บทที่ 8
สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาทำให้หญิงสาวลืมความตั้งใจที่จะขอบใจสามีเสียสิ้น ทันทีที่ประตูปิดตามหลังลง เธอก็หันไปหาแพทริค“ทำไมเมทแลนด์ถึงเกลียดชังมาคลีนนักล่ะคะ”“มันมีความอาฆาตแค้นกันมาแต่ในอดีต” เขาตอบ “ก่อนผมเกิดเสียด้วยซ้ำ”“แล้วเราจะมีทางทำให้มันคืนดีได้ไหมล่ะคะ”“มันเรื่องอะไรที่มาถามอย่างนี้” แพทริคมองหน้าภรรยาอย่างสงสัย “ทำไมคุณถึงสนใจเรื่องมาคลีนนักล่ะ”เธอไม่สามารถตอบคำถามนั้นเขาได้ เพราะถ้าเธอเปิดเผยความลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เท่ากับทรยศต่อความไว้วางใจที่จูดิธ เอลิซาเบธ มีต่อเธอ และยิ่งกว่านั้นแพทริคจะต้องมีความโกรธเคืองอย่างมาก ถ้าได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วท่านบิดาของจูดิธก็คือหัวหน้าเผ่ามาคลีนนั่นเอง...“อันที่จริงฉันก็พอจะรู้อยู่หรอกนะคะว่า เมทแลนด์มีปัญหากับดันบาร์และแม็คเฟอร์สันด้วย แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเรื่องทำนองเดียวกันกับมาคลีน ก็เลยเกิดความสงสัยเป็นธรรมดา ทำไมเราถึงไม่ผูกมิตรมันให้หมดทุกเผ่าเลยล่ะคะ”“เรามีเพื่อนไม่มากนักหรอกนะ ฟรานเซส แคทเธอรีน” แพทริคตอบปนหัวเราะเธอตัดสินใจว่าควรจะเปลี่ยนเรื่องพูดได้แล้ว แพทริคเดินตามไปส่งถึงบ้าน ภายหลังจากจูบลาอย่างดูดดื่ม เขาก็หันหลังจะเดินกลับไปยังตัวปราสาทอีกครั้ง“แพทริคคะ คุณรู้ใช่ไหมคะว่า ฉันมีความจงรักภักดีต่อคุณมาก” เธอเอ่ยถามขึ้น ซึ่งทำให้เขาต้องหันกลับมามอง“แน่นอน”“ฉันอาทรห่วงใยในความรู้สึกของคุณมาก จริงไหมคะ”“ใช่”“เมื่อเห็นเช่นนี้ ถึงฉันจะรู้อะไรบางอย่างที่ฉันอาจจะเป็นเรื่องไม่พอใจสำหรับคุณ ฉันก็ควรจะเก็บงำเป็นความลับไว้จริงไหมคะ”“ไม่”“ถ้าฉันเล่าให้คุณฟัง มันย่อมจะหมายถึงว่าฉันทำลายสัญญาที่เคยให้กับใครคนหนึ่งไว้ ซึ่งฉันเห็นจะทำยังงั้นไม่ได้หรอกค่ะ”แพทริคเดินกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าภรรยาทันที“มันมีอะไรที่คุณบอกผมไม่ได้หรือฟรานเซส แคทเธอรีน”“ฉันไม่อยากให้เอียนต้องบังคับจูดิธให้มาที่นี่ค่ะ” เธอตอบออกไป หวังว่ามันจะเบี่ยงเบนความสนใจในเรื่องสัญญาที่เธอเผลอพลั้งพูดออกมาเมื่อครู่ “ถ้าเขาไม่อยากมาก็ไม่ควรไปบังคับใจเขา”เธอเร่งเร้าให้แพทริคให้คำมั่นในเรื่องนี้ เขามีท่าทางลังเลอยู่เป็นครู่ แต่ในที่สุดก็จำยอมเพียงเพราะอยากจะเอาใจเธอเท่านั้น เพราะเขาจะไม่ยอมให้หญิงสาวชาวอังกฤษคนนั้นมาทำร้ายหัวใจภรรยาแสนสวยของเขาอย่างเด็ดขาด แพทริคครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างไม่สบายใจนัก ขณะเดินกลับไปยังปราสาทอันเป็นที่ประชุมใหญ่ทันทีที่เอียนเดินออกมาข้างนอก น้องชายก็ตะโกนเรียกไว้“เรามีเรื่องที่จะต้องคุยกันหน่อยนะเอียน”“นรกน่ะสิ แพทริค ถ้าแกคิดจะมาเล่าเรื่องสัญญาที่ให้ไว้กับเมียอีกอย่างหนึ่งละก้อ ฉันเห็นจะต้องบอกให้แกรับรู้ไว้เลยว่า ฉันไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะฟังอะไรไร้สาระทั้งนั้น”แพทริคเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน เขาหยุดยืนรออยู่จนเมื่อพี่ชายเดินมาถึงตัวจึงได้พูดขึ้นว่า“เรื่องที่ผมจะพูดกับพี่มันก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนเขานั่นแหละ ผมไม่สนใจหรอกนะเอียนว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าจำเป็นละก้อที่จะจะต้องลากตัวเขามาให้ได้ ตกลงนะ...