“ข้าแซ่สือ พวกเ้าจะเรียกข้าว่าเฒ่าสือก็ได้ ที่พวกเราพากันมาที่นี่ก็เพื่อเอาของเหล่านี้มาให้” ชายชราแซ่สือผายมือไปที่เกวียนสองเล่ม ชาวบ้านที่เหลือก็ช่วยกันขนข้าวของออกมาจากเกวียนและยังกวักมือให้กลุ่มขันทีเข้ามาช่วยรับเอาไป
“เดิมทีเรือนเก่าที่ชายเขานี้เป็ที่อยู่ของพวกเรามาก่อน ภายหลังนายท่านกุ้ยได้มาซื้อที่ดินบริเวณนี้เอาไว้ทั้งหมดพวกเราก็เลยไม่มีทางเข้าออก” เฒ่าสือตั้งใจอธิบายเสียงดังเพื่อให้ทุกคนได้ยินไปพร้อมกัน
“พอนายท่านรู้ข่าวว่าชาวบ้านในหมู่บ้านเชิงเขาดั้งเดิมเดือดร้อน เขาก็มอบที่ดินกับเงินให้พวกเราไปสร้างที่พักกันใหม่ที่ตรงนั้น"
เหอซือหานมองตามมือไปยังกลุ่มหมู่บ้านที่พวกเขาเห็นั้แ่คราวแรกก็เริ่มจะเข้าใจ มีข่าวลือั้แ่อยู่ในวังหลวงว่ากุ้ยฟางซื้อที่ดินนอกเมืองไว้หลายร้อยหมู่ ก็คงจะเป็หมู่บ้านเชิงเขาเดิมที่พวกเขาเพิ่งเข้ามาจับจองเป็ที่พักนั่นเอง
และกุ้ยฟางก็เป็คนใจกว้างตามข่าวที่ได้ยินมา พอนึกจะตกรางวัลให้ใครกุ้ยฟางก็จะจ่ายไม่ยั้ง เขาถึงกับปลอบใจคนท้องถิ่นเดิมด้วยการมอบเงินและที่ดินให้ไปสร้างหมู่บ้านใหม่เชียวนะ!!
“เดือนก่อนนายท่านส่งข่าวถึงพวกเราว่าเขาอาจจะกลับมาที่นี่พวกเราก็เฝ้ารออยู่ แต่ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะพากันมาหลายคนถึงเพียงนี้เลยต้องเสียเวลารวบรวมข้าวของกันอีกพักใหญ่ แบ่งกันใช้แบ่งกันกินไปก่อนก็แล้วกันนะขาดเหลือยังไงพรุ่งนี้พวกเราจะกลับมาอีกครั้ง”
“ข้าวสาร!!”
“ผ้าห่ม มีผ้าห่มด้วย”
เหล่าขันทีที่ช่วยขนของลงจากเกวียนเริ่มส่งเสียงอุทานขึ้นมากันด้วยความใ นอกจากข้าวสาร ผ้าห่ม และอาหารแห้งหลายอย่างซึ่งส่วนใหญ่จะเป็พวกผักดองและแป้ง นอกจากนี้แล้วก็ยังมีหม้อดิน กระทะ หรือแม้แต่ถ้วยจานอีกด้วย
ดูเหมือนว่าชาวบ้านในหมู่บ้านคงจะรวบรวมสิ่งของเหล่านี้มาด้วยการบริจาคมันถึงได้กระจัดกระจายเป็ห่อเล็กห่อน้อย แต่กลับง่ายขึ้นในการแจกจ่ายให้กับเหล่าขันทีที่แบ่งกลุ่มเป็หลายกลุ่มโดยไม่มีใครสนใจว่าใครจะได้มากได้น้อยไปกว่ากัน
“หมายความว่าทุกคนรู้ว่าพวกเราเป็อดีตขันที และไม่มีเงิน..” ซุนไห่ถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
ผู้เฒ่าสือพยักหน้า “รู้..อย่ากังวลเลย คนในชนบทอย่างพวกเราไม่ได้รังเกียจขันที และยิ่งไม่คิดรังเกียจคนที่เดินทางมากับนายท่านกุ้ย”
ค่ำวันนั้นเหล่าอดีตขันทียืนส่งกลุ่มชาวบ้านกลับไปด้วยความซาบซึ้งใจ และผู้เฒ่าสือยังยืนยันอีกว่าพวกเขาจะกลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น
เช้าวันใหม่อดีตขันทีหลายสิบชีวิตก็ตื่นขึ้นมาตั้งแถวรอการปรากฏตัวของกุ้ยฟางกันอย่างเงียบเชียบ ต่างคนต่างก็ไม่รู้ว่าตนจะต้องทำอะไร ไม่มีงานซักล้าง ไม่มีพื้นหินอ่อนให้เช็ด ไม่มีแม้กระทั่งแปลงดอกไม้ให้ไปรดน้ำ รอบตัวมีเพียงผืนดินเปล่าที่คล้ายจะเพิ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้ไม่นาน
