กลิ่นอับชื้นของไม้เก่าผสมผสานกับกลิ่นกำยานราคาถูกที่มอดดับไปนานแล้วลอยอวลอยู่ในอากาศเย็นเยียบบนเตียงไม้กระดานแข็งกระด้างมีร่างของสตรีนางหนึ่งนอนอยู่เปลือกตาที่หนักอึ้งของสตรีผู้นั้นค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้นทีละน้อย
แสงแดดสลัวที่ลอดผ่านรอยขาดของกระดาษกรุหน้าต่างสาดส่องให้เห็นใบหน้าซูบผอมที่ซีดขาวไร้สีเื
เหวินซินหลิงไม่ขยับตัว ไม่กรีดร้อง และไม่แสดงอาการตื่นตระหนกใด ๆตามสัญชาตญาณของมนุษย์ทั่วไปที่ตื่นขึ้นมาในสถานที่แปลกประหลาดประสบการณ์จากการเป็แพทย์ทหารหน่วยรบพิเศษสอนให้เธอสงบนิ่งเพื่อประเมินสถานการณ์
ลมหายใจถูกปรับให้แ่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้นิ้วเรียวเล็กของมือขวาขยับไปแตะชีพจรที่ข้อมือซ้ายของตนเองอย่างเงียบเชียบ
[อัตราการเต้นของหัวใจหกสิบครั้งต่อนาทีอ่อนแรง...สภาพกล้ามเนื้อลีบแบน บ่งบอกถึงภาวะขาดสารอาหารเรื้อรังมีร่องรอยของสารพิษตกค้างในกระแสเื ร่างกายนี้เข้าขั้นวิกฤตระดับสีแดง]
เสียงความคิดที่เป็ระบบระเบียบดังขึ้นในหัวขณะนั้นก็มีความทรงจำแปลกปลอมสายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่โสตประสาทดุจเข็มเล่มเล็กนับพันทิ่มแทงที่ก้านสมอง
ข้อมูลมากมายถูกจัดเรียงอย่างรวดเร็วทำให้เหวินซินหลิงที่ในอดีตเป็แพทย์ทหารหน่วยรบพิเศษได้รู้ว่า แท้จริงแล้วร่างนี้ก็คือ ‘เหวินซินหลิง’ ฮูหยินเอกแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงซึ่งเป็สตรีที่ถูกสามีทิ้งขว้างไว้ในเรือนท้ายจวน
ั้แ่แต่งเข้ามาเป็ฮูหยินเอกจวนเจิ้นกั๋วกงตำแหน่งนั้นก็แค่ตำแหน่งบังหน้าที่ดูสวยหรู แต่แท้จริงแล้ว นางกลายเป็คนที่ถูกลืมอย่างสมบูรณ์นางอ่อนแอ ไร้ปากเสียง และเพิ่งจะสิ้นใจตายไปเมื่อไม่กี่นาทีนี้เองสาเหตุการตายของเ้าของร่างก็คือ ถูกแม่สามี น้องสาวฝาแฝดและเหล่าอนุภรรยาของท่านกั๋วกงรุมรังแกจนนางตรอมใจตายในที่สุด
ไม่น่าเชื่อเลยว่า…เหวินซินหลิงจากโลกอีกใบจะได้มาเกิดใหม่ในร่างของผู้หญิงที่มีชื่อแซ่เดียวกันหนำซ้ำยังมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะอีกต่างหาก
เหวินซินหลิงกะพริบตาเชื่องช้าประกายความอ่อนแอในแววตาถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยและเด็ดขาดแพทย์ทหารอย่างเธอผ่านความเป็ความตายมานับไม่ถ้วนแค่เปลี่ยนสมรภูมิรบจากชายแดนมาเป็เรือนหลัง ไม่ใช่เื่ที่ต้องเสียเวลาตื่นกลัว
แต่เอ๋…ข้างกายของเ้าตัวมีก้อนความร้อนสายหนึ่งขยับยุกยิก เป็เด็กหญิงตัวน้อยวัยสี่ขวบนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน
[เวรเอ้ย!ปวดหัวแทบะเิ ใครมันกล้าเอาไม้หน้าสามมาฟาดหัวฉันตอนกำลังจะหอบเงินหนีวะอย่าให้รู้นะ เดี๋ยวเ้าแม่นักต้มตุ๋นอย่างฉันจะจับหักนิ้วให้มือด้วนเลย!]
