ทันทีที่เฉินเฟยหย่าออกจากเรือน ชิวเหลียนจึงรีบวิ่งเข้ามาหาองค์ชายของตนเอง ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง ทั้งกังวลและเป็ห่วง เพราะใครต่อใครต่างรู้กันว่าเฉินเฟยหย่าอารมณ์แปรปรวน ฉุนเฉียวและโหดร้ายกับคนที่ไม่ชอบหน้ามากเพียงใด
นางรู้ว่าไป๋อวี่มักจะถูกเขากลั่นแกล้งั้แ่เด็ก ต้องคอยหลบหน้าซ่อนตัวทุกครั้งที่เข้าเรียนละแวกเดียวกัน นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งกลับต้องแต่งงานกับเขา
ในใจของนางคิดไปแล้วว่าไป๋อวี่คงจะถูกทำร้ายอย่างเช่นเคยตอนที่นางถูกกีดกันออกไปเหมือนในทุก ๆ ครั้ง
ทว่า ภาพที่ได้เห็นตรงหน้านั้นทำให้นางแทบทรุดตัวลงกับพื้น สภาพร่างกายบอบบางขององค์ชายที่นางทะนุถนอมเลี้ยงดูั้แ่แบเบาะมีแต่ร่องรอยช้ำเขียว รอยนิ้วมือ ไร้อาภรณ์ปกคลุมร่าง กำลังนอนขดตัวอยู่บนเตียงไม่ได้สติ
“องค์ชายเพคะ” นางเอ่ยเรียกไป๋อวี่ พลางหยิบผ้าห่มมาคลุมให้ ก่อนจะพึมพำเรียกเขาอีกครั้ง “องค์ชายไป๋อวี่เพคะ พระองค์ทรงได้ยินชิวเหลียนหรือไม่ ตอบสิ่งใดมาบ้างเถิดเพคะ”
เมื่อเสียงคุ้นเคยเอ่ยเรียกทำให้ไป๋อวี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นด้วยความเหนื่อยล้า พึมพำว่า “ชิวเหลียน”
“องค์ชายเจ็บที่ใดบ้างหรือไม่เพคะ” นางพยุงตัวเขาให้นั่งพิงอิงหมอนหนุน หยิบผ้าบางมาเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้างามอย่างอ่อนโยน
พลันไป๋อวี่ขยับร่างกายเพียงนิดกลับรู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วโดยเฉพาะส่วนล่าง
“ชิวเหลียน ข้าจะอาบน้ำ” เขามองหน้าบ่าวรับใช้ สายตาเศร้าหมองเมื่อนึกถึงเื่ที่ผ่านมา “รีบเตรียมน้ำให้ข้าเถิด”
“เพคะ” ชิวเหลียนพยักหน้าแล้วรีบวิ่งออกไปตระเตรียมน้ำและสิ่งของตามที่เ้านายสั่ง ในใจรู้สึกสงสารความอาภัพไม่มีที่สิ้นสุดของเขายิ่งนัก
ไป๋อวี่แช่อยู่ในน้ำเนิ่นนาน พยายามขัดตัวลบััของเฉินเฟยหย่าออกจากร่างกายจนเนื้อหนังเป็รอยแดง
ทันใดนั้น ด้านนอกประตูก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น
“ถอยไป!” เสียงตวาดของเฉินเฟยหย่าทำให้ไป๋อวี่สะดุ้ง แต่ไม่ทันที่จะได้ลุกขึ้นหนี ใบหน้าของคนที่ไม่อยากเห็นมากที่สุดเวลานี้กลับโผล่มา
เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เื่วุ่นวายก็พัดกระหน่ำเข้ามาอีกครา
เฉินเฟยหย่าแสยะยิ้มมองไล่ต่ำลงมายังส่วนที่ไป๋อวี่ใช้ผ้าบางปิดคลุมไว้
“ฝ่าามีธุระสิ่งใด รบกวนออกไปรอที่เรือนรับรองเถิด” เขาพยายามควบคุมสีหน้าและน้ำเสียงของตนเองไม่ให้อีกฝ่ายได้รู้ว่าในใจข้างในกำลังหวาดหวั่นเพียงใดเมื่อต้องเผชิญหน้า
“ตำหนักของข้า คนของข้า จะทำสิ่งใด ไปที่ใดย่อมไม่แตกต่างกัน หากข้าจะพูดคุยธุระกับเ้าที่แห่งนี้ เวลานี้ ย่อมได้” สีหน้าหื่นกระหายของเขาปิดไม่มิด มือหนายื่นมากระชากผ้าบางที่ไป๋อวี่ถือไว้อย่างหน้าไม่อาย