ทันทีที่กุ้ยฟางเปิดประตูเรือนออกมา ซุนไห่ก็ทำตัวเป็ผู้นำกลุ่มกล่าวคำทักทาย “คารวะท่านกุ้ยฟางขอรับ”
กุ้ยฟางยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงให้ทุกคนอยู่ในท่าทีเป็กันเอง “ไม่จำเป็ต้องมากพิธีแล้ว ข้าไม่ได้อยู่เหนือใคร พวกเ้าก็ไม่ใช่เด็กรับใช้แล้วเช่นกัน”
“แต่ท่านก็เป็ผู้มีพระคุณของเราในเวลานี้ขอรับ ให้เราเรียกท่านอย่างที่เคยเถิด”
กุ้ยฟางอมยิ้มอ่อนโยนอย่างที่เหล่าอดีตขันทีไม่เคยเห็นมาก่อน “หากข้าไม่เก็บพวกเ้ามาอยู่ที่นี่ด้วย ชีวิตข้าก็คงจะเงียบเหงาไปหน่อย..ไร่นาจะมีแต่ฝุ่นผง ไม่ต่างอันใดกับความว่างเปล่าของชีวิตหลังออกจากวังหลวง..”
เขาหยุดพูดไปชั่วครู่พร้อมกับสูดหายใจเข้าปอดแรงๆ คล้ายว่ากำลังจะปรับอารมณ์ใหม่ “รออีกนิดเถิดเดี๋ยวพวกเขาก็คงจะมา”
“ใครจะมาอีกเหรอ?” อาเฟยกระซิบถามหลี่เอินเบาๆ
“ก็น่าจะหมายถึงชาวบ้านกระมัง เมื่อคืนท่านผู้เฒ่าก็บอกอยู่นี่ว่าเขาจะกลับมาอีกครั้ง”
พวกเขาเก็บความสงสัยเอาไว้ได้ไม่นาน เกวียนวัวสองเล่มคันเดิมก็แล่นเข้ามาพร้อมกับสัมภาระอีกกองใหญ่ ด้านหลังมีบุรุษและสตรีชาวบ้านราวสิบกว่าคนเดินตามมาด้วย
“เงินที่ขายแหวนหยกของนายท่าน พวกเราซื้อของพวกนี้มาทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่อีแปะเดียวตามคำสั่งแล้วขอรับ” บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวกับกุ้ยฟาง
กุ้ยฟางยิ้มบาง ก่อนจะเดินไปเลือกหยิบจอบเหมาะมือจากบนเกวียนมาเริ่มถางหญ้ารอบเรือนโดยไม่เอ่ยคำพูดใดๆ
“นั่นใช่ท่านกุ้ยที่เคยนั่งจิบชาหน้ากระจกทองเหลือง กินเนื้อย่างแกล้มสุราทุกวันหรือไม่นั่น!” หลี่เอินอ้าปากค้างจนยานลงมาถึงคาง เหม่อมองไปยังชายชราร่างเล็กอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
กลุ่มชาวบ้านที่เพิ่งเข้ามาเห็นว่าหลายคนยังคงงุนงงและไม่เข้าใจสถานการณ์ดีนัก เขาก็เข้ามาช่วยอธิบาย
“เมื่อคืนนายท่านให้พวกเราเอาแหวนหยกไปขาย แล้วให้ซื้อเครื่องมือการเกษตรเหล่านี้มาทั้งหมด จากนี้ต่อไปพวกเ้าจะเป็ชาวไร่ชาวนา ใครไม่เคยทำพวกเราก็จะช่วยสอนให้เอง"
พูดเท่านี้ฝูงชนก็เข้าใจแจ่มแจ้ง หลายคนก็เคยเป็ลูกชาวนามาก่อน พวกเขารวมทั้งเหอซือหานก็ก้าวออกไปหยิบเครื่องมือบนเกวียนมาถือไว้ในมือด้วยท่าทางทะมัดทะแมง
“ที่ดินของนายท่านยาวไปจนสุดูเาสองลูกนั้น อีกด้านก็จะล้อมไว้ด้วยถนน ให้ดีพวกท่านก็ควรแบ่งขอบเขตกระจายตัวกันไปทำงาน คนที่เป็งานจับกลุ่มกับคนที่ไม่เป็จะได้ง่ายขึ้น" บุรุษชาวบ้านคนเดิมแนะนำ