เหวินซินหลิงพลันชะงักกึกสายตาตวัดมองไปยังร่างเล็กจ้อยข้างกาย ริมฝีปากของเด็กหญิงยังคงปิดสนิทแต่เสียงสบถที่หยาบกระด้างและแก่แดดเกินวัยกลับดังก้องเข้ามาในโสตประสาทของเธออย่างชัดเจน!
[ที่นอนนี่มันบ้าอะไรกันแข็งอย่างกับหินก้อนใหญ่ ผ้าห่มก็สากอย่างกับเสื่อฟาง แล้วแขนป้อม ๆ สั้น ๆนี่มันของใครวะ!] หลี่หรงหรงลืมตาโพลงเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เด็กสี่ขวบควรจะทำได้ั์ตากลมโตเบิกกว้างมองมือเล็ก ๆ ของตนเองสลับกับมองสภาพห้องซอมซ่อ
เหวินซินหลิงวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้าอย่างเฉียบขาดความทรงจำในหัวบอกกับเธอว่า เด็กคนนี้คือ ‘หลี่หรงหรง’ บุตรสาวของเ้าของร่างเดิมแต่พฤติกรรมและความคิดที่เธอได้ยิน… มันกลับบอกให้เธอรู้ว่า เ้าตัวจ้อยนี่ไม่ใช่เด็กสี่ขวบอย่างแน่นอน
[อัตราการหายใจของเด็กคนนี้พุ่งสูงการตอบสนองทางกายภาพเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังประเมินสภาพแวดล้อมใหม่…อาการตื่นตัวแฝงความระแวดระวังท่าทางคล้ายพวกเด็กสลัมที่คุ้นเคยกับการเอาชีวิตรอด]
หลี่หรงหรงวัยสี่ขวบที่กำลังสำรวจร่างกายตัวเองถึงกับสะดุ้งเฮือกหันขวับมามองสตรีที่นอนอยู่ข้าง ๆ
[ใครวะ!ใครพูดศัพท์เทคนิคแถวนี้ อัตราการเต้นหัวใจอะไร การตอบสนองทางกายภาพอะไร...ไร้สาระน่า! แล้วนั่น...ยายป้าหน้าซีดนี่มองฉันอยู่!หรือว่าเสียงเมื่อกี้มาจากผู้หญิงคนนี้?]
เหวินซินหลิงได้ยินเสียงในหัวของเด็กน้อยคนนี้ทั้งหมดแต่เธอไม่ได้พูดอะไร เธอหยัดตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง อาการวิงเวียนโจมตีชั่วขณะแต่เธอกัดฟันข่มมันไว้สายตาของเธอประสานเข้ากับดวงตากลมโตที่แฝงแววตื่นตัวของเด็กหญิง
"เด็กน้อย…"เหวินซินหลิงเอ่ยปาก น้ำเสียงของเธอแหบพร่าเพราะขาดน้ำมาระยะหนึ่ง
[เด็กน้อยบ้าอะไรฉันไม่ใช่เด็กน้อยโว้ย ฉันคือเ้าแม่นักต้มตุ๋นต่างหาก เรียกให้มันถูกด้วย อ้อ!จริงสิ อยู่ ๆ ฉันก็ตื่นขึ้นมาในร่างเด็ก ไม่แปลกที่ยัยป้านี่จะเรียกฉันแบบนั้น]
ในหัวของหลี่หรงหรงมันขาวโพลนไปหมดเธอมีความทรงจำเดิมติดตัวมา แต่กลับไม่มีความทรงจำใหม่ของร่างนี้จึงทำให้เธอหลงลืมไปบ้าง
หลี่หรงหรงเหลือบมองสำรวจเหวินซินหลิงั้แ่หัวจรดเท้า
[เดี๋ยวนะ…ที่นี่ดูไม่คุ้นเลยแฮะ การแต่งตัวของฉันกับยายป้านี่ก็ดูไม่เหมือนโลกปัจจุบันเท่าไหร่? ที่สำคัญฉันมีพลังวิเศษสามารถได้ยินเสียงความคิดของยัยป้านี่ได้ด้วย? หรือว่า…]
