เสียงฝีเท้าม้าที่ดังกลบความเงียบสงัดของป่าไผ่ที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาคนนำสาส์นเร่งควบม้าไปให้ทันเวลา เขาแทบไม่ได้หยุดพักเลยข่าวสารสำคัญที่เขานำมาด้วยนั้น มันหมายถึงเงินก้อนโต ที่คนอย่างเขาจะสามารถใช้จ่ายหาซื้อเหล้ากินได้อีกหลายปีดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า บ่งบอกว่าราตรีที่ยาวนานกำลังจะมาเยือนโรงเตี้ยมข้างหน้ายังห่างไปอีกหลายสิบลี้ เขาต้องรีบไปให้ถึง แม้คนอย่างเขาจะผ่านความยากลำบากมานักต่อนักแต่การควบม้ามาทั้งวันแบบนี้ มันคงจะดีกว่า ถ้าได้นอนหลับบนเตียงนุ่มๆมีสุราดีค่อยอยู่เป็เพื่อน มิใช่นอนตากน้ำค้างกลางป่าไผ่เยี่ยงนี้
เส้นทางที่ยาวไกลนำเขาออกจากเมืองหลวงสู่แคว้นเหอฉี แคว้นห่างไกลติดเขตชายแดน หากแต่ว่าผู้ครองแคว้นแห่งนั้น คือ จางเหว่ย อ๋องคนสนิทของฮ่องเต้ ผู้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์ในหลายสมรภูมิ จนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจปูนบำเหน็จให้มาปกครองเมืองหน้าด่านแห่งนี้
หลายปีมาแล้วที่ท่านอ๋องผู้นี้ได้ก่อร่างสร้างเมืองจนเป็ปึกแผ่นด้วยความอุตสาหะ เมืองเล็กๆ ติดเขตชายแดนแห่งนี้ ได้กลายเป็เมืองท่าขนาดใหญ่ จนได้รับการกล่าวขวัญไปทั่ว กลายเป็เมืองที่ใครๆ ก็อยากจะพึ่งบารมี
ในขณะที่ท่านอ๋องได้นำกองทัพกรำศึกหนักอยู่หลายสิบปีผู้คนนับร้อยนับพันที่สังเวยให้กับคมดาบของเขา ทำให้ในใจของท่านอ๋องในขณะนี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ เขาจึงคิดจะวางมือจากเื่ราวแบบนี้เสียทีขาดแต่เพียงว่า ในขณะนี้บุตรชายคนโตของเขา ได้ออกท่องยุทธภพ เป็จอมยุทธเ้าสำราญไร้สำนัก ไร้หลักแหล่งอยู่หลายปี จนป่านนี้ ก็ยังไม่ทราบว่าอยู่แห่งหนตำบลใดท่านอ๋องได้ออกประกาศ ใครก็ตามที่สามารถสืบหาเบาะแสของคุณชายได้ยินดีจะมอบรางวัลให้อย่างงาม และสารที่เค้าพามา ก็คือเบาะแสสำคัญชิ้นนั้น
ตะวันลับขอบฟ้าไปไม่นาน แสงสว่างจากโคมไฟเบื้องหน้าที่มองเห็นอยู่ไม่ไกลนักคงจะเป็โรงเตี้ยมที่พักสำหรับเขาในคืนนี้
“ฮึ้บบบบบบบ” เขากระตุกเชือกให้ม้าเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก
แม้จะเป็่เวลากลางคืนที่มืดมิดการก็พอมองออกว่า โรงเตี้ยมแห่งนี้มีสภาพทรุดโทรมเป็อย่างมากเขาคงเป็ลูกค้าคนเดียวของคืนนี้ เขาผู้ม้าที่คอกม้าข้างๆ โรงเตี้ยม ทันทีที่เขาผลักประตูเข้าไป ชายชราท่าทางเงอะงะก็รีบออกมาต้อนรับทันที
“เชิญครับนายท่าน นายท่านคงเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยเรามีสุราชั้นดี กับกับแกล้มชั้นยอดไว้คอยบริการนายท่าน”
“ข้า้าห้องพัก”
“นายท่าน้าห้องแบบไหนเรามีทั้งห้องงง.............”
