ตกเย็นหลังจากที่ทานอาหารแล้ว เย่วชิงก็คิดว่าตนควรที่จะไปดูอาการของคนนำทางที่ป่วยเสียหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตลอดทั้งวันไม่มีหมอหลวงหรือว่าทหารสักคนวิ่งมาบอกข่าวอาการของมู่ตายว่าดีแย่ลงก็แสดงว่าอาการของอีกฝ่ายน่าจะไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้ เขาเลยยังอยากจะไปดูด้วยตัวเองก่อนถึงจะคลายกังวล
เมื่อเขาบอกโจวหยางหมิงว่าจะไปดูคนนำทางอีกฝ่ายก็สั่งให้ท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวและทหารอีกสองนายติดตามไปด้วยตอนแรกเขาบอกปฏิเสธไป เพราะกระโจมของมู่ตานอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึง เขาเดินไปคนเดียวได้แต่โจวหยางหมิงก็ยังยืนยันคำเดิมว่า หากเขาจะไปก็ต้องมีทหารไปด้วย ห้ามไปผู้เดียวไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องไปเขาไม่อยากขัดใจจึงตอบตกลงไป สุดท้ายพวกเราก็มากันสี่คนจนได้
ในขณะที่เดินไปที่กระโจมของคนนำทางเย่วชิงก็เหมือนจะเห็นอะไรบางอย่างที่ลำต้นของต้นไม้ต้นหนึ่ง
“ หื้ม เลือด ? ” มาจากไหนกัน
“ เลือดหรือพะยะค่ะ พระชายาทรงได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือพะยะค่ะ ให้กระหม่อมดูแผลหน่อยได้หรือไม่” แม้ว่าร่างบางจะพูดเบาเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นหูของจ้าวเซี่ยหลิวที่เดินอยู่ข้างๆ พระชายาตัวน้อยได้
ท่านรองแม่ทัพหนุ่มตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าเลือดเขารีบเอ่ยถามออกมาอย่างร้อนรน ถ้าองค์รัชทายาทรู้ว่าพวกเขาดูและพระชายาไม่ดีจากกันไม่ถึงก้านธูปก็ทำให้คนสำคัญได้เลือด ต้องไม่พอใจมากแน่ ๆ
แม้กระทั้งทหารสองนายที่เดินตามหลังมาก็พลอยตื่นตระหนกไปด้วยเมื่อได้ยินท่านรองแม่ทัพเอ่ยขึ้น
“ เปล่า ข้าไม่ได้บาดเจ็บ ” ตอบพร้อมกับแบมือให้ดูแนบเป็นหลักฐานว่าตนพูดความจริงไม่ได้มีบาดแผลตรงไหน
“ แล้วที่พระชายาหยุดเดิน ทั้งยังพูดว่าเลือดอีก ” เขาเอ่ยถามอย่างสงสัย
ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่ท่านเอ่ยว่าเลือดหรอกหรือ?
“ อ่อ เป็นเลือดอย่างจริงท่านได้ยินนั้นแหละ แต่ไม่ใช่เลือดของข้าหรอก ที่ข้าพูดไปเมื่อครู่หมายถึงเลือดตรงนั้นต่างหากล่ะนั้นไงพวกเจ้าเห็นหรือไม่ ” ชี้นิ้วไปยังรอยเลือดที่ตนเองเห็นให้ทุกคนดู
!!!
นายทหารทั้งสามตกใจตาแทบถลนเมื่อมองไปยังจุดที่พระชายาชี้ให้ดู ในหัวของพวกเขาร้องเป็นคำเดียวกันว่า แย่แล้ว!
