออยู่แล้วครับแม่ ตั้งสิบนาทีแล้วด้วยซ้ำ”
จากนั้นสองแม่ลูกก็เดินลงบันไดใหญ่ที่ทอดโค้งลงสู่ห้องโถงกลาง ผ่านประตูกระจกรูปไข่ออกสู่ห้องระเบียง อัลลิสันเดินไปหยุดอยู่ตรงห้องนั้นหันมาบอกลูกชายว่า
“ถ้าพ่อกลับมาถึงบ้านก่อนแม่ละก็ ช่วยบอกด้วยนะลูกว่าแม่ไม่ลืมงานเลี้ยงคืนนี้หรอก” เมื่อเขาพยักหน้ารับคำแล้ว อัลลิสันจึงออกเดินตรงไปยังรถม้าที่จอดรออยู่
โจนาธานยังคงยืนอยู่ในที่เดิมจับตามองตามรถม้าจนมันหายลับไปตามถนนภายในบ้านและออกสู่ถนนใหญ่ แม้เขาจะเป็คนที่มีความมั่นใจในตัวเองมากเพียงไร แต่กระนั้นหยาดเหงื่อก็ยังลามไหลลงมาอยู่ดี
เขารู้ว่าตนเองใจคอไม่ดีสำหรับการพบปะระหว่างมารดาของตนกับของจินน่าเลย มันเป็ความตื่นเต้นเช่นเดียวกับเวลาที่รอฟังผลการแข่งม้าไม่มีผิด เด็กหนุ่มอดหัวเราะอย่างขันตัวเองไม่ได้เมื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อ บอกกับตัวเองว่าเขาไม่สมควรจะต้องห่วงใยในเื่นี้เลย ปล่อยให้แม่ผู้เปี่ยมเสน่ห์เป็ผู้จัดการตามวิธีของเธอจะดีกว่า
“โอ โม้ดดี้ ฉันเปลี่ยนใจแล้วละ” จินน่าบอก “ส่งชุดสีชมพูมาให้ฉันดีกว่า ปาป้าชมเสมอเลยนะว่าเวลาฉันใส่ชุดสีชมพูแล้วสวยออก และวันนี้ฉันตั้งใจแล้วว่าจะต้องสร้างความประทับใจให้เกิดกับแม่ของโจนาธานอย่างที่สุดเมื่อเราพบกัน”
“ดิฉันว่ามันคงไม่สำคัญแล้วละค่ะว่าคุณหนูจะแต่งชุดไหน เพราะถึงยังไงคุณหนูก็คงไม่ได้พบกับคุณนายมีเดอร์สหรอกนะคะ”
“อ้าว ทำไมล่ะ เขาไม่มาแล้วงั้นหรือ”
“มาน่ะมาแน่ค่ะ แต่ดิฉันได้ยินคุณแม่สั่งบาร์กให้เอารถม้าอ้อมมารอไว้ข้างหลังเพราะคุณหนูกับคุณโจนาธานจะใช้ คุณแม่จะให้คุณหนูไปบ้านพี่สาวค่ะ”
สีหน้าของสาวน้อยเต็มไปด้วยความใยิ่งนัก ได้แต่จ้องมองแม่บ้านที่เอาเสื้อชุดสีเหลืองขึ้นแขวนอย่างตกตะลึง จนเมื่อตั้งสติได้จึงเอ่ยขึ้นว่า
“ที่ฉันรีบกลับมาจากโรงเรียนวันนี้ก็เพื่อจะมาช่วยคลาร่าเตรียมอาหาร อยากจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันสวยสมบูรณ์จริงๆ ฉันคงเสียใจตายเลยถ้าไม่ได้พบกับแม่ของโจนาธาน แม่จะมาทำกับฉันอย่างนี้ไม่ได้นะโม้ดดี้”
“แต่ใครจะกล้าไปยับยั้งท่านล่ะคะ คุณหนูจินน่า ถ้าลองคุณแม่ได้ตัดสินใจแล้วละก็ไม่มีใครห้ามได้หรอก คุณหนูก็เคยรู้มาแล้วนี่”