หลี่หรงหรงหรี่เปลือกตาแคบเพื่อครุ่นคิดเธอเอาแต่มองหน้าผู้หญิงตรงหน้า แล้วครุ่นคิดหาเหตุผลต่าง ๆ นานาและแล้วก็ได้คำตอบว่า
[ที่เป็ไปได้ก็คือฉันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกอีกใบ แล้วมันโลกไหนกันล่ะ โลกนิยายน้ำเน่าหรือโลกซีรีส์แนวตั้งที่ฉันชอบเปิดดูตอนก่อนนอน? เห้อ…โลกไหนก็ช่างหัวมันก่อนเถอะ อยู่ ๆ ไปเดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละ อันดับแรกฉันต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตรงหน้าซะก่อน]
เมื่อคิดตกแล้วหลี่หรงหรงก็กระแอมในลำคอปรับสีหน้าจากเด็กขี้สงสัยให้กลายเป็เด็กน้อยที่ดูน่ารักน่าชังแสร้งทำเสียงเล็กเสียงน้อย บีบน้ำตาคลอเบ้าให้ดูน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ท่านแม่…ข้าปวดหัวจังเลยเ้าค่ะ" หลี่หรงหรงเริ่มปรับถ้อยคำให้เข้ากับยุคสมัยนี้จะได้ไม่ดูน่าสงสัย
[เนียนเรียกแม่ไปก่อนแล้วกันดูทรงแล้วผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา สายตานิ่งเยือกเย็นเหมือนพวกมือสังหารไม่ก็พวกหมอโรคจิต แกล้งทำเป็เด็กน้อยน่ารักหลอกใช้เป็เกราะกำบังน่าจะปลอดภัยที่สุด]
นี่คือแผนการในใจของหลี่หรงหรงเธอไม่รู้เลยสักนิด ว่าอีกฝ่ายก็ได้ยินเสียงในหัวของเธอได้เหมือนกัน
มุมปากของเหวินซินหลิงกระตุกขึ้นเล็กน้อย!
เมื่อได้ยินเสียงความคิดของอีกฝ่ายเธอก็รู้แล้วว่า เด็กสี่ขวบข้างกายของเธอคนนี้ไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาคนเดิมอีกต่อไปแล้วแต่เป็ใครก็ไม่รู้ที่ฟื้นขึ้นมาในร่างนี้ ฟังจากภาษาพูดในหัว ก็เดาได้ไม่ยากว่าิญญาของเ้าตัว คือคนที่มาจากโลกยุคปัจจุบัน
เหวินซินหลิงยื่นมือออกไปลูบศีรษะเด็กหญิงแ่เบาเธอััได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าปกติเล็กน้อย
[สมกับเป็พวกต้มตุ๋นปรับตัวได้รวดเร็วและรู้จักหาที่พึ่งพิงเพื่อผลประโยชน์ ดี!ในเมื่อต้องติดอยู่ในจวนที่มีแต่อสรพิษการมีหุ้นส่วนที่ฉลาดและเ้าเล่ห์ย่อมดีกว่ามีเด็กอมมือที่เอาแต่ร้องไห้]
เสียงในหัวของเหวินซินหลิงดังขึ้นในหัวของเด็กหญิงหลี่หรงหรงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงตอนแรกเธอนึกว่าได้ยินเสียงในหัวของยัยป้านี่อยู่ฝ่ายเดียวซะอีก
ฉิบหายแล้ว!!! บ่นหยาบๆ ไปเยอะซะด้วยสิ
