ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    10 แม่นางฉินอี้เซียน

    อาหลงกล่าววาจาเหน็บแนมบัณฑิตหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง พร้อมกับจ้องตาเขาอย่างไม่กลัวเกรงในศักดิ์ศรีของยอดบัณฑิตอันดับสามแห่งเทียนหยาง   ทำเอาคุณชายซ่งถึงกับควันออกหูที่มีคนกล้าหยามศักดิ์ศรีของตนต่อหน้าธารกำนัล จึงหมายมั่นปั้นมือที่จะสั่งสอนชายหนุ่มหน้าละอ่อนผู้มาใหม่นี้ ให้ได้รับความอับอายอย่างถึงที่สุด              “ ฮ่า ๆ กล่าวได้ดี กล่าวได้ดี  แต่ว่าถ้าจะอวดได้ก็จะต้องมีดี  หรือมิเช่นนั้นก็เป็นเพราะไม่มีดีจะให้อวด  ท่านว่ามั้ยคุณชาย?”              คุณชายซ่งติงกล่าวสำทับชายหนุ่มนิรนามด้วยสีหน้าเหยียด ๆ ก่อนจะแกล้งทำเป็นสุภาพชนด้วยการขอคำชี้แนะจากอีกฝ่าย  ส่วนบัณฑิตหนุ่มคนอื่น ๆ ได้แต่นั่งคลอเคลียสาวงามที่อยู่ข้าง ๆ  พร้อมกับลุ้นให้แขกผู้มาใหม่ช่วยกำราบคุณชายซ่งผู้จองหอง ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่ามันเป็นไปได้ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาก็ตาม              “ ข้าซ่งติง บัณฑิตอันดับสามแห่งเทียนหยาง  ขอทราบนามอันสูงส่งของคุณชาย”             “ ข้าแซ่เสียมหลอ ชื่อหลง เป็นบัณฑิตไร้อันดับ  ต้องขอให้คุณชายซ่งช่วยสั่งสอนแล้ว”              บัณฑิตพร้อมสาวงามต่างพากันหัวเราะในอารมณ์ขันของชายหนุ่ม รวมทั้งยังรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินชื่อแซ่ของอาหลง เพราะมันช่างแปลกและไม่เคยพบเจอใครที่แซ่นี้มาก่อน             “ ท่านต้องการจะประลองในด้านใด เชิญบอกมาได้เลยคุณชายเสียมหลอ”             ซ่งติงเอ่ยถามคู่ประลองด้วยความมั่นใจว่าจะสามารถจัดกำราบชายหนุ่มผู้นี้ให้หมอบราบคาบเหมือนกับที่เพิ่งจัดการกับคนอื่น ๆ มาร่วมสิบราย             “ ทุกอย่างล้วนแต่คุณชายตัดสินใจ  เชิญท่านเป็นผู้กำหนด”            อาหลงกล่าวกับยอดบัณฑิตอันดับสามอย่างไม่สะทกสะท้าน  โดยมีแม่นางเยี่ยนเอ๋อที่ส่งสายตาเป็นแรงใจและคอยเอาใจช่วยอยู่ที่โต๊ะ            “ ดี ถ้าอย่างนั้นเราเริ่มประลองกันที่การถามตอบก็แล้วกัน ถ้าใครตอบคำถามของอีกฝ่ายไม่ได้ถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ในยกแรก”             เสียมหลอหลงพยักหน้ารับทราบในกติกาและข้อตกลงของอีกฝ่าย ก่อนจะผายมือเป็นการส่งสัญญาณให้ทางนั้นเป็นผู้เริ่มถามก่อน             “ งั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว ขอถามท่านว่า ท่านคิดว่าใครคือฮ่องเต้ที่ทรงปรีชาที่สุดในประวัติศาสตร์ชาวฮั่นเรา?”              “ ในความคิดของข้า.....”               