โม้ดดี้พูดถูก ทุกครั้งที่เธอจะพยายามจะต่อต้านหรือยับยั้งการกระทำของมารดา ผลที่ปรากฏออกมาจะกลายเป็เลวร้ายลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ แต่ทว่าครั้งนี้...จินน่าเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อพยายามผลักไสความคิดที่เกิดอยู่ในใจออก ถ้าเธอขืนทำอย่างนั้นเธอนั่นแหละที่จะเป็ฝ่ายได้รับความเสียหายและเดือดร้อนรุนแรงที่สุด แม่อาจจะพยายามหาทางไม่ให้เธอแต่งงานกับโจนาธานก็ได้
“เอา...ถ้าอย่างนั้นฉันใส่ชุดสีเหลืองนั่นก็ได้ โม้ดดี้”
หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เดินหน้าละห้อยลงไปยังห้องนั่งเล่นและพบว่านาธาน น้องชายรออยู่ก่อนแล้ว
เขาเป็เด็กชายที่รูปร่างเล็กกว่าอายุมากและยังค่อนข้างผอมอีกด้วย เรือนผมสีบรอนด์ยับยุ่ง ถุงเท้าข้างซ้ายต่ำกว่าข้างขวาเกือบครึ่งค่อน และขณะนี้เขากำลังสาละวนอยู่กับเพื่อนใหม่ที่ส่งเสียงกรีดร้องอยู่ในมือ
“นี่หยุดทำเสียงน่ารำคาญนั่นเสียทีเถอะ นาธาน” เอรามินต้าออกคำสั่งกับลูกชายตอนที่จินน่าเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นพอดี ทันทีที่เห็นลูกสาวปรากฏตัวขึ้นหล่อนก็ลืมเื่นาธานไปทันที
“รู้สึกว่าลูกออกจะใช้เวลาแต่งตัวนานเกินไปสักหน่อยนะ นี่แม่ของมีเดอร์สก็จวนจะมาถึงอยู่แล้ว”
“ขอโทษค่ะมอมมี่”
“นี่ จินน่า แม่บอกลูกหลายหนแล้วนะว่าให้เลิกเรียกแม่ว่ามอมมี่เสียที เวลานี้เราไม่ได้อยู่ในอังกฤษแล้ว เดี๋ยวคนที่นี่เขาได้ยินเข้าจะนึกว่าลูกเรียกไอ้มัมมี่อียิปต์นั่น”
เมื่อจินน่าทำท่าจะนั่งลง เอรามินต้าก็รีบเอ่ยขึ้นว่า
“แม่สั่งให้รถม้ามาจอดรถอยู่แล้วนะ แม่คิดว่าทางที่ดีลูกกับนาธานควรจะไปเยี่ยมแคสซี่ตอนบ่ายวันนี้จะดีกว่าการพบหน้ากันระหว่างแม่ของทั้งสองฝ่ายครั้งแรกน่ะมันน่าอึดอัดใจจะตายไป”
“โธ่ แม่ขา กรุณาให้หนูอยู่ต้อนรับด้วยไม่ได้หรือคะ สักครู่ก็ยังดี”
“ไม่ได้ จินน่า เื่การแต่งงานของลูกมันยังไม่ใช่เื่แน่นอนอะไร คุณพ่ออาจจะไม่ชอบพวกมีเดอร์สก็ได้ เพราะฉะนั้นแม่คิดว่าถ้าลูกจะไม่พาตัวเข้ามาข้องเกี่ยวกับเื่นี้ รอให้การพูดจามันตกลงกันเป็ที่เรียบร้อยเสียก่อนจะดีกว่า”
