มือแกร่งพับจดหมายเก็บไว้อย่างทะนุถนอมก่อนจะเปิดกล่องเล็กๆอีกด้านขึ้น ลูกแก้วอยู่ในกล่องใสสะอาดเปล่งประกาย ทว่ากลับมีกลิ่นหอมบางบางอย่างที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่จำได้ นั่นคือกลิ่นเลือดของนาง ! นางทำอะไรลงไป
เยว่เทียนหงหยิบกระจกวิญญาณออกมา แน่นอนว่ายามนี้เขาไม่อาจมองเห็นนางได้ เขาแต่ย้อนมองภาพสุดท้ายก่อนที่กระจกวิญญาณจะถูกนางเก็บไว้ในมิติเท่านั้น
ใบหน้าหวานที่ไม่ได้พบเห็นมานานทำให้ความรักและโหยหาแล่นพล่านอยู่ในอกของเขาดังคาด เยว่เทียนหงคิดถึงนางมากจนแทบทนไม่ไหว และเมื่อพบว่านางใช้โลหิตล้างลูกแก้วลูกนั้นให้เขา ซ้ำเติมอาการบาดเจ็บของนาง หัวใจของเขาบีบรัดแน่นจนเจ็บ
ภาพที่นางกระอักเลือด ภาพที่นางตะโกนว่า นางเจ็บจนทนไม่ไหว ทำให้ร่างสูงงอตัวด้วยความเจ็บหัวใจ ความรักและความบีบคั้นในใจ ทำให้ปราณในร่างตีย้อนขึ้น สุดท้ายเยว่เทียนหงก็ไม่อาจทนได้ ปล่อยให้ตนเองกระอักเลือดออกมาเช่นกัน
เขารู้ตัวแล้วว่าเขายินดีให้นางรักเขาน้อยลงดีกว่าต้องทำให้นางเจ็บเช่นนี้
เยว่เทียนหงเพ่งมองภาพนางหายไป ยามนี้นางเก็บกระจกนั่นไว้ในมิติแล้ว.. นางหายไปแล้ว และคราวนี้เขาไม่รู้อีกแล้ว เขาจะไปหานางได้จากที่ใด
ความไม่ยินยอมลุกโพลงอยู่ในใจ ร่างสูงลุกขึ้น ก้าวเดินออกไป ด้านนอกนั้น ฟู่หลิงและฟู่เจี่ยอียืนรอรับคำสั่งของเขาอยู่
“ฝ่าบาท จะเสด็จที่ใดหรือพะย่ะค่ะ…” ฟู่หลิงเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าราชาของตนกำลังจะก้าวออกนอกประตูตำหนักไป
“ข้าจะไปตามหานาง…” เขาต้องไปบอกนางว่าสตรีเหล่านั้นมิได้เป็นอย่างที่นางคิด.. ที่ผ่านมาเขามิเคยแตะต้องพวกนาง !!
ยาปลุกกำหนัดใดๆไม่อาจลบล้างความรังเกียจในใจเขาได้ ต่อให้ร้อนรุ่มเพียงใดก็เขาก็ทำไม่ลงสุดท้ายเหตุการณ์ในม่านมุ้งทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยฝีมือพี่รองของเขา..
ในเมื่อเขาทำไม่ได้ ก็จำเป็นต้องใช้วิธีสิ้นคิดเช่นนี้ ต่อให้ไร้น้ำยาเพียงใดไม่แน่ว่ายามหว่านเมล็ดหลายๆครั้ง ก็อาจมีผลเกิดขึ้นได้บ้าง ดีกว่าไม่ได้ลองอะไรเลย..