อาหลงทำเป็นใช้ความคิดสักครู่ก่อนจะเอ่ยคำตอบที่ทุกคนอยากรู้ออกมา             “ จริง ๆ แล้วหลาย ๆ พระองค์ต่างทรงพระปรีชา มีดีมีด้อยแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ , ฮั่นอู่ตี้  , ถังไท่จง หรือแม้กระทั่งจักรพรรดิหงอู่”               “ แล้วท่านคิดว่าพระองค์ใดทรงพระปรีชาที่สุด ขอให้ท่านเลือกมาเพียงหนึ่งเดียวพร้อมเหตุผล”               ซ่งติงเร่งเร้าให้คู่ประลองรีบเลือกคำตอบมาสักชื่อ เขาจะได้ใช้วาจาหักล้างเพื่อจะเอาชนะอีกฝ่าย”                “ แม้โดยส่วนตัวข้าจะชื่นชอบองค์ไท่จง หลี่ซื่อหมิน ที่ทรงเปิดพระทัยกว้างรับฟังความเห็นของขุนนาง แต่ถ้าไม่มีจิ๋นซีฮ่องเต้ แผ่นดินของเราอาจจะยังแตกแยกเป็นแคว้นต่าง ๆ ไม่ได้รวมเป็นปึกแผ่นอย่างเช่นทุกวันนี้ ยังไม่นับรวมกำแพงเมืองจีนที่ใช้ป้องกันข้าศึกนอกด่าน”                อาหลงตอบพร้อมกับยกเหตุผลขึ้นมาอธิบาย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ของบัณฑิตคนอื่น ๆ ที่ต่างจับกลุ่มวิจารณ์ออกความเห็นอย่างเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้รบกวนการประลองด้านกลางของโถง              “ ส่วนฮั่นอู่ตี้ หลิวเช่อ ก็ทรงเปิดเส้นทางสายไหม รวมทั้งกำราบพวกซงหนูไม่ให้มารบกวนชาวฮั่นเรา  ทางด้านองค์หงอู่ก็ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีของความมัธยัสถ์ ใส่ใจราชกิจบ้านเมืองและจัดการกับขุนนางกังฉิน”               คุณชายซ่งที่มีท่าทีกระวนกระวาย รอให้อาหลงสรุปสักทีว่าจะเลือกพระองค์ใด เขาจะได้กล่าวหักล้างความคิดนั้น แต่ชายหนุ่มก็ดูเหมือนยังไม่ตัดสินสักทีว่าจะเลือกพระองค์ใด เขาจึงกล่าวเร่งรัดให้อีกฝ่ายรีบสรุปคำตอบ              “ ข้าไม่สามารถเลือกเพียงหนึ่งเดียวได้ เพราะทุกพระองค์ล้วนทรงพระปรีชา  ถ้าขาดพระองค์ใดพระองค์หนึ่งไป ก็คงไม่มีแผ่นดินต้าหยางให้พวกเราได้อาศัยอย่างเช่นทุกวันนี้”              “ ถ้าท่านไม่เลือกเพียงหนึ่งเดียว ข้าจะถือว่าท่านเป็นฝ่ายแพ้”             ซ่งติงกล่าวกดดันต่อเสียมหลอหลงหลังจากเห็นอีกฝ่ายสงวนท่าทีไม่ยอมฟันธงสักที            “ ข้าว่าให้เหล่าบัณฑิตทั้งหลายในห้องโถงนี้เป็นผู้ช่วยตัดสินจะดีมั้ย คุณชายซ่งคงไม่กลัวว่าจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหรอกนะ”            อาหลงโยนการตัดสินใจไปที่บรรดาบัณฑิตที่นั่งอยู่ในห้องให้เป็นผู้ชี้ขาด  สร้างความไม่พอใจให้กับซ่งติงเป็นอย่างมาก แต่เขาต้องเก็บอาการและแสร้งทำเป็นใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น จึงหันไปทำเป็นคำนับเหล่าบัณฑิตที่เขาเพิ่งจะกำราบมาพร้อมเอ่ยวาจา            “ ตกลง ถ้าอย่างนั้นต้องรบกวนทุกท่านในที่นี่ช่วยเป็นผู้ชี้ขาดแล้ว”            หลังจากได้รับการไหว้วานให้มีส่วนร่วมในการตัดสินครั้งนี้ เหล่าบัณฑิตที่เมื่อสักครู่เป็นเพียงแค่ไม้ประดับหรือเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ก็แสดงความคิดเห็นและวิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างเต็มที่ก่อนจะทยอยกันสรุปความเห็นของตน             “ ข้าคิดว่าความคิดเห็นของคุณชายซ่งถูกต้องแล้ว ในเมื่อคุณชายเสียมหลอไม่สามารถเลือกคำตอบเพียงหนึ่งเดียวได้ก็ถือว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการประลอง”            บัณฑิตใหญ่วัยกลางคนผู้หนึ่งลุกขึ้นออกความเห็นของตน ก่อนจะหันไปสบตากับซ่งติงอย่างรู้กัน แน่นอนว่าคนผู้นี้ย่อมเป็นคนของซ่งติงเอง           “ แต่ข้ากลับคิดว่าความคิดเห็นของคุณชายเสียมหลอเป็นฝ่ายถูก เพราะถ้าไม่มีบูรพกษัตริย์ทั้งหลายที่เอ่ยพระนามมา ก็คงไม่มีแผ่นดินต้าหยางในวันนี้ให้พวกเราได้อาศัย”              บัณฑิตหนุ่มอีกคนลุกขึ้นเอ่ยสนับสนุนความคิดเห็นของเสียมหลอหลงบ้าง            “ คุณชายเกา เป็นเพราะก่อนหน้านี้ท่านได้พ่ายแพ้ให้แก่คุณชายซ่ง  ท่านก็เลยสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามเพื่อเป็นการล้างแค้นใช่มั้ย?”              บัณฑิตที่เป็นลิ่วล้ออีกคนของคุณชายซ่งกล่าวดิสเครดิตคุณชายเกาเหวินหมิงที่เป็นหนึ่งในผู้ที่พ่ายแพ้ต่อซ่งติง               “ ท่านกล่าวหาข้าแล้ว ข้ายอมรับว่าสู้คุณชายซ่งไม่ได้ แต่เรื่องที่ข้าให้ความเห็นเมื่อสักครู่มาจากความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากจิตใจที่มีอคติหรือคิดจะแก้แค้นแต่อย่างใด”              คุณชายเกาเอ่ยอธิบายต่อหน้าทุก ๆ คนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ก่อนจะหันไปถามความคิดเห็นของบัณฑิตคนอื่น ๆ บ้าง              “ ข้าเองก็เห็นด้วยกับคุณชายเกา “              “ ข้าก็เช่นกัน”              “ ข้าว่าที่คุณชายเสียมหลอกล่าวนั้นถูกต้องแล้ว”              “ ใช่แล้ว ๆ ข้าก็เห็นด้วยกับคุณชายเสียมหลอ การที่จะให้เราตัดสินใจเลือกเพียงหนึ่งเดียวเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งนัก เพราะแต่ละพระองค์ต่างก็มีดีแตกต่างกัน”                 บัณฑิตสูงวัยคนหนึ่งที่ดูท่าทางเป็นนักรักผู้ช่ำชองเอ่ยสนับสนุนอาหลง ก่อนจะกล่าวต่อไปอีกว่า               “ เปรียบเสมือนการจะให้เราชี้ขาดว่าในบรรดาหงส์ดรุณทั้งสี่นาง แม่นางฉินอี้เซียน  เกาลี่เหมย ซูฟ่านฟ่าน และหลี่ซา ผู้ใดเลอโฉมและดีที่สุด พวกเราก็คงชี้ขาดไม่ได้เช่นกันใช่ไหม?”              “ ใช่แล้ว ๆ พี่ไป๋หลี่ ท่านเปรียบเทียบได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ พูดจนพวกเรามองเห็นภาพเลย ใช่มั้ยพวกเรา”        บัณฑิตส่วนใหญ่ล้วนมีความคิดเอนเอียงมาทางเสียมหลอหลง  หนึ่งเพราะพวกเขารู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ  สองเพราะพวกเขาส่วนใหญ่ล้วนแต่พ่ายแพ้อย่างหมดรูปให้กับซ่งติง คุณชายผู้อวดดีผู้นี้ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงรู้สึกหมั่นไส้ยอดบัณฑิตอันดับสามผู้นี้ และต้องการเห็นเขาได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้ดูบ้าง               “ เอาเป็นว่าคำถามข้อนี้ไม่ถือว่ามีผู้แพ้ผู้ชนะ ถือว่าเสมอกัน เพราะต่างมีเหตุผลที่ดีทั้งคู่   ส่วนคำถามข้อต่อไปถ้าคุณชายซ่งตอบถูกจะถือว่าเป็นผู้ชนะในรอบแรกทันที”              บัณฑิตลิ่วล้อที่มีอาวุโสคนหนึ่งของซ่งติงรีบชิงกล่าวตัดบทสรุปเพื่อรักษาหน้าให้กับนายของตน  ก่อนจะหันไปเชิญให้อาหลงเป็นฝ่ายถามคำถาม              “ ขอเชิญคุณชายเสียมหลอถามคำถาม”              ซ่งติงที่หน้าเสียจากการที่เกือบจะเพลี่ยงพล้ำให้กับชายแปลกหน้าผู้นี้เอ่ยย้ำเตือนให้เขาเป็นฝ่ายถามบ้าง            “ คุณชายซ่ง ในความเห็นของท่าน ท่านคิดว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน คำถามนี้ของบัณฑิตไร้อันดับอย่างข้าคงไม่เกินความสามารถของยอดบัณฑิตอันดับสามเช่นท่านอย่างแน่นอน”                เสียมหลอหลงเป็นฝ่ายตั้งคำถามต่ออีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลาย ไม่มีความกังวลใจใด ๆ   ผิดกับซ่งติงที่เริ่มจะมีสีหน้ากังวลใจ และกลัวว่าจะเสียท่าต่อบัณฑิตไร้ชื่อผู้นี้  แต่ก็ยังพยายามทำเป็นใจดีสู้เสือ               “ คุณชายเจ้าคะ เชิญดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ เดี๋ยวมันจะเย็นชืดเสียรสชาติซะก่อน”               แม่นางเยี่ยนเอ๋อที่นั่งลุ้นเอาใจช่วยแขกหนุ่มรูปงามของนาง นำชาหลงจิ่งชั้นเลิศเดินมาที่กลางโถงประลอง จากนั้นจึงส่งให้กับอาหลง  ซึ่งชายหนุ่มรับมาจิบอย่างแช่มช้า พร้อมกับรอคอยคำตอบจากอีกฝ่าย               “ เอ่อ...เป็นคำถามที่ดีมากคุณชายเสียมหลอ ในความเห็นของข้า...”              คุณชายซ่งแกล้งทำเป็นกล่าวชมเชยอีกฝ่าย แต่จริง ๆ แล้วเป็นการถ่วงเวลาเพื่อเค้นหาคำตอบของคำถามโลกแตกคำถามนี้  พร้อมทั้งแอบด่าอีกฝ่ายในใจว่าเอาคำถามอะไรไม่รู้มาถาม   จะว่ายากก็ไม่ยาก แต่จะว่าง่ายกลับไม่ง่ายเลย              “ ว่าอย่างไรคุณชายซ่ง  ท่านคิดว่าเป็นไก่หรือว่าไข่ที่เกิดก่อนกัน  บัณฑิตท่านอื่น ๆ ต่างก็อยากรู้ความคิดเห็นอันสูงส่งของคุณชายกันแล้ว?”               อาหลงแกล้งทำเป็นเร่งเร้าอยากจะรู้คำตอบไวๆ  ทางด้านคุณชายซ่งได้แต่กัดฟันกรอด ๆ ด้วยความแค้นในใจที่ต้องมาเจอคำถามที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถ้าเขาตอบว่าไก่เกิดก่อน อีกฝ่ายก็อาจจะโต้แย้งว่าไก่ก็กำเนิดมาจากไข่  ในขณะเดียวกันถ้าเขาตอบว่าไข่เกิดก่อน อีกฝ่ายก็คงจะโต้แย้งว่าไข่ก็ออกมาจากแม่ไก่อีกเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงยังลังเลใจไม่รู้ว่าจะเลือกตอบอะไรดี             “ ข้าขอเปลี่ยนคำถามใหม่ได้ไหมคุณชายเสียมหลอ  ข้าไม่อยากตอบคำถามเด็ก ๆ แบบนี้  เชิญท่านถามคำถามใหม่ได้เลย”             ซ่งติงกล่าวตัดบทเอาดื้อ ๆ ทำให้บัณฑิตคนอื่น ๆ ที่รอลุ้นฟังคำตอบส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่  พร้อมทั้งไม่ยอมให้อาหลงเปลี่ยนคำถาม แต่ยืนยันที่จะให้ยอดบัณฑิตอันดับสามตอบคำถามนี้ให้ทุกคนได้กระจ่าง               “ คุณชายซ่ง จริง ๆ ท่านกังวลว่าไม่ว่าจะตอบอย่างไหน ล้วนต้องถูกข้าโต้แย้งเพื่อหักล้างเอาชนะท่านใช่ไหม”               ชายหนุ่มเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยท่าทีที่เห็นใจ พร้อมกับบอกกับทุกคนว่าคำถามข้อนี้ตัวเขาเองก็ไม่สามารถตอบได้เช่นกัน   เพราะฉะนั้นจึงถือว่าเสมอกัน ไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะในยกแรก  ทำเอาทั้งห้องส่งเสียงฮือฮากันใหญ่               “ ที่ข้าถามคำถามนี้ขึ้นมา ก็แค่อยากให้พวกท่านได้รู้และเข้าใจว่า ความคิดเห็นของแต่ละคนไม่มีใครถูกหรือว่าผิด  เพราะเป็นความคิดเห็นและวิจารณญาณส่วนตัว  ผิดในความคิดของข้าอาจจะถูกในความคิดของท่าน  ส่วนที่ว่าถูกสำหรับท่านก็อาจจะเป็นเรื่องที่ผิดสำหรับข้าก็เป็นได้”             บัณฑิตไร้อันดับอย่างเสียมหลอหลงร่ายยาวให้ทุกคนได้เข้าใจถึงความคิดเห็นและหลักการที่ตัวเขายึดถือมาตลอด ก่อนจะกล่าวสรุปให้ทุก ๆ คนได้คิดวิเคราะห์ว่าเป็นจริงอย่างที่เขากล่าวหรือไม่               “ เพราะฉะนั้นข้าอยากให้ทุก ๆ ท่านเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ถึงแม่ว่ามันอาจจะแตกต่างและไม่ถูกใจเราก็ตาม  เหมือนกับที่เราอยากให้คนอื่นยอมรับและเคารพในความคิดเห็นของเราเช่นกัน”                 “ จริง ๆ แล้ว ข้าคิดว่าวิธีที่ดีที่สุด ไม่ใช่การถกเถียงเพื่อเอาชนะทางความคิด  แต่เป็นการแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ต่างหาก  อย่างเช่นท่านมีประสบการณ์ในเรื่องหนึ่ง ส่วนข้ามีอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราต่างฝ่ายต่างแบ่งปันซึ่งกันและกัน สุดท้ายไม่ใช่เราทั้งคู่หรอกหรือที่เป็นผู้ชนะ เพราะพวกเราล้วนมีประสบการณ์เพิ่มขึ้นเป็นสองเรื่อง”           กล่าวมาถึงตอนนี้ คนส่วนใหญ่ล้วนผงกหัวรวมทั้งพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับและเห็นด้วยในสิ่งที่เขาได้กล่าวมา  ต่างพากันชื่นชมในความคิดเห็นที่เปิดกว้างและเปิดหูเปิดตาของคุณชายเสียมหลอหลง               ในขณะที่คุณชายซ่งหน้าเขียวหน้าคล้ำด้วยความแค้นที่ต้องมาเสียท่าให้กับบัณฑิตไร้ชื่อผู้นี้  เขาปิดใจไม่ยอมฟังเหตุผลซึ่งคนอื่น ๆ ต่างเปิดใจยอมรับ  แต่กลับคิดหาทางที่จะโค่นชายหนุ่มข้างหน้านี้ให้จงได้  ดังนั้นจึงแอบกระซิบอะไรบางอย่างต่อลิ่วล้อคนหนึ่ง  ก่อนที่ชายผู้นั้นจะรีบร้อนออกจากห้องโถงไป  หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจก็ปรากฏโฉมงามนางหนึ่งขึ้น ท่ามกลางเสียงฮือฮาของเหล่าบัณฑิตทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่            “ ฉินอี้เซียนคำนับคุณชายทุกท่าน  ไม่ทราบว่าพวกท่านกำลังถกเรื่องราวอันใด  อี้เซียนขอร่วมวงด้วยจะได้ไหมเจ้าคะ”