เพราะผมจะไม่ยอมให้ฟรานเซส แคทเธอรีนจ้องผิดหวังเพราะเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด แค่ที่เขากังวลเรื่องจะคลอดลูกนี่ ผมก็กลุ้มใจจะอยู่แล้ว”เอียนขยับจะเดินตรงไปยังโรงม้า มือทั้งสองข้างไขว้อยู่ข้างหลัง ศีรษะก้มต่ำในท่าใช้ความคิด และแพทริคก็เดินเคียงข้างพี่ชายไปด้วย“แกไม่คิดบ้างหรือว่า ถ้าฉันเกิดไปบังคับผู้หญิงคนนั้นเข้าแล้ว มันจะเป็นการสร้างความเป็นศัตรูให้เกิดขึ้นกับครอบครังของเขา และถ้าพระเจ้าแผ่นดินเกิดสนพระทัยเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว มันจะกลายเป็นว่าเราอาจจะต้องทำศึกกับอังกฤษ”แพทริคมองหน้าพี่ชายแล้วก็ได้เห็นความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ แต่เอียนกลับยิ้ม และแพทริคก็ต้องส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วยกับความคิดของพี่ชาย“ผมว่าตอห์นไม่พาตัวเข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอก นอกเสียจากว่าพระองค์จะได้รับประโยชน์อะไรบ้างเท่านั้น แต่เรื่องครอบครัวจองเธอมันก็อาจจะเป็นปัญหาได้เหมือนกัน เพราะเขาย่อมไม่อนุญาตให้ลูกสาวเดินทางออกจากบ้านเมืองมาแบบนี้แล้ว”“ฉันว่าเรื่องมันจะยุ่งนะ” เอียนพูดอย่างใช้ความคิด“มันสำคัญนักหรือ”“ไม่หรอก”“ถ้ายังงั้นพี่จะไปไหนล่ะ” แพทริคถามพลางถอนหายใจ“ไม่แน่ จะออกเดินทางแต่เช้าเลย คืนนี้ฉันจะคุยกับฟรานเซส แคทเธอรีน เพื่อหาความรู้เกี่ยวกับครอบครัวของผู้หญิงคนนั้นเสียก่อน” เขาหยุดเว้นระยะไปเป็นครู่ “ฉันจะต้องหาความรู้เกี่ยวกับเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้”“มันมีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ฟรานเซส แคทเธอรีน ไม่ยอมเล่าให้ผมฟัง” แพทริคพูดด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “วันนี้เขาถามผมเกี่ยวกับความบาดหมางที่เผ่าของเราเคยมีกับมาคลีนในอดีต...”แพทริคทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้น เมื่อหันมามองพี่ชายก็เห็นเอียนกำลังจ้องมองเขาตาค้างอยู่“แล้วแกก็ไม่ได้เรียกร้องให้เขาเล่าเรื่องความลับอะไรนั่นให้ฟังหรอกเรอะ”“มันไม่ง่ายยังงั้นหรอกนะ” น้องชายตอบ “การที่เราจะพูดจากับเมีย...บางครั้งมันก็ต้องใช้ลูกล่อลูกชนอยู่เหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนอยู่ ผมคิดว่าเมื่อถึงเวลา เขาจะต้องเล่าให้ผมฟังเองว่าสิ่งที่เขากังวลอยู่ในเวลานี้มันเป็นอะไรกันแน่ ยอ่งกว่านั้นผมอาจจะเป็นคนใจร้อนสรุปเรื่องเร็วไปหน่อยก็ได้ ในระยะหลัง ๆ นี่เขาวิตกกังวลไปหมดทุกเรื่องนั่นแหละ”สีหน้าของเอียนในยามนี้ทำให้แพทริครู้สึกเสียใจนัก ที่เขาเผลอพลั้งพูดถึงพฤติกรรมที่แปลกเปลี่ยนของฟรานเซส แคทเธอรีน ให้พี่ชายฟัง“ผมเองก็อยากจะขอบใจพี่อย่างมากที่รับภาระเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ไป แต่มันก็...”“นี่มันเป็นหน้าที่ที่ฉันอาสาทำเองต่างหากล่ะ” เอียนว่า “การเดินทางก็คงจะใช้เวลาสักแปดวันกว่าจะถึงบ้านเขา และยังอีกแปดวันสำหรับขากลับ ซึ่งแน่นอนที่ฉันจะต้องกลับมาพร้องด้วยผู้หญิงคนนั้น ให้ตายสิ ฉันจัดการกับมาคลีนเสียยังดีกว่าให้ฉันวิ่งไปจัดการกับผู้หญิง”หางเสียงในตอนท้ายของเอียนทำให้แพทริคอยากจะหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน เพียงแต่เขาไม่กล้าทำเท่านั้น เพราะพี่ชายคงจะระเบิดอารมณ์ใส่แน่ถ้าเขาขืนทำอย่างนั้นพี่น้องสองชายเดินเคียงข้างกันไปเงียบ ๆ อีกพักใหญ่ต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในภวังค์แห่งความคิดของตนเองแต่ทันใด...แพทริคก็หยุดเดินลง“ถ้ายังงั้นเอายังงี้แล้วกัน ถ้าเพื่อนของฟรานเซส แคทเธอรีน ไม่อยากมา พี่ก็อย่าไปบังคับเขาเลยนะ”“อ้าว...ถ้ายังงั้นฉันจะต้องลำบากไปทำไมกันเล่า” เอียนร้องเสียงดัง“เฮ้อ...บางทีเมียผมเขาอาจจะคิดถูกก็ได้...” แพทริครีบเอาใจพี่ชาย “เลดี้จูดิธ เอลิซาเบธ อาจจะอยากมาจริง ๆ ก็ได้นี่”เอียนจ้องหน้าน้องชายด้วยสายตาแข็งกร้าว“แกคิดว่าเขาจะเต็มใจมางั้นเรอะ...ถแกเชื่อยังงั้นละก้อแสดงว่าแกจะต้องสติไม่ดีแล้ว แกลืมไปแล้วหรือไงว่าเขาเป็นอังกฤษ” เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “เขาไม่มีวันเต็มใจมากับฉันหรอก”