“ พวกเจ้าเห็นหรือยัง ถ้ายังไม่เห็นข้าจะพาไปดูใกล้ ๆ ”
“ เห็น...แล้วพะยะค่ะ ” ไม่ต้องไปดูใกล้ ๆ หรอก
“ ในเมื่อท่านรองแม่ทัพเห็นแล้ว ท่านคิดว่าเป็นเลือดของอะไร ”
“ ก...กระหม่อมว่า มันน่าจะเป็นเลือดของสัตว์นะพะยะค่ะ ในป่าลึกย่อยมีสัตว์ดุร้ายอาศัยอยู่เป็นธรรมดาบางทีเมื่อคืนอาจจะมีสัตว์กินเนื้อออกมาล่าเหยื่อไปกินเป็นอาหารก็ได้พะยะค่ะ”ท่านรองแม่ทัพตอบกึ่งจริงกึ่งเท็จ ในป่ามีสัตว์ดุร้ายเป็นเรื่องจริง
แต่เรื่องเลือดนั้นไม่ใช่เลือดสัตว์อย่างที่เขาบอกไปคาดว่าน่าจะเป็นเลือดของนักฆ่าคนใดคนหนึ่งที่ลอบเข้ามาก่อกวนจากเมื่อคืน
“ อย่างนั้นหรือ หรือว่าจะเป็นจะเป็นเสือ ” เอียงคอมองอย่างเลือดที่ต้นไม่อีกครั้งอย่างไม่แน่ใจชายหนุ่มคิดว่าในป่าแบบนี้จะมีเสืออาศัยอยู่ก็ไม่แปลก
“ ใช่ ใช่พะยะค่ะ ต้องเป็นเสือแน่ ๆ เลย ในป่านี้ช่างน่ากลัวจริง ๆ ”ทหารสองนายที่เห็นท่านแม่ทัพส่งสัญญาณขอช่วยเหลือมาก็รีบเอ่ยเสริมอีกแรงกลัวว่าพระชายาจะไม่เชื่อว่าเป็นเลือดสัตว์จริง ๆแน่นอนว่าพวกเขาเองก็รู้ว่าเป็นเลือดของอะไร
“ เอ๊ะ! พวกเจ้าดูสิที่ลำต้นของต้นไม้นั้นมีรอยเหมือนโดนฟันด้วยล่ะแต่ว่าทำไมมันมีรอยเดียวล่ะ ถ้าเป็นเสือจริงมันต้องสามหรือสี่ขีดสิ พวกเจ้าว่าอย่างงั้นไหม” นายทหารทั้งสามกุมขมับกับความขี้สงสัยของร่างบางตรงหน้า พวกเขาโอดควรญในใจพระชายาจะมาสงสัยอะไรกับว่ามันจะมีรอยกี่ขีดกันล่ะพะยะค่ะ
“ พระชายาจะไปดูมู่ตานไม่ใช่หรือพะยะค่ะ ” รองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเปลี่ยนเรื่องโดยยกเรื่องของคนนำทางขึ้นมา เพื่อเตือนความจำว่าความตั้งใจตอนแรกของพระชายาคืออะไร
“ ใช่ ข้าลืมไปเลย ”
“ งั้นกระหม่อมว่าพวกเรารีบไปดูเขากันดีกว่าพะยะค่ะ เผื่อว่าอาการของคนนำทางจะแย่ลง”
“ จริงด้วย งั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ ” นายทหารทั้งสามถอนหายใจมองพระชายาที่เดินจากไปอย่างโล่งอกก่อนจะเดินตามร่างบางนั้นไปไม่ห่าง
เช้าวันถัดมาเย่วชิงลืมตาตื่นขึ้นอย่างสะลึมละลือ แขนเรียวตวัดไปข้างเตียง พบกับความว่างเปล่า เมื่อลูบดูพื้นที่นอนกลับเย็นเฉียบคาดว่าคนที่นอนพร้อมกับเขาเมื่อคืนลุกขึ้นไปนานแล้ว ชายหนุ่มคิดว่าเขาก็ตื่นเร็วแล้วนะแต่ดูเหมือนจะยังเร็วไปพอ เพราะทุกครั้งที่ตื่นคนข้างกายก็ไม่อยู่แล้ว
วันนี้ขบวนนักเดินทางได้เริ่มออกเดินทางอีกครั้งหลังจากที่หยุดไปหนึ่งวันเต็มๆ คนนำทางสามารถนำทางต่อได้แล้ว เมื่อคืนร่างบางไปตรวจดูอาการของมู่ตานปรากฏว่าอาการของอีกฝ่ายดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนเช้า
เมื่อถามเจ้าตัวว่าจะเริ่มนำทางต่อในวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่มู่ตานก็บอกว่าตนสามารถทำได้ เพราะเขาเองก็ไม่อยากรอช้า อยากจะให้หมอเดินทางไปถึงหมู่บ้านที่ตนอาศัยอยู่เร็วๆ เขาเป็นห่วงชาวบ้านคนอื่น ๆ ยิ่งรู้ว่าโรคที่เป็นสามารถรักษาได้ ก็ยิ่งอยากให้ทุกคนได้รับการรักษาด้วย