“ห้องแบบไหนก็ได้ข้าไม่เื่มากหรอก”
“ว่าแต่ นายท่าน้าเหล้าหรืออาหารมั้ยขอรับ”
“ไม่หรอก ข้า้าพักผ่อนพรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า”
“งั้นเชิญทางนี้ครับนายท่าน” ชายชรานำเขาขึ้นไปยังห้องพักบนชั้นสองเขาเลือกห้องที่อยู่ริมสุดตรงระเบียง เผื่อว่าตกดึกจะมีลูกค้าคนอื่นเข้ามาเขาจะได้ไม่ถูกรบกวนในขณะที่กำลังพักผ่อน เขาสำรวจห้องอย่างพอใจก่อนที่จะยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้ชายชรา
“เผื่อว่ารุ่งเช้าเราจะไม่เจอกันอีกนี่เป็ค่าพัก และก็หาน้ำกับหญ้าให้ม้าของข้าด้วยนะเถ้าแก่พรุ่งนี้ข้าต้องเดินทางแต่เช้า”
“ได้ขอรับนายท่าน”
ชายชราจากไปแล้วเขาจัดแจงลงกลอนประตู พร้อมกับสำรวจไปรอบๆ ห้องด้วยความพอใจ คืนนี้เขาคงต้องนอนหลับให้เต็มอิ่มพรุ่งนี้ต้องรีบไปให้ถึงแคว้นเหอฉี จะได้เสร็จสิ้นภารกิจอันนี้เสียที เขาหยิบกระบอกที่อยู่ในอกเสื้อออกมาดูอย่างพินิจพิจารณาด้วยความพึงพอใจเพราะอะไรกัน งานนี้ถึงมีราคามากมายขนาดนี้ เขาไม่รู้ว่าข้อความข้างในคืออะไรรู้แต่เพียงว่า ถ้าค่าจ้างสูงของข้างในก็คงจะสำคัญไม่แพ้กัน จนทำให้มิอาจปฏิเสธภารกิจนี้ได้เขาเก็บมันกลับเข้าไปอยู่ที่เดิม ก่อนจะล้มตัวเอนกายลงนอนโดยไม่ลืมที่จะวางกระบี่คู่กายไว้ข้างๆ
เผลอหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้แต่มารู้สึกตัวอีกที เมื่อมีสิ่งผิดปกติเคลื่อนไหวอยู่ภายนอก เงาตะคุ่มๆพร้อมเสียงฝีเท้าคนดังมาจากระเบียงด้านนอก เขาคิดว่า คงจะเป็แขกที่มาพักห้องข้างๆเขาเป็แน่
แต่เขาคาดการณ์ผิดไปเพราะไม่กี่อึดใจต่อมาเขาก็ได้ยินเสียงถีบประตูดัง โครม! ก่อนที่ชายชุดดำสองคนพร้อมดาบในมือพุ่งทะยานมายังเตียงนอนของเขา
เขารีบคว้ากระบี่ออกมารับอาวุธที่พุ่งเข้ามาแม้วิทยายุทธของเขาจะไม่สูงส่งเท่ากับการขี่ม้าแต่การรับมือกับคู่ต่อสู้ที่เขาเตรียมการตั้งรับไว้ล่วงหน้าก็ไม่ใช่เื่ยาก เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับถือกระบี่ไว้ในมือ สายตาจ้องไปยังผู้บุกรุก
“พวกเ้าเป็ใคร เราไม่เคยเป็ศัตรูกันมาก่อนทำไมพวกเ้าถึงลอบทำร้ายข้าเช่นนี้”
ไม่มีคำตอบออกจากปากของชายชุดดำทั้งสองคนมีเพียงเพลงดาบที่พุ