บุตรที่เกิดขึ้นในนามของเขาวันหน้าจะได้เป็นรัชทายาทโดยความยินยอมจากทุกคน
เยว่เทียนหงคิดอย่างยินดีว่าหากมู่เชียนได้รู้ความจริงข้อนี้จะต้องดีใจอย่างมาก .. ขณะที่คิดวาดหวังถึงรอยยิ้มของนาง ครู่เดียวความจริงบางอย่างก็สาดเข้ามาในมโนสำนึกอีกครั้ง
‘ทำเช่นนี้จะมีประโยชน์ใดเล่า เจ้ากล้าให้นางอยู่ข้างกายหรือ ?’ คำถามหนึ่งดังขึ้นในใจของเขา
ต่อให้วันนี้ผ่านไปได้แต่อีกหนึ่งปีหากพี่รองไม่อาจมีทายาทได้จริงๆ เขาก็ต้องทำหน้าที่นี้แทนอยู่ดี ถึงเวลานั้นย่อมจะต้องทำให้นางเสียใจอีกครั้ง
‘หรือข้าควรปล่อยนางไป ?’ ทันทีที่ความคิดนี้แล่นผ่าน หัวใจของเขาก็ราวกับถูกฉีกกระชากจนเจ็บแปลบ
‘ไม่มีวัน !! ชีวิตข้าเสียสละเพื่อใต้หล้ามากเพียงใด มีเพียงนางเท่านั้นที่ข้าไม่อาจเสียไปได้ ข้าขอเห็นแก่ตัวแค่เรื่องเดียวเท่านั้น แค่นางเท่านั้นที่ข้าจะไม่ยอมเสียไป !’
มือแกร่งยึดกำกระจกในอกไว้แน่น ราวกับเป็นตัวแทนของหญิงสาวผู้นั้น เยว่เทียนหงสอบถามฟู่เจี่ยอีถึงรายละเอียดเพื่อตามหาเบาะแสของมู่เชียนอีกครั้ง นอกจากเรื่องที่ว่านางกำลังจะออกไปตามหาเทพอสูรธาตุแสงแล้วก็ไม่มีเบาะแสอื่นอีก
“ฟู่หลิง ส่งข่าวไปให้สายข่าวของเราในทุกแคว้น ไม่ว่าแลกด้วยอะไรตามหาเทพธิดายุทธ์มู่เชียนออกมาให้ได้… บอกหู่ซื่อนำทัพอสูรของออกไปด้วยตนเอง ตามหาเบาะแสของเทพอสูรทั้งสองออกมาให้เร็วที่สุด”
เยว่เทียนหงรู้ดีว่ามู่เชียนต้องปลอมแปงฐานะออกเดินทางแน่ ไม่ว่าหน้าตาของนางจะเปลี่ยนเป็นเช่นไร ข้างกายจะต้องมีเทพอสูรอยู่ด้วย !
ส่วนการตามหาเทพอสูรธาตุแสง เยว่เทียนหงนึกถึงได้เพียงแผ่นดินตะวันออก แคว้นเฟิงเฟยนั่นคือสถานที่มีธาตุแสงสูงสุด เทพอสูรธาตุแสงเป็นดั่งเทพเจ้าที่พวกเขาเคารพ เป็นไปได้มากว่านางจะไปที่นั่น
“ข้าจะไปตามหานางที่แคว้นเฟิงเฟย” ร่างสูงประกาศ ทว่ากลับทำให้ฟู่หลิงตกใจอย่างมาก
“ฝ่าบาท… ยามนี้แคว้นระส่ำระสายขุนนางแตกเป็นก๊กฝ่าย พระองค์ไม่ควรเดินทางออกนอกแคว้นยามนี้พะย่ะค่ะ” ฟู่หลิงเอ่ยทัดทาน “อีกอย่างแคว้นเฟิงเฟยไม่ต่างจากแคว้นศัตรู หากฝ่าบาทไปอาจมีอันตรายได้ ที่นายหญิงมู่ต้องการที่สุดคือให้ฝ่าบาทปลอดภัย มิเช่นนั้นคงไม่ส่งลูกแก้วมา…”
ได้ยินคนสนิทเอ่ยอ้างความห่วงใยของนางมาเกลี้ยกล่อม ความคิดถึงยิ่งถาโถมเข้ามาในร่าง ยามนี้ชื่อของนางไม่ต่างจากเปลวเพลิงที่เผาใจเขาจนเจ็บแสบไปหมด