“ฝ่าาคงยังไม่สร่างเมา กระหม่อมจะให้ชิวเหลียนไปเตรียมของแก้เมามาให้” ไป๋อวี่ยื่นไปหยิบผ้าบางอีกผืนที่แขวนไว้อยู่ข้าง ๆ ก่อนจะถูกอีกฝ่ายดึงตัวเข้าหาอย่างจงใจ
“คงอย่างนั้นกระมัง เช่นนั้นข้าคงต้องลองอีกสักครา ให้แน่ใจว่าข้าสร่างเมาแล้วหรือไม่” ปลายจมูกของเขาไล้ไปตามใบหน้าของไป๋อวี่ที่พยายามเบือนหน้าหนีแต่ถูกสองมือจับไว้แน่นิ่ง
“ชิวเหลียน!” ไป๋อวี่เรียกบ่าวรับใช้ของตนเพื่อบอกให้นางเตรียมของแก้เมา เพียงแต่สิ่งที่อ๋องผู้นี้้าไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่เขาคิด
“อยากให้นางเห็นเ้ากับข้าในสภาพนี้หรืออย่างไร ศักดิ์ศรีของเ้าหล่นหายไปที่ใดแล้วหรือ” เฉินเฟยหย่าถอดเสื้อผ้าของตนเองออก ประชิดตัวแแ่กับร่างบางลูบไล้ส่วนบั้นท้ายของไป๋อวี่แล้วหยุดตรงกึ่งกลางก่อนจะยิ้มมุมปากพลางสอดนิ้วเข้าไปข้างใน
“เฉินเฟยหย่า! เอามันออกไป!” ร่างกายของไป๋อวี่สั่นสะท้าน พยายามดึงมือของอ๋องผู้นี้ออก
กระนั้น เฉินเฟยหย่าหาใช่คนที่จะฟังคำของใคร เขาจึงยังดั้นด้นทำในสิ่งที่ตัวเอง้าดังเดิม
คืนวานที่ผ่านมา เขาเมามายเสียจนคิดสิ่งใดไม่รู้ได้จนกระทั่งเดินมาถึงเรือนของไป๋อวี่ที่อยู่ไกลคนละฟากของเรือนหลักตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ครั้นได้เห็นหน้าของอีกฝ่ายแล้ว แทนที่จะวกกลับไปยังเรือนของตน เขาเลือกที่จะอยู่ต่อ เดิมคิดเพียงจะแกล้งไป๋อวี่ให้ใหรือลงไม้ลงมือทำร้ายให้หนำใจเหมือนอย่างเคย แต่กลายเป็ว่ากลิ่นหอมจากตัวไป๋อวี่ เส้นผมสยาย กับเสื้อผ้าบางยามหลับนอนกระตุ้นตัณหากามารมณ์เสียอย่างนั้น
ภาพที่เขาไม่เคยได้เห็นมาก่อนทำให้ใจเต้นระส่ำเหมือนได้เจอของใหม่จนอยากลิ้มลอง ไม่สนว่าคนเบื้องหน้าจะเป็สตรีหรือบุรุษ ชมชอบหรือเกลียดเข้าไส้
ครั้งแรกที่ได้ยินว่าพี่ชายของเขาอย่างฮ่องเต้เฉินเฟยหลงมีคำสั่งให้แต่งงานรับไป๋อวี่มาเป็สนมก็โวยวายไปเสียยกใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่เข้าใกล้เรือนหลังเล็กแห่งนี้เด็ดขาด
สุดท้าย ยามนี้กลับมายืนอยู่ต่อหน้าไป๋อวี่เป็ครั้งที่สอง ทั้งที่เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
“ฝ่าา ได้โปรด ทรงอย่าทำเช่นนี้เลย” เสียงพึมพำของไป๋อวี่กระซิบบอกเขา “พอเถิด”
ทว่า เสียงอ้อนวอนของไป๋อวี่กลับกระตุ้นให้เขามีอารมณ์มากขึ้น ดวงหน้าและสายตาคู่นั้นที่จ้องมองมาทำให้เขาแสยะยิ้มเคลื่อนไหวร่างกายดังที่ใจปรารถนา
เ็ป เจ็บเหลือเกิน ฮึก ไป๋อวี่กำลังทรมานอยู่เพียงลำพัง
“หยุดได้แล้ว! กระหม่อมขอร้อง!” น้ำตาไป๋อวี่เอ่อคลอไหลหยดอาบแก้ม “พอได้แล้ว!” ก่อนที่เขาจะสลบไปโดยไม่รู้ตัว
เฮอะ! เฉินเฟยหย่าชักสีหน้าไม่พอใจที่คนใต้ร่างหมดสภาพไปเช่นนั้นทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังไม่ทันได้ปลดปล่อยรอบสามอย่างใจนึก จึงกระแทกกระทั้นทำรุนแรงต่อโดยไม่สนใจสิ่งใดจนกระทั่งร่างกายของตนเองเหนื่อยล้าจึงผละออกมาจากที่แห่งนั้น ทิ้งให้ไป๋อวี่นอนสลบอยู่บนพื้นเย็นเฉียบเพียงลำพัง