เขาได้ฟังที่อีกฝ่ายพูดก็รู้สึกนับถือในความรักและเป็นห่วงเพื่อนมนุษย์ที่มู่ตานมีต่อคนในหมู่บ้านมากซึ่งเรื่องที่มู่ตานจะนำทางต่อ เขาก็อนุญาต เพราะอาการของชายหนุ่มไม่ถือว่าหนัก จึงไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง
ร่างบางเดินลงจากรถม้ากวาดสายตาดูรอบๆ ทุกอย่างถูกเก็บกวาดจนหมดเกลี้ยง กลับสู่สภาพเดิมเหมือนครั้งที่มาไม่มีแม้กระทั้งร่องรอยของกองไฟที่เคยจุด
“ คารวะพระชายา กระหม่อมนำอาหารเช้ามาให้พะยะค่ะ” ทหารนายหนึ่งทำความเคารพ ในมือของเขาถือถาดอาหารมาด้วย
“ อืม ขอบใจมาก แล้วองค์รัชทายาทล่ะ ทานหรือยัง”
“ องค์รัชทายาททานเรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ พระองค์ฝากมาบอกว่าให้พระชายาทานได้เลย”
“งั้นเจ้าเอาไปวางในรถม้าเลย ข้าจะทานในนั้น ”
“ พะยะค่ะ ” ทหารพยักหน้าตอบรับแล้วเดินขึ้นถืออาหารเข้าไปในรถม้า
“ แล้วนี่ จะเริ่มเดินทางกันเมื่อไหร่หรือ ” เอ่ยถามขึ้นทันทีที่นั่ง
“ อีกสักครู่ก็จะเดินทางต่อแล้วพะยะค่ะ ”
“ เจ้าไปทำงานต่อเถอะ ไม่ต้องเฝ้าข้า ” โบกมือไล่ทหารที่นั่งเฝ้ามุมห้องมองเขาทานอาหารเช้าไม่ไปไหน
“ ถ้าอย่างนั้น กระหม่อมขอตัวก่อน พระชายาทานให้อร่อยนะพะยะค่ะ ”
ขบวนทหารพยัคฆ์ทมิฬที่จะไปช่วยหมู่บ้านที่มีโรคระบาดเคลื่อนตัวมุ่งหน้าเดินทางไปยังจุดหมายที่ตั้งใจไว้
คาดว่าอีกไม่กี่ชั่วยามพวกเขาก็น่าจะถึงแล้วเพราะจากที่คนนำทางเป็นคนบอกพวกเขาข้ามเขาอีกลูกหนึ่งไปก็ถึงแล้ว
พื้นที่เขียวชอุ่มอุดมไปด้วยพืชพันธุ์ทางการเกษตรที่ชาวบ้านได้เพาะปลูกไว้ ไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้ในตอนแรกทุกคนคิดว่าที่หมู่บ้านแห่งนี้จะต้องสถานที่แห้งแล้ง เพาะปลูกไม่ขึ้นชาวบ้านต้องอดอาด แต่ความจริงมันกเหมือนจะเป็นอย่างนั้นเพราะแม้พวกเขาจะมีผลผลิตมากเพียงใด มันก็ไม่เพียงพอที่จะเจือจุนสมาชิกในครอบครัวให้ท้องอิ่ม
ชาวบ้านทุกคนต้องนำของที่คนเองปลูกไปให้กับนายอำเภอผู้ที่ดูแลหมู่บ้านที่พวกเขาอยู่เพื่อเป็นค่าคุ้มครอง เพราะไม่มีเงินเลยต้องเปลี่ยนเป็นอาหารแทน ถ้าครอบครัวไหนไม่จ่ายจะถูกนายอำเภอส่งคนมาระรานพังบ้านเรือนจนพวกเขาไม่มีที่จะอยู่ ไม่ก็ไปทำลายไร่ของพวกเขาจนเสียหาย
ชาวบ้านที่ไม่อยากมีปัญหาก็ต้องยอมมอบผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ให้นายอำเภอแปดในสิบจากของที่มีส่วนตัวเองก็ได้ผลผลิตอันน้อยนิดเก็บไว้ประทังชีวิตในแต่ละวัน
พวกเขาต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อให้พอกับอาหารที่มีในบ้านครอบครัวไหนที่มีเงินและที่ดินเยอะก็ดีหน่อยไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องจ่ายค่าคุ้มครอง
ในที่สุดขบวนทหารพยัคฆ์ทมิฬที่มาจากเมืองหลวงก็มาถึงหมู่บ้านที่มีโรคระบาดเสียทีโจวหยางหมิงสั่งให้ทหารหยุดพักแรมในป่าใกล้กับหมู่บ้านเขาต้องการตรวจสอบอะไรบางอย่างเสียก่อนที่จะเข้าไปในหมู่บ้าน