“หากข้าหานางไม่พบ.. เจ้าคิดข้าจะทนได้ถึงเมื่อใด..!?” ดวงตาสีเทาปนแดงวูบวาบด้วยอารมณ์โกรธแค้น แค่คิดว่านางกำลังร้องไห้ผิดหวัง หรือกำลังเกิดอันตรายอยู่ที่ใดก็ไม่รู้ เยว่เทียนหงก็แทบเป็นบ้าไป มือแกร่งกำแน่น เล็บคมจิกเข้ากลางฝ่ามือจนมีเลือดไหล ปราณมืดไหลทะลักออกจากร่างจนเกิดสายฟ้าขนาดเล็กแล่นพล่านไปทั่ว
“หม่อมฉันผิดเอง ทรงประหารหม่อมฉันเถิด..” ฟู่เจี่ยอีคุกเข่าลง รู้สึกผิดที่เป็นคนบอกเรื่องนี้กับมู่เชียน ทำให้นางเสียใจจนหายไป … หากนายหญิงไม่กลับมา นั่นไม่ต่างจากการที่นางเป็นผู้สังหารฝ่าบาทด้วยตนเอง
เยว่เทียนหงไม่เอ่ยคำใด ปราณมืดในร่างกำลังสั่งให้เขาทำตามคำขอของฟู่เจี่ยอี ระเบิดร่างเล็กตรงหน้าให้เป็นชิ้นๆไปซะ !
ความคิดอันน่ากลัวนั้น ทำให้เขาต้องรีบหลับตาลงเพื่อปิดกั้นปราณมืดที่กำลังจะหลุดพ้นความควบคุมอย่างยากลำบาก หากจะมีใครสมควรตายก็ต้องเป็นเขาเท่านั้น เขาต่างหากที่ผิด เขาล่อลวงนาง ยึดความรักของนางไว้ ทว่ากลับไม่อาจปกป้องความรู้สึกของนางได้ ทำให้นางเสียใจจนต้องหายไป
“หม่อมฉันจะไปตามหานายหญิงเพคะ.. หากไม่พบจะไม่กลับมา” ฟู่เจี่ยอีที่ไม่รู้ว่าตนเองเพิ่งถูกมัจจุราชเดินเฉียดกายไปช้าๆ เอ่ยปฏิญาณเสียงดังออกมาก่อนจะคำนับเยว่เทียนหงครั้งหนึ่ง แล้วผลุนผลันวิ่งจากไป
ฟู่หลิงมองฝ่าบาทของตนที่กำลังพยายามสงบสติอารมณ์อยู่ แล้วก็กัดฟันเอ่ยเกลี้ยกล่อมเจ้าเหนือหัวของตนต่อไปอย่างอดทน
“ฝ่าบาท ต้าเยว่เรามีสายสัมพันธ์กับหอข่าว เชื่อว่าไม่เกินหนึ่งเดือนจะสามารถหาเบาะแสของนางออกมาได้อย่างแน่นอน หากพระองค์เดินทางไป อาจคลาดกับนางก็ได้ ”
“ออกไปซะ .. ข้าอยากอยู่คนเดียว” เยว่เทียนหงเอ่ยปากไล่ คำพูดเหล่านั้น ไม่เพียงไม่ช่วยแต่กลับยิ่งกระตุ้นความต้องการเข่นฆ่า เขาอยากอยู่เงียบๆเพื่อคิดถึงใบหน้าของนาง มีเพียงนางเท่านั้นที่ทำให้เขาสงบลงได้
เยว่เทียนหงนอนหลับตานิ่งบนเตียง พยายามย้อนนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นที่ได้พบนางครั้งแรก … เด็กสาวแสนธรรมดาระดับจ้าวยุทธ์ผู้หนึ่ง ลอบยืนมองเขาสู้กับมังกรอย่างสนใจ ก่อนเผยยิ้มชูมือสองข้างขึ้น ราวกับจะบอกว่า นางมิได้มีเจตนาร้าย
ครู่ต่อมานางกลับมายืนขวางเขาเอาไว้ ช่วยชีวิตเขาอย่างกล้าหาญ มอบภูติพฤกษาที่มีค่าควรเมืองให้พร้อมด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เขาใจสั่น
นึกถึงยามที่นางถูกเขาช่วยไว้จากคนร้าย ยามนั้นนางเลอะเลือดไปทั้งตัว แต่กลับมีดวงตาที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น นางพยายามเช็ดเลือดบนมืออย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยไม่อยากให้เลอะมือเขา ท่าทางนั้นของนางน่ารักอย่างมาก
ยามที่เขาตัดสินใจลักพาตัวนางด้วยประสงค์ร้าย นางกลับยื่นมือช่วยชีวิตเขาอีกครั้ง นางใช้ปราณสีทองออกมาโดยไม่ระวัง ทำให้เขารู้ฐานะของนางในที่สุด
นับจากวันนั้น.. ในดวงตาของเขาก็มีเพียงรอยยิ้มสดใสของนาง ความจริงใจที่มีให้ คอยช่วยเหลือเขาโดยไม่เรียกร้องใดๆ เขาค่อยถูกนางดึงดูดมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว
ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่เขาเริ่มมองเด็กสาวคนนั้นเป็นสมบัติล้ำค่า จนกระทั่งมองนางเป็นหญิงสาวที่เขารักและหวงแหนอย่างสุดหัวใจ
แม้จะรักนางมากเพียงนี้กลับไม่อาจอยู่ร่วมกันได้… ความคิดนี้ทำให้หัวใจของเยว่เทียนหงเจ็บแปลบ
“บางหากไม่พบกัน พวกเราคงไม่ต้องอยู่ในสภาพนี้ …ทว่าข้ากลับไม่นึกเสียใจสักนิด แล้วเจ้าเล่า.. ?” มือแกร่งลูบกระจกวิญญาณอย่างทนุถนอม เอ่ยถามเสียงอ่อนโยนราวกับนางมายืนอยู่ตรงหน้า
“เชียนเชียน เจ้าเสียใจที่รักข้าหรือไม่ ?”
“หึหึ..” เสียงหัวเราะ แหบแห้งก้องกังวานดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างสีดำเลือนลางปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาอย่างชัดเจน เยว่เทียนหงตกใจจนลุกขึ้นนั่งทันที เสียงของมันเป็นเสียงเดียวกับที่ล่อลวงเขามาตลอด มันคือมารในกระจกนั่น
การที่มารรัตติกาลสามารถเดินทางออกมาด้านนอกได้ในรูปลักษณ์ที่มองเห็นชัดเจนเช่นนี้แล้ว ย่อมหมายความว่ามันแข็งแกร่งขึ้นมาก
“อยากตามหานางหรือ ให้ข้าช่วยดีหรือไม่ ข้าสามารถตามหานางให้เจ้าได้ ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากเท่านั้น…” เสียงแหบแห้งชวนขนลุก เอ่ยเชื้อเชิญเขาราวกับมีไมตรีต่อกัน ทว่าเยว่เทียนหงทราบดีว่า ความหวังดีนั้น แท้จริงมีจุดประสงค์ใด
“คิดจะอาศัยข้าเพื่อตามหานางหรือ ฝันไปเถอะ !” ร่างสูงหรี่ตามองตามร่างวูบไหวอย่างระแวดระวัง..