เมื่อได้ทดลองทำสิ่งนั้นยามสติครบถ้วน เฉินเฟยหย่าจึงค้นพบว่าตนเองนั้นรู้สึกบางอย่างยามที่ได้ััเรือนร่างของไป๋อวี่ แต่เพราะว่าเขาเกลียดไป๋อวี่ยิ่งกว่าอะไร การจะต้องทนทำเื่อย่างว่ากับคนที่ไม่ชอบขี้หน้าก็ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย
เฉินเฟยหย่าจึงให้องครักษ์เรียกตัวบุรุษรูปงามเข้ามาปรนนิบัติในตำหนักของตนเอง เพียงแต่ว่าใครเล่าจะเหมือนองค์ชายตัวประกันผู้นั้น ไป๋อวี่แตกต่างจากคนเหล่านี้มากเสียจนเฉินเฟยหย่าทั้งชอบเรือนร่างของเขาและสุขสมกับการเสพกามารมณ์กับคนที่ชังน้ำหน้าราวกับพวกเกลียดตัวกินไข่
นับั้แ่นั้นมา ค่ำคืนใดที่ไม่จำเป็ต้องร่วมหลับนอนกับบรรดาพระชายาและพระสนมอื่น ๆ ตามข้อตกลงเพื่อความสงบสุขของตำหนักอ๋อง เฉินเฟยหย่ามักจะมาขลุกอยู่ในเรือนน้อยของไป๋อวี่ทั้งคืน บังคับขัดขืนใจอีกฝ่ายจนกว่าจะรู้สึกสมปรารถนา
ไม่เพียงเป็การเสพสมธรรมดาอย่างคนทั่วไป เฉินเฟยหย่ากลับชอบทรมานไป๋อวี่ยามที่ร่วมหลับนอนกับเขาราวกับ้าที่ระบายอารมณ์พลุ่งพล่านของสัตว์ป่า จนเนื้อตัวเรือนร่างของไป๋อวี่เขียวช้ำตลอดเวลา
กาลเวลาล่วงเลยไปสองปี ไป๋อวี่ยังคงรอคอยเหอเสวี่ยอิงกลับมาหาทุกวันด้วยความคิดถึง ยิ่งเวลานี้ไม่มีแม้แต่ชิวเหลียนอยู่ข้างกายเพราะนางเพิ่งจะจากไปด้วยโรคร้าย ชีวิตแสนเดียวดายยิ่งทำให้เขาหมดอาลัยตายอยาก สติที่เหลืออยู่น้อยนิดแทบขาดผึง
ไม่รู้เลยว่าจะต้องรอคอยไปจนถึงเมื่อใด ไม่รู้เลยว่าจะมีใครมาช่วยเขาออกไปจากสถานการณ์เช่นนี้ได้หรือไม่ หรือลมหายใจของเขาจะหมดไปยามไหน
คืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เฉินเฟยหย่าเปิดประตูเรือนน้อยของไป๋อวี่เอาไว้อย่างมีแผน เขาปล่อยให้องค์ชายผู้นี้หนีออกมาหลบซ่อนตัว กฎข้อเดียวคืออย่าให้ถูกจับได้ก่อนหนึ่งก้านธูป
สัจจะไม่เคยมีในหมู่โจรฉันใด อ๋องผู้นี้ก็เป็เฉกเช่นเดียวกัน แม้ไป๋อวี่จะซ่อนตัวจนกระทั่งรุ่งสาง ธูปก้านนั้นกลับไม่มอดดับแม้เพียงนิด
ร่างบางของไป๋อวี่ถูกลากเข้ามาในเรือนหลังน้อยอีกครั้ง เสียงร้องไห้คร่ำครวญราวกับจะขาดใจพึมพำออกมา “ช่วยข้าด้วย” สลับกับเสียงจากกายส่วนล่างของเขากับเฉินเฟยหย่ากระทบกันรุนแรง “ใครก็ได้ช่วยข้าที”
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
ไป๋อวี่ลืมตาขึ้นมาเพราะใครบางคนเพิ่งจะกัดริมฝีปากของตนจนได้เืซึมก่อนจะลุกออกไปนอกเรือน เขาสะลึมสะลือรับรู้ได้เพียงความเ็ปทั่วสรรพางค์กาย สายตามองเห็นแผ่นหลังที่ค่อย ๆ เดินจากไป
เมื่อนึกถึงเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ สติรับรู้จึงกลับมาเต็มเปี่ยม ะโไล่หลังเฉินเฟยหย่าสุดเสียงว่า “ไอ้เว-ตะไล!” ก่อนจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบบตัวตายตัวแทนของนิยายเื่บุปผาเดียวดาย ตัวละครที่โฮสต์ต้องสวมบทบาทคือไป๋อวี่ องค์ชายจากแคว้นเว่ยที่ถูกส่งมาเป็ตัวประกัน บลา บลา บลา ...
กู้หลินสบถเบา ๆ กับตัวเอง “ฉิ-หายแล้ว”