สีหน้าของจินน่าเผือดซีดลง นี่หมายความว่าเธออาจไม่ได้แต่งงานกับโจนาธานเช่นนั้นหรือ มันเป็ไปได้อย่างไรในเมื่อเขาคือชีวิตจิตใจ คืออนาคต และความหวังของเธอ
เมื่อตอนที่เขาเลือกขอแต่งงานกับเธอทั้งที่มีผู้หญิงรุมล้อมอยู่รอบตัวตั้งมากมายมันก็เป็เื่ที่เหลือเชื่ออยู่แล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าวุฒิสมาชิกมีเดอร์สนั้น เป็บุคคลที่มีชื่อเสียงในวอชิงตันขนาดไหน นอกจากที่นี่แล้วเขาก็ยังมีบ้านอยู่ในแคนตั้กกี้อีกด้วย เขามีทั้งเงิน มีทั้งฐานะและมีเกียรติ ลูกชายของเขาก็เช่นเดียวกัน แล้วทำไมแม่ถึงพูดเกี่ยวกับครอบครัวของเขาไปในทำนองนั้นเล่า
“เอ้า ไปกับพี่สาวแกสินาธาน นี่...อย่าออกทางประตูหน้าบ้านนะ แม่สั่งให้รถรออยู่ที่ถนนหลังโน่น ไม่อยากให้จินน่าบังเอิญไปเจอกับคุณนายมีเดอร์สเข้าโดยบังเอิญ” ครู่ต่อมา จินน่าก็เดินระทดระทวยไปขึ้นรถม้าที่รออยู่นาธานเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่ต้องร้องไห้หรอกน่าจินน่า เอ้า...ผมให้ถือเ้ากรีน บอย นี่เล่นเดี๋ยวนึงก็ได้” นาธานล้วงกระเป๋าหยิบกบออกมาส่งให้ จินน่าอดหัวเราะกับวิธีการปลอบใจของน้องชายไม่ได้ มือก็ปาดน้ำตาบนใบหน้าอยู่
“พอเราไปถึงบ้านแคสซี่แล้วนายจะทำยังไงกับมันล่ะนาธาน”
“ช่วยเอาซ่อนไว้ในกระเป๋าถือของพี่หน่อยได้ไหมล่ะ พอแคสซี่เผลอผมจะเอามันออกเอง”
“มันคงเป็บ่ายที่น่าเบื่อที่สุดเลยนะนาธาน” จินน่า ปรารภ
“ก็เพราะยังงั้นน่ะสิ ผมถึงได้เอาเ้ากรีนบอยมันมาด้วยไงล่ะ พี่จะช่วยผมใช่ไหม จินน่า”
“ก็ได้ แต่ตอนนี้พี่ยังไม่อยากถือมันหรอก ขอบใจมาก”
ขณะที่รถม้าของบ้านฟอร์ไซท์กำลังจะเคลื่อนออกจากถนนหลังนั้น จินน่าก็โน้มตัวจ้องมองไปทางถนนใหญ่ และทันเห็นรถม้าคันใหญ่คันหนึ่ง เทียมด้วยม้าดำเข้าคู่กันแล่นเข้ามาหยุดตรงหน้าบ้าน
“บาร์ก ช่วยหยุดรถเดี๋ยวเถอะ”
“ลืมอะไรหรือครับ คุณหนูจินน่า”
“เปล่าหรอก ฉันอยากจะดูผู้หญิงคนที่ลงจากรถม้าคันนั้นหน่อยเท่านั้นละ”
แม้จะมีต้นเอล์มบังอยู่ แต่จินน่าก็ยังพอมองเห็นสตรีในชุดสีเขียวที่กำลังลงจากรถและหลังจากนั้นก็เดินตรงไปยังประตูบ้าน แม้จะอยู่ในระยะไกล จินน่าก็ยังรู้สึกว่ามารดาของโจนาธานเป็ผู้หญิงรูปร่างเพรียวระหงและสวยมาก
จนเมื่ออัลลิสันลับหายไปจากสายตาแล้ว จินน่าจึงได้สั่งคนขับว่า
“เราไปกันได้แล้วละ บาร์ก”