"ใใช่ไหมล่ะ”เหวินซินหลิงเอ่ยเสียงเบาพลางคลี่ยิ้มมุมปากจาง ๆอันที่จริงเธอไม่ได้คิดถือสาคำพูดของเด็กคนนี้หรอกกลับกันคือเธอรู้สึกชอบความดิบห่ามของเด็กผู้หญิงคนนี้ต่างหาก
“ปะป้า… ไม่สิต้องพูดว่า เ้า! ถึงจะถูก” หลี่หรงหรงออกอาการเลิ่กลั่ก เริ่มพูดจาผิด ๆ ถูก ๆฟังไม่เป็ศัพท์ อีกทั้งยังใช้นิ้วมือน้อย ๆ หยิกแขนตัวเองซ้ำ ๆเพื่อปลุกให้ตัวเองตื่นจากฝัน
และมันก็ย้ำชัดแล้วว่าเธอไม่ได้กำลังฝันไป ภาพตรงหน้าและเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับเธอมันคือความจริงต่างหาก
“ใจเย็น ๆ ไว้ไม่ต้องพยายามทำร้ายตัวเองหรอก ฉันไม่ใช่เ้าของร่างนี้ ฉันคือคนที่ฟื้นขึ้นมาในร่างคนอื่นไม่ได้ต่างจากเธอเราคือพวกเดียวกัน" เหวินซินหลิงเอ่ยเสียงเรียบ “ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอคิดฉันได้ยินทั้งหมด ดังนั้นจะพูดจาอะไรเกี่ยวกับฉัน ก็ช่วยระวังปากด้วย”
หลี่หรงหรงเบิกตากว้างอ้าปากค้างเติ่งอย่างคนที่เสียอาการ
[นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะเนี่ย!]
"ขอแนะนำตัวเลยแล้วกัน"เหวินซินหลิงเอ่ยตัดบทอย่างไม่เสียเวลา "ฉันมีอดีตเป็แพทย์ทหาร มาจากโลกปี 2026ส่วนเธอ… ที่บอกว่าเป็เ้าแม่นักต้มตุ๋น หมายความว่าไง?” เหวินซินหลิงเอ่ยซักประวัติอีกฝ่าย
“อะเอ่อ…อันที่จริงก็ไม่ใช่เ้าแม่นักต้มตุ๋นอะไรหรอกฉันก็เป็แค่มิจฉาชีพในย่านสลัมเมืองปักกิ่งงานหลักของฉันคือเข้าหาเหยื่อเพื่อต้มตุ๋นปอกลอก อีกอย่างฉันอายุ 16 ปีแล้ว จะเรียกว่าเ้าแม่นักต้มตุ๋นก็คงไม่เป็ไรหรอกมั้ง”หลี่หรงหรงตอบด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ
“ขอบคุณที่ยอมบอกตัวตนที่แท้จริงไม่ว่าในอดีตเธอจะเคยเป็ใครมาก่อน ก็ให้ช่างหัวมัน จำเอาไว้ว่าต่อจากนี้ไปเธอคือลูกสาวของฉันก็พอ” คำพูดของอีกฝ่ายถือว่าเกินคาดไปมากหลี่หรงหรงเด็กมีปัญหาในย่านสลัมเมืองปักกิ่ง มีปมเื่ความอบอุ่นภายในครอบครัวเมื่อได้ยินอย่างนี้ ในใจของเธอก็เกิดวูบไหวไปชั่วขณะหนึ่ง
“ลูกสาวเหรอ?”หลี่หรงหรงเอ่ยเสียงแ่คล้ายไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
“ใช่อิงจากความทรงจำที่ผุดขึ้นมาในหัวของฉัน ร่างของเด็กวัยสี่ขวบที่เธอสวมรอยอยู่คือลูกสาวของร่างนี้ นั่นก็เท่ากับว่าพวกเราสองคนต้องกลายเป็แม่ลูกกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” เหวินซินหลิงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
“นี่มัน์เล่นตลกกับชีวิตคนชัดๆ” หลี่หรงหรงเผลออุทาน
“อย่าเอาแต่บ่นเลยน่าอย่างน้อย์ก็ทำให้พวกเราสามารถได้ยินเสียงในหัวของกันและกันได้ฉะนั้นเพื่อเอาชีวิตรอดในโลกใบนี้ พวกเราสองคนจำเป็ต้องร่วมมือกัน”
หลี่หรงหรงมองเหวินซินหลิงด้วยสายตาหรี่แคบคล้ายกำลังลอบประเมินอะไรบางอย่างในตัวหล่อน
“อืม… จะว่าไป…ก็ฟังดูไม่เลวแฮะนักต้มตุ๋นจากโลกอนาคตร่วมมือกับอดีตแพทย์ทหารเพื่อเอาตัวรอดในยุคจีนโบราณนี่มันพล็อตซีรีส์แนวตั้งที่กำลังฮิตชัด ๆ ว่าแต่… แพทย์ทหารอะไรนี่? เก่งหรือเปล่า? ทำอะไรได้บ้าง? มีประโยชน์อะไรบ้าง?” หลี่หรงหรง้าแน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้จะไม่เป็ตัวถ่วง และจะไม่สร้างความลำบากทั้งกายและใจให้เธอ
“มีประโยชน์กว่าพวกต้มตุ๋นคนก็แล้วกัน”คำพูดของเหวินซินหลิงแฝงการเหน็บแนมเอาไว้เล็ก ๆแต่ทว่าเธอไม่ได้คิดจะดูแคลนอีกฝ่ายอย่างจริงจังนัก มันก็แค่การหยอกล้อเล่น ๆก็เท่านั้น ตอนเป็แพทย์ทหารอยู่ในกองทัพเพื่อนร่วมอาชีพส่วนใหญ่เป็ผู้ชายร่างกำยำ การพูดจาหยอกล้อกันแบบนี้ถือเป็เื่ปกติ
[ชิ!ก็แค่ถามดี ๆ ไม่เห็นต้องแขวะกันเลยนี่นา ถ้าเก่งจริง งั้นก็ช่วยคุ้มครองชีวิตน้อยๆ ของฉันด้วยแล้วกัน ฉันจะเกาะให้แน่น ๆ เลยคอยดู!]
เสียงในหัวของหลี่หรงหรงเหวินซินหลิงได้ยินทั้งหมดเธอคลี่ยิ้มจาง ๆ ทั้งกลั้วหัวเราะในลำคอเพราะรู้สึกเอ็นดูอีกฝ่าย
“พูดแขวะไปเมื่อกิ้ก็แค่ล้อเล่นน่ะ ฉันเป็แพทย์ทหารหน่วยรบพิเศษ เชี่ยวชาญหลายอย่างเพราะถูกฝึกฝนมาอย่างดี เอาเป็ว่า ฉันรักษาคนได้และฆ่าคนได้ด้วยมือเปล่าก็แล้วกัน” เหวินซินหลิงตอบสรุปสั้น ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ
แววตาของเธอดูสงบนิ่งไม่มีความหวาดกลัวแต่ในขณะเดียวกันก็ซ่อนความดุร้ายเืเย็นเอาไว้ในที
คำว่า ‘ฆ่าคนได้ด้วยมือเปล่า’ ทำให้หลี่หรงหรงลอบกลืนน้ำลายลงคอ เธออายุ 16 ปีแล้วก็จริงแต่ต้องอย่าลืมว่าร่างนี้คือเด็กวัยเพียงสี่ขวบ ขืนพูดอะไรไม่เข้าหูหรือทำอะไรไม่เข้าท่าขึ้นมา วันดีคืนดีเธออาจโดนผู้หญิงคนนี้ฆ่าหักคอทิ้งก็ได้งั้นก็ไม่ควรถามอะไรให้มากมายสินะ
“ก็ได้! ต่อไปนี้พวกเราคือพวกเดียวกัน” หลี่หรงหรงยื่นมือน้อย ๆไปแตะฝ่ามือของเหวินซินหลิงที่เพิ่งยื่นมาหาเพื่อเป็สัญลักษณ์ว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกัน