“ไอรีน! ลูกฟื้นแล้ว ในที่สุดลูกก็ฟื้นเสียที” เสียงของหญิงวัยกลางคนที่ชวนให้รู้สึกคุ้นเคยและคะนึงหาทำให้สติของอี้หรานถูกดึงกลับมาอีกหนึ่งครั้ง
‘เกิดอะไรขึ้น ทำไมข้าถึงยังมีชีวิตอยู่?’
อี้หรานจำได้ว่านางได้สละชีพในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างเหล่าเซียนและมารอสูร ตอนที่เฉินอี้คุนศิษย์พี่ของนางผู้ถูกเรียกว่าจักรพรรดิเซียนกระบี่ซึ่งเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในฝ่ายกองทัพเซียนเผชิญหน้ากับจอมอสูรราชันย์ผู้นำของกองทัพมารอสูร ทั้งสองฝ่ายได้แลกการโจมตีครั้งสุดท้ายเพื่อปลิดชีพอีกฝ่ายและตัดสินผลลัพธ์ของา
ในเวลานั้นอาจจะเป็เพราะนางคิดว่าชีวิตของศิษย์พี่นั้นมีความสำคัญมากเกินกว่าจะปล่อยให้จบสิ้นลงเพราะถึงจะสิ้นจอมอสูรราชันย์แต่ฝ่ายมารอสูรก็ยังมีกำลังรบที่น่าสะพรึงกลัว ขณะที่ถ้าหากฝ่ายกองทัพเซียนสูญเสียเขาไปก็จะทำให้กำลังรบตกลงอย่างมาก
หรืออาจเพราะความรู้สึกที่นางมีต่อศิษย์พี่แม้จะเป็ความรักฝ่ายเดียวที่ไร้ความหวังเพราะอีกฝ่ายตั้งมั่นในรักกับศิษย์น้องเล็ก
‘ไม่สิ เสียงเมื่อครู่เรียกข้าว่าอันใด?’ ดวงตาของอี้หรานเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกนั้นซ้ำไปซ้ำมา เสียงเรียกที่ดูเหมือนจะคุ้นเคยแต่ก็เลือนรางอยู่ในความทรงจำอันห่างไกล โดยเฉพาะชื่อนี้ที่นางไม่ได้ยินมานานกว่าสามร้อยปีแล้ว
“ม…แม่” เมื่อดวงตาของเธอเปิดออกก็พบกับใบหน้าของหญิงวัยกลางคนที่ไม่ได้พบเจอมายาวนานแต่กลับยังจดจำอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน บนขอบตารู้สึกถึงความเปียกชื้นที่ไม่คุ้นเคยนักเพราะนับั้แ่เริ่มฝึกบำเพ็ญในเส้นทางผู้ฝึกตนนางก็ได้ละทิ้งความอ่อนแอของตัวเองไปแล้ว แม้แต่ตอนที่เอาตัวไปขวางกรงเล็บของจอมอสูรราชันย์ ความเ็ปที่ฉีกกระชากทั้งร่างกายและิญญาจนแหลกลาญนั้นก็ยังไม่สามารถทำให้นางหลั่งน้ำตาออกมาได้
ใช่แล้วไอรีนก็คือชื่อของนางเอง
มันเป็ชื่อของนางก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุและหมดสติไป เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองกลายเป็อี้หรานที่อยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญ ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบากใน่ห้าปีแรกก่อนที่จะได้ค้นพบโอกาสเข้าสู่สำนักเซียนโดยอาจารย์ของนาง
อี้หรานเข้าใจมาโดยตลอดว่าตัวนางในฐานะไอรีนคงจะตกตายไปแล้วดังนั้นิญญาของนางจึงได้ถูกส่งไปอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง แต่ตอนนี้นางกลับฟื้นคืนกลับมาอีกหนึ่งครั้งและได้พบเจอกับมารดาที่คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว
แม้เวลาสามร้อยปีในโลกแห่งการบำเพ็ญจะยาวนาน แต่ความผูกพันที่เธอมีต่อครอบครัวในโลกใบแรกก็ยังฝังลึกอยู่ในจิตใจของเธอตลอดเวลา
“คนไข้ฟื้นแล้วจริงๆด้วย” เสียงทุ้มดังขึ้นดึงความสนใจของหญิงสาวไป เ้าของเสียงนั้นเป็ชายหนุ่มในชุดกราวด์สีขาวสวมแว่นเหลี่ยมกรอบเงินดูสุขุมเยือกเย็น ดวงตาคมที่ซ่อนอยู่ภายใต้กรอบแว่นปราดมองหญิงสาวด้วยความประหลาดใจ “ถึงแม้จะมีบางเคสที่ผู้นิทราฟื้นกลับมาหลังจากที่เวลาผ่านไป แต่ไม่คิดเลยว่าคุณไอรีนจะเป็หนึ่งในเคสนั้น”
‘ผู้นิทรา?’ หญิงสาวรู้สึกไม่คุ้นเคยกับคำนี้เลยแม้แต่น้อย
“คุณหมอเจนภพ ช่วยตรวจอาการของไอรีนให้หน่อยนะคะ” ไพลินหญิงวัยกลางคนผู้เป็มารดาของไอรีนเอ่ยด้วยความรู้สึกกังวลใจ หลังจากอุบัติเหตุในวันแห่งการพิพากษา ลูกสาวของเธอก็อยู่ในสภาวะผู้นิทรานานถึงสามปีเต็ม เดิมทีแพทย์ยังไม่แน่ใจว่าอาการของไอรีนนั้นนับว่าอยู่ในสภาพเ้าหญิงนิทราเพราะอุบัติเหตุหรือเป็สภาวะผู้นิทราที่เกิดจากวันแห่งการพิพากษากันแน่ แต่การที่เธอฟื้นกลับคืนมาอีกหนึ่งครั้งทำให้มีความเป็ไปได้สูงมากที่มันจะเกิดจากสภาวะผู้นิทรามากกว่า
หมอหนุ่มพยักหน้าตอบรับและเชิญให้หญิงวัยกลางคนออกไปก่อนเพื่อที่เขาจะได้ตรวจสภาพของผู้ป่วย อย่างที่บอกว่าผู้ที่ฟื้นกลับมาจากสภาวะนิ
ทรานั้นมีอยู่เพียงไม่กี่เคสในโลก ดังนั้นการศึกษาผลกระทบจากสภาวะนิทราจึงเป็เื่สำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันของโลก
อี้หรานหรือที่ตอนนี้กลับมาอยู่ในร่างของไอรีนอีกครั้งยังคงจมอยู่กับความรู้สึกสับสน เธอไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงกลับมาอยู่ในโลกใบนี้อีกครั้ง นอกจากนี้สิ่งต่างๆที่เธอคุ้นเคยก็ดูเปลี่ยนไปไม่น้อย เธอถูกหมอและเ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลพาตัวไปที่ห้องตรวจที่ดูล้ำสมัยและแปลกตาจากในความทรงจำที่มี
“น่าแปลกมากจริงๆ” หมอเจนภพขมวดคิ้วมองดูผลลัพธ์ของการตรวจสอบสแกนร่างกาย โดยทั่วไปแล้วธรรมชาติของผู้ที่อยู่ในสภาวะนิทราเป็เวลานานนับปี กล้ามเนื้อและระบบต่างๆในร่างกายย่อมต้องอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เพราะไม่ถูกใช้งานเป็เวลานาน ต่อให้ญาติของคนไข้มีฐานะไม่เลวและสามารถจ้างให้พยาบาลช่วยทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง่ที่ไม่มีสติแต่อย่างมากก็ทำได้แค่ช่วยลดผลกระทบจากการติดเตียงไปได้บ้างเท่านั้น
ทว่ากล้ามเนื้อของหญิงสาวคนนี้ที่นอนติดเตียงนานถึงสามปีกลับอยู่ในสภาพแข็งแรงไม่ต่างจากคนสุขภาพดีทั่วไป เมื่อเทียบกับผลตรวจประจำปีเมื่อหนึ่งปีก่อนที่เธอจะฟื้นขึ้นมาแล้วนับว่ามีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เพราะในตอนนั้นร่างกายของเธอไม่ต่างจากเ้าหญิงนิทราทั่วไปที่ต้องนอนติดเตียงเป็เวลานานเลยแม้แต่น้อย
ราวกับว่าร่างกายของเธอได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอย่างลึกลับโดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัว น่าเสียดายที่ผลการตรวจล่าสุดมาจากการตรวจประจำปีที่ผ่านมานานหลายเดือน พวกเขาจึงไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ที่ร่างกายของหญิงสาวฟื้นฟูกลับมาจนอยู่ในสภาพปกติแบบนี้
“คุณยืนได้ไหมครับ?” หมอเจนภพเอ่ยถาม
หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะดันตัวลุกขึ้นยืนและขยับตัวตามที่หมอเจนภพเอ่ย ไม่ว่าจะเป็แขนหรือขาของเธอต่างก็สามารถขยับได้อย่างคล่องแคล่วไม่มีปัญหาติดขัดเลยแม้แต่น้อย
“ร่างกายของฉันมีอะไรผิดปกติเหรอคะ?” ไอรีนปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการดึงเอาความทรงจำเลือนรางเ่าั้มาใช้
“เพราะว่าคุณนอนติดเตียงไม่ได้สติมานานถึงสามปีน่ะครับ โดยทั่วไปแล้วร่างกายของคุณควรจะต้องผ่านการฟื้นฟูและกายภาพบำบัดนานหลายเดือนกว่าจะกลับมาอยู่ในสภาพปกติ” หมอเจนภพตอบกลับ
ไอรีนอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าบางทีนี่อาจจะเป็ผลมาจากเคล็ดวิชา ‘กลั่นไอ์’ ของตนเอง มันเป็หนึ่งในเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งที่เธอฝึกฝนจนชำนาญถึงขั้นใช้ออกทุกลมหายใจ ไม่ว่าจะมีสติหรือหมดสติมันก็ยังทำงานอยู่เสมอ ผลของเคล็ดวิชากลั่นไอ์ก็คือการดึงเอาพลังฟ้าดินที่แฝงอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา ทำให้ร่างกายและจิติญญาซึมซับพลังอันบริสุทธิ์เข้ามาปรับปรุงและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ
เคล็ดวิชากลั่นไอ์เป็ส่วนเสริมที่ดีในการฝึกบำเพ็ญเซียนแต่ก็ไม่ได้ก่อผลลัพธ์สะท้านฟ้าะเืดินอะไรนักในระดับขั้นสูง อย่างไรก็ตามหากเป็่เริ่มต้นของการฝึกฝนแล้วมันจะต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เพราะการฝึกวิชากลั่นไอ์ใน่เริ่มต้นจะสามารถช่วยให้ร่างกายของคนธรรมดากลายเป็เริ่มต้นเดินเข้าสู่หนทางของผู้ฝึกตนที่แท้จริง เปลี่ยนแปลงร่างกายทั้งภายนอกและภายใน ทำให้แข็งแรงขึ้น รวดเร็วขึ้น ฟื้นฟูตัวเองได้ดียิ่งขึ้น หรือเรียกง่ายๆก็คือทำให้ก้าวเข้าสู่สภาวะเหนืุ์นั่นเอง
‘นี่มัน… แม้จะไม่ได้อยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแต่ก็ยังสามารถใช้วิชากลั่นไอ์ได้อยู่งั้นเหรอ’ ไอรีนรู้สึกประหลาดใจและตื่นเต้นขึ้นมา เพราะเธอเคยชินกับการใช้วิชากลั่นไอ์ตลอดเวลาจึงไม่ทันรู้ตัวถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ ที่แท้บนโลกใบเดิมของเธอเคล็ดวิชาเซียนก็สามารถนำมาใช้ได้จริงเช่นกัน เธอรีบตรวจสอบสภาพร่างกายและจิติญญาของตัวเองก่อนจะพบว่าตอนนี้เธออ่อนแอเป็อย่างมากหากเทียบกับความแข็งแกร่งของเธอในอีกโลกหนึ่ง
‘พลังจิติญญาเสียหายจนระดับขั้นพลังถูกปิดผนึกเอาไว้ นี่เป็ผลมาจากวิชาทำลายล้างของจอมอสูรราชันย์สินะ’ เธอไม่แปลกใจสักนิดที่พลังจิติญญาของเธอจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ อันที่จริงการที่ิญญาของเธอยังดำรงอยู่ได้หลังรับการโจมตีนั้นเข้าไปก็นับว่าเป็เื่ที่ไม่น่าเชื่อแล้ว
นั่นคือจอมอสูรราชันย์เชียวนะ ผู้แข็งแกร่งที่สามารถปลิดชีพเซียนระดับราชันย์ได้ในการโจมตีง่ายๆครั้งเดียว ต่อให้เธอกลายเป็จักรพรรดิเซียนขั้นต้นแล้วแต่ก็ยังห่างชั้นเกินกว่าที่จะเผชิญหน้ากับมันได้ มีแค่ศิษย์พี่เท่านั้นแหละที่จะยืนหยัดและโค่นล้มมันลงได้สำเร็จ
แม้ว่าจิติญญาจะเสียหายและร่างกายนี้ก็อ่อนแอมากแต่ก็ไม่ใช่เื่เลวร้ายอะไรเพราะเธอยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งยังได้ย้อนกลับมามีชีวิตในโลกใบแรก เท่ากับว่าเธอมีโอกาสได้พบเจอครอบครัวของตนเองอีกครั้ง
‘ที่โลกใบนั้นเองก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องค้างคาอีกแล้ว ด้วยพลังของศิษย์พี่และคนอื่นๆจะต้องเอาชนะเหล่ามารอสูรได้อย่างแน่นอน และหลังจากนั้นศิษย์พี่กับศิษย์น้องเล็กก็จะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเสียที’ เมื่อคิดถึงตรงนี้เธอก็รู้สึกหน่วงในใจอย่างช่วยไม่ได้ ความรู้สึกที่เธอมีให้กับศิษย์พี่ก่อเกิดขึ้นโดยที่เธอไม่รู้ตัว และกว่าจะตระหนักได้มันก็สายเกินไปแล้ว เพราะศิษย์พี่กับศิษย์น้องเล็กเป็คู่ที่ถูก์สรรค์สร้างขึ้นมา พวกเขารักกันและกันอย่างจริงใจและมั่นคงยิ่ง
ทั้งสองต่างก็เป็คนที่เธอรัก ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองเอาไว้มาโดยตลอดไม่เคยพูดมันออกไปเพราะกลัวว่าจะทำให้พวกเขาต้องอึดอัดใจ นอกจากนี้ตัวเธอที่มาจากโลกอีกใบหนึ่งก็ไม่สามารถยอมรับค่านิยมที่ชายหนึ่งคนจะมีคนรักมากกว่าหนึ่งคน การไปเป็มือที่สามย่อมไม่ใช่สิ่งที่เธอสามารถยอมรับได้
การที่เธอจากมาเช่นนี้จึงเป็หนทางที่ดีที่สุด และโชคดีที่เธอยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิตของตัวเองอีกครั้งในโลกที่เธอคิดถึง
“บางทีการที่ร่างกายของคุณฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วอาจจะเป็สัญญาณถึงการตื่นของพลัง อันที่จริงผู้ที่ฟื้นจากสภาวะนิทราก็นับว่ามีแนวโน้มสูงมากที่จะมีพลังตื่นขึ้นมาแบบนี้” คำพูดของหมอเจนภพทำให้ไอรีนดึงสติกลับมาอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ
“การตื่นของพลัง?” ไอรีนทวนคำ
“อ้อ จริงสินะ เพราะคุณหมดสติไปในวันแห่งการพิพากษาดังนั้นคุณน่าจะยังสับสนอยู่มาก” หมอเจนภพนึกขึ้นได้เขาจึงอธิบายอะไรหลายๆอย่างให้เธอได้รับรู้
ไอรีนรับฟังคำพูดของหมอเจนภพอย่างสงบนิ่ง แม้จะมีเื่น่าประหลาดใจจนถึงขั้นน่าตกตะลึงมากมายแต่เธอกลับยอมรับพวกมันได้อย่างเยือกเย็นเพราะตัวเธอเองก็มีประสบการณ์กับเื่ราวแปลกประหลาดยาวนานถึงสามร้อยปีมาแล้วในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
เพียงแต่ไม่นึกเลยว่าในโลกใบแรกของเธอจะมีเื่ราวมหัศจรรย์ไม่แพ้กันเกิดขึ้นมาเช่นนี้
ที่แท้เมื่อสามปีก่อนได้เกิดปรากฏการณ์ลึกลับขึ้นทั่วโลก มีสถานที่ลึกลับที่ตอนนี้ถูกเรียกว่า ‘ดันเจี้ยน’ ปรากฏขึ้นมาหลายแห่งทั่วทุกมุมโลกพร้อมกับการะเิของพลังงานลึกลับที่ตอนนี้ถูกเรียกว่าพลังเวทมนตร์ การะเิครั้งนั้นทำให้ประชากรทั่วโลกหมดสติไปก่อนที่จะฟื้นกลับคืนมาในเวลาที่แตกต่างกันไป
หลังจาก่เวลานั้น คนที่ฟื้นกลับคืนมาจะมีบางส่วนที่เกิดการตื่นขึ้นของพลัง ทำให้พวกเขาได้รับพลังพิเศษและสิ่งที่เรียกว่าระบบมาเป็ของตัวเอง
ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีฟื้นคืนกลับมา
ไม่ต้องเอ่ยถึงคนที่เคราะห์ร้ายเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุอย่างเช่นรถชน เครื่องบินตกและอุบัติเหตุอื่นๆใน่เวลานั้น มีบางคนที่หมดสติไปยาวนานและไม่ฟื้นกลับคืนมาทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ คนเ่าั้ถูกระบุว่าตกอยู่ในสภาวะนิทรา ซึ่งหลังจากการศึกษาค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาได้ตั้งสมมติฐานบางอย่างเกี่ยวกับสภาวะนี้เอาไว้
นั่นก็คือในวันแห่งการพิพากษา พลังเวทมนตร์นั้นได้ปะทุออกมาทั่วโลกและทำให้มนุษย์ได้รับผลกระทบจากพลังงานที่ตัวเองไม่คุ้นเคย ผู้คนบางส่วนที่ได้รับพลังงานเข้าไปสามารถปรับตัวให้เข้ากับพลังงานนั้นได้จึงกลายเป็ผู้ที่มีพลังพิเศษและระบบเป็ของตัวเอง ขณะที่คนบางส่วนไม่ตอบสนองต่อพลังงานนั้นและขับพวกมันออกมา เมื่อฟื้นแล้วพวกเขาจึงยังคงเป็คนธรรมดาทั่วไปเช่นเดิม
ทว่าคนที่ตกอยู่ในสภาวะนิทราก็คือคนที่ตอบสนองต่อพลังงานเ่าั้ แต่กลับเป็การตอบสนองที่ไม่สมบูรณ์ทำให้ร่างกายของพวกเขาตกอยู่ในสภาวะนิทราจนกว่าจะตอบสนองได้สำเร็จหรือไม่ก็ขับพลังงานเ่าั้ออกไปได้
ยังมีเหตุผลที่เรียกวันนั้นว่าวันแห่งการพิพากษา นั่นก็คือดันเจี้ยนต่างๆที่ปรากฏขึ้นทั่วโลกเ่าั้ที่แท้ก็คือะเิเวลา ขณะที่ทั่วโลกคอยเฝ้าระวังและพยายามสำรวจดันเจี้ยนพวกนั้น ดันเจี้ยนบางแห่งได้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ดันเจี้ยนเบรค’ และทำให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในดันเจี้ยนหลุดทะลักออกมาด้านนอก
พวกมันคือมอนสเตอร์ที่โเี้และหิวกระหาย แม้จะเป็เพียงมอนสเตอร์ระดับต่ำแต่ก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับประเทศต่างๆที่ไม่ทันตั้งตัวได้อย่างมากมาย จนกระทั่งมนุษย์สามารถปรับตัวและตั้งรับได้ทัน ในตอนนั้นเองที่พวกเขาตระหนักได้ว่าระบบและผู้มีพลังพิเศษที่เกิดขึ้นหลังวันแห่งการพิพากษาก็คือกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้