“ ข้ากับเซี่ยหลิวจะเข้าไปในหมู่บ้าน เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อนห้ามเดินไปไหนไกลเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่ ” เขาเอ่ยกำชับร่างบางตรงหน้า
“ ข้าไปด้วยไม่ได้หรือ ” ช้อนตามองร่างสูงอย่างออดอ้อนเขาอยากไปด้วย
“ เจ้าอยู่ที่นี่แหละดีแล้ว ข้าจะทำอะไรได้สะดวก ”
“ ก็ได้ ข้าจะรอท่านอยู่ที่นี่ ท่านก็รีบไปรีบมานะ ” แม้ว่าอยากจะตามไปแต่เขาก็ไม่อยากเป็นภาระของร่างสูง จึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับ
“ ไม่ต้องห่วง ข้าไปไม่นานหรอก ” โจวหยางหมิงเอ่ยขึ้นพลางมองคนตัวเล็กตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่อนโยน
ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่เป็นอะไรแน่แต่ก็อดห่วงไม่ได้ เย่วชิงหันไปพูดร่างสูงอีกคนที่ยืนอยู่ ในเมื่อเขาไปด้วยไม่ได้ก็ต้องฝากฝังคนอื่นให้ดูแลโจวหยางหมิงแทน
“ ท่านรองแม่ทัพฝากดูแลโจวหยางหมิงด้วยนะ ”
“ พะยะค่ะ พระชายาไม่ต้องเป็นห่วง กระหม่อมจะดูแลองค์รัชทายาทเป็นอย่างดีชนิดที่แบบยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม ”
“ พูดมาก อย่างข้าต้องให้เจ้ามาดูแล ? ” โจวหยางหมิงเลิกคิ้วขึ้นถามก่อนจะหันหลังแล้วแวบหายไปในพริบตา
จ้าวเซี่ยหลิวเห็นว่าผู้เป็นนายไปแล้วก็หันมาบอกลาร่างบางจากนั้นก็หายตัวตามอีกคนไป
เงาสีดำสองเงากระโดดไปบนหลังคาบ้านของชาวบ้านและหยุดลงที่ต้นไม้ใกล้ ๆ ที่ว่าการอำเภอ
หน้าประตูบานใหญ่ปิดสนิทด้านหน้ามีเวรยามยืนเฝ้าอยู่สองคน
พวกเขาสบตากันก่อนจะหายเข้าไปในที่ว่าการอำเภอนั้นมองดูชายหนุ่มวัยกลางคนรูปร่างอ้วนพีกำลังนั่งทานอาหารอย่างอิ่มเอมบนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารมากมายที่ทานได้หลายสิบคน แต่คนผู้นั้นกลับนั่งทานคนเดียวจนหมดโดยมีพวกบ่าวรับใช้ยืนมองอยู่มุมห้อง
“ อ่า อาหารพวกนี้อร่อยเสียจริง ”
โจวหยางหมิงและเจ้าเซี่ยหลิวมองเจ้าหมูตอนที่กำลังสวาปามอาหารจนเต็มปาก
ก่อนหน้าที่มาพวกเขาได้เดินสำรวจในหมู่บ้านเห็นชาวบ้านแต่งตัวมอมแมม รูปร่างซูบผอม บางคนก็มายืนรอรับเศษอาหารจากร้านค้าเพื่อประทังชีวิตแย่งชิงอารหารราวกับสัตว์ แต่เจ้าอ้วนนี้กลับมากินอิ่มนอนสบาย ไม่สนใจความทุกข์อยากของชาวบ้าน
“ วันนี้มีใครนำค่าคุ้มครองบ้างมาจ่ายบ้าง ” ค่าคุ้มครองที่ว่าคือเงินและอาหารที่ชาวบ้านปลูก
“ มีชาวบ้านนำมาให้สองสามบ้านขอรับ แต่... ” บ่าวรับใช้ก้มหน้าพลางรายงานเรื่องในวันนี้
“ แต่อะไร ” น้ำเสียงอู้อี้ฟังไม่ชัดเพราะอาหารยังเต็มปากซ้ำอาหารในปากยังกระเด็นออกมาจนเลอะโต๊ะอีกด้วย บ่าวรับใช้เห็นแล้วก็อดที่จะทำหน้ารังเกียจไม่ได้
“ มีอยู่บ้านหนึ่งที่ไม่ส่งค่าคุ้มครองมาเดือนหนึ่งแล้วขอรับ ”
“ บ้านไหน รีบมีส่งคนไปจัดการ ให้พวกมันรู้ว่าถ้าไม่จ่ายค่าคุ้มครองให้ข้าแล้วจะเจอกับอะไรบ้างรีบไปสิจะยืนรออะไร ”
“ ขอรับ ข้าน้อยจะให้คนไปทวงเดี๋ยวนี้ ” บ่าวรับใช้รีบถอยออกจากห้องถ้าช้ากลัวว่าเจ้าหมูตอนตรงหน้าจะลงโทษด้วยการลดเงินค่าจ้าง