กระจกรัตติกาลดูดกลืนปราณในมิติอี้เจ๋อมานาน มีพลังบรรจุอยู่ด้านในนั้นจนล้น ทว่าหากไม่ถูกผู้เป็นนายเรียกใช้ ความสามารถของมันที่แสดงออกมาได้ก็ไม่ถึงหนึ่งในหมื่นส่วนเท่านั้น
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่า หากเขาเรียกใช้พลังรัตติกาลจริง เขาย่อมต้องถูกปราณมืดกลืนกินเป็นแน่ คราวก่อนที่หน้าตำหนักพระมารดา ก็ทำให้เขาแทบเป็นบ้าไป ดังนั้นต่อให้เขาอยากตามหามู่เชียนอย่างไรก็ไม่อาจใช้งานมันได้
“หืมม ระแวงข้าหรือ ข้าหวังดีแท้ๆ” เงาร่างสีดำนั่นนั่งลงบนเตียงของเขา ใบหน้าของมันยามนี้เปลี่ยนเป็นเหมือนมู่เชียนทุกประการ
“สบายใจขึ้นบ้างแล้วหรือไม่ ?” เสียงหวานที่คุ้นหูนั้น ทำให้เยว่เทียนหงชะงักนิ่งไป ทั่วร่างนั้นมีเพียงดวงตารูปทรงประหลาด และท่วงท่าเย้ายวนนั้นที่ทำเยว่เทียนหงมั่นใจว่านั่นไม่ใช่มู่เชียนของเขา !
“เทียนหง..” เสียงหวานเอ่ยเรียก เริ่มปลดเสื้อผ้าของตนออกจนเห็นผิวเนื้อขาวผ่อง เอนกายลงพร้อมกับมองเขาอย่างท้าทาย “ท่านต้องการข้าหรือไม่ ?”
มารรัตติกาลเชี่ยวชาญกับการยึดกุมจุดอ่อนในจิตใจ มันรู้ดีว่าเยว่เทียนหงกำลังปรารถนาที่จะอยู่กับสตรีที่ตนรัก… จึงนำร่างของมู่เชียนมาใช้ ทว่ากิริยาที่มันทำนั้นกลับคล้ายลบหลู่หญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ !
เยว่เทียนหงรู้สึกโกรธอย่างมาก ร่างสูงรวบรวมปราณในร่างฟาดฝ่ามือออกไป เตียงหยกและม่านมุ้งล้วนแตกสลาย พร้อมกับร่างหญิงสาวที่กลายเป็นหมอกควันสีดำจางๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่า …” เสียงหัวเราะก้องกังวานพร้อมกับควันดำที่ลอยฟุ้งไปทั่วห้องก่อนที่จะมารวมกันในจุดๆหนึ่งเกิดเป็นเงาสีดำซีดอีกครั้ง “เจ้าต้องการนาง อยากครอบครองนางมิใช่หรือ ฝืนไปทำไมเล่า แค่เจ้าเอ่ยปากคำเดียวข้าสามารถพาเจ้าไปหานางได้ทันที”
เยว่เทียนหงหลับตานิ่ง รับรู้ถึงปราณมืดในร่างที่กำลังตอบสนองต่อคำพูดเหล่านั้นอย่างไม่อาจฝืนได้ เขาส่ายศีรษะไล่ความรุ่มร้อนที่อยากจะพุ่งกายไปหานางออกไปอย่างยากลำบาก
“เชื่อข้าสิ.. มีเพียงนางอยู่ใต้ร่างเจ้า เสียงของนางจะครวญครางเรียกชื่อเจ้า ทุกความคิดจะมีเพียงเรื่องของเจ้า มีเพียงวิธีนั้นเจ้าจึงจะสามารถครอบครองนางทั้งกายและใจได้อย่างสมบูรณ์ ..”
ภาพร้อนแรงบางอย่างปรากฏขึ้นในหัวของชายหนุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดวงตาเทาเกิดประกายสีแดงกระพริบวูบถี่ขึ้น.. เพลิงแห่งความปรารถนาที่รุนแรงเผาผลาญเขาจนแทบไร้สติ จนต้องทรุดร่างลงนั่งชันเข่าชกหมัดลงกับพื้นเพื่อเรียกสติ
“เจ้า… หุบปากซะ !!” เยว่เทียนหงตวาดเสียงดัง
“เสียงดังปานนั้น เจ้าคิดข่มขู่ผู้ใดกัน ฮ่าฮ่าฮ่า… ก็แค่สตรีนางหนึ่งเจ้าคิดว่าหากเจ้าไม่ยินยอมข้าจะหานางไม่พบหรือ ?”
“นางคือผู้เยียวยา ธิดาเทพยุทธ์ในคำทำนาย นางไม่มีวันหยุดจนกว่าจะกำจัดเจ้าได้ !!” สติของเขากลับมาบ้างแล้ว
“ฮ่าฮ่าฮ่า…เจ้าหวังว่านางจะทำลายข้า และช่วยปลดปล่อยเจ้าได้งั้นหรือ อย่าหวังเลย เทพอสูรธาตุมืดอยู่กับข้า นางไม่มีวันรวบรวมธาตุทั้งเจ็ดได้ครบหรอก”
ร่างสูงชะงักนิ่งไป.. เทพอสูรลำดับสอง หากไม่อาจรวบรวมครบ นางจะทำอย่างไร
“เจ้ารอไปก็ไร้ประโยชน์ สู้รีบนำนางมาอยู่ข้างกายโดยเร็ว เสพสุขในช่วงเวลาที่เหลือดีกว่า… อย่ารอจนเจ้าตาย และนางกลายเป็นของคนอื่น..”
ดวงตาคมเปล่งประกายสีแดงวูบวาบ เขารับรู้ได้ว่าความหวงแหนและความรักที่มีต่อนางกำลังเปลี่ยนเป็นความบ้าคลั่ง ชายหนุ่มรีบหลับตาลง นึกถึงน้ำเสียงและรอยยิ้มของนาง คำพูดของนาง พร้อมกับกำลูกแก้วธาตุแสงเอาไว้ในมือสั่นเทา
‘ข้าชอบท่าน… ชอบมากจริงๆ’
ปราณธาตุแสงส่องสว่างไปทั่วห้อง เยว่เทียนหงดูดซับปราณเหล่านั้นเอาไว้ เพื่อข่มปราณธาตุมืดในร่างลงไปอย่างยากลำบาก ครู่หนึ่งเมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าเงามารนั้นได้ถูกปราณธาตุแสงในลูกแก้วไล่ไปนานแล้ว
เยว่เทียนหงนอนลงบนพื้นอย่างอ่อนแรง … ความคิดถึงและโหยหายังปั่นป่วนอาละวาดอยู่ในร่างเขาอย่างไม่อาจควบคุมได้… เขากอดกระจกวิญญาณไว้แนบอก ซุกหน้าลงไปหาอย่างไร้หนทาง
“ข้า.. ควรทำอย่างไรดี.. เชียนเชียน … ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” น้ำเสียงของเขายามนี้ฟังดูแหบพร่าทรมานอย่างยิ่ง
กระจกขนาดใหญ่สีดำสนิทในห้องโถงใต้ดิน พลันปรากฏเงาร่างสีดำขึ้นเบื้องหน้า มันหันมองกระจกนิ่ง ด้านในกระจกนั้นปรากฏรอยยิ้มสยดสยองนับสิบชิ้นล่องลอยอยู่
“หึหึหึ ให้มันดิ้นรนไปเถอะ… อีกไม่นานเจ้านั่นก็จะต้องยอมแพ้ ร่างของมันจะกลายเป็นที่สิงสถิตวิญญาณที่ดีที่สุด ในวันนั้นมิติแห่งนี้จะเป็นของเรา”
“สตรีนางนั้นเล่า …” เสียงแหบพร่าแผ่วเบาๆอีกเสียงดังมาจากในกระจก
“จะเก็บนางไว้ไม่ได้อีกแล้ว” เสียงคล้ายแผ่นโลหะเสียดสีอีกเสียงดังขึ้น
“วางใจเถอะ… นางออกจากถ้ำรัตติกาล คิดว่าคงได้เบาะแสของมู่เหวินป๋อ เช่นนั้นต้องเดินทางไปที่ตะวันตกแน่”
“ให้ทูตรัตติกาลที่แคว้นตะวันตกตามหา .. กำจัดนางให้ได้ !”