บางคนที่เพิ่งจะจับต้นชนปลายได้พาลน้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความซาบซึ้งใจ พวกเขาไม่กลัวการทำงานหนักแต่กลัวจะไม่มีงานให้ทำมากกว่า กลับกลายเป็ว่ากุ้ยฟางที่ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตาเป็คนที่มอบโอกาสในการเริ่มชีวิตใหม่ให้พวกเขา
“ข้าขอถามอะไรอีกสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ” อาเฟยยกมือขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ซุนไห่หรี่ตามอง กลัวว่าเ้าเด็กเหลือขอนี่จะเรียกร้องความสุขสบายจนต้องอับอายชาวบ้านที่เข้ามาช่วย
เหมือนว่าอาเฟยจะรู้ตัวว่าถูกเข้าใจผิด เขารีบพูด “ข้าแค่คิดว่า กว่าเราจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก็คงจะหลายเดือน แล้วระหว่างนี้..พวกท่านจะต้องมาคอยส่งข้าวส่งน้ำให้มันจะไม่เป็การรบกวนพวกท่านเกินไปหรือ ข้ารู้สึกละอายใจน่ะ”
ยามนี้กุ้ยฟางจึงได้หยุดมือคล้ายจะนึกได้เช่นกัน เขาหันมาคุยกับกลุ่มชาวบ้านบ้าง “พวกเ้าก็ควรรู้ไว้ด้วยเช่นกันว่าแหวนวงนั้นเป็สมบัติชิ้นสุดท้ายของข้า และมันก็ถูกเปลี่ยนเป็เมล็ดพันธุ์และเครื่องมือบนเกวียนนั่นแล้ว ข้าไม่มีเงินมาใช้จ่ายอะไรอีกแล้วนะ”
ผู้เฒ่าสือหน้าเสียไปเล็กน้อย เมื่อวานเขาเพิ่งจะรับปากกับเหล่าขันทีว่าจะให้ความช่วยเหลือตอบแทนน้ำใจของนายท่านกุ้ย แต่เอาเข้าจริงมันก็ยากเกินไปสักนิดเพราะจำนวนคนมีมากเกินไป
“เื่เงินทองพวกเราคงหามาอุดหนุนไม่ได้ แต่ถ้าเป็ข้าวสารไว้หุงหากินก็พอจะปันกันได้อยู่..เอาอย่างนี้จากนี้ไปเป็เวลาสามเดือน พวกเราจะส่งมาเฉพาะข้าวสารนอกเหนือจากนั้นพวกท่านคงต้องพึ่งพาตัวเองกันไปก่อนแล้ว”
ซุนไห่พยักหน้ารับรู้ “มีน้ำข้าวให้กินก็ดีแล้ว ในป่ายังมีเห็ดมีนก ในน้ำยังมีปลา ผักดองที่พวกเ้าให้มาเมื่อวานก็ยังกินได้อีกหลายวัน ท่านผู้เฒ่าก็อย่าลืมเตือนชาวบ้านว่าอย่าทำให้ตัวเองลำบาก พวกเราต่างหากที่เป็ฝ่ายมารบกวน”
กุ้ยฟางไม่ได้พูดอะไร เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยท่าทางไม่แยแสเหมือนเช่นเคย แต่แท้จริงแล้วเขากำลังเก็บหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นอยู่เต็มสองเบ้ากลับคืนไปอย่างเงียบงัน
“เวลาไม่เช้าแล้ว..เร่งมือกันเถิด” กุ้ยฟางจบบทสนทนาด้วยการหันกลับไปทำงานอีกครั้ง
“ได้ยินกันแล้วใช่ไหม เ้าพวกแมวี้เีสันหลังยาว!! อย่าคิดนะว่าออกมาอยู่นอกวังแล้วข้าจะไม่ไล่ทุบพวกเ้าให้หลังแอ่น รีบย้ายก้นใหญ่ๆของพวกเ้าไปหยิบของแล้วแบ่งกลุ่มกันข้าให้เวลาสิบลมหายใจ เริ่ม!!” ซุนไห่ะโลั่น
เขารู้ดีว่าขันทีเหล่านี้ไม่ว่าจะหัวหงอกหัวดำ ต่างก็คุ้นชินกับการยืนรอรับคำสั่งมาโดยตลอด หากไม่มีใครออกคำสั่งก็จะยืนงงไม่กล้าขยับ
และเหตุการณ์ก็เป็เช่นนั้นจริงๆ สิ้นเสียงของซุนไห่ฝูงชนนับร้อยก็แตกฮือก่อนจะตรงไปหยิบของบนเกวียนอย่างเป็ระเบียบราวกับฝูงมดงานที่แม้จะมีจำนวนมากก็ไม่เคยเดินชนกันให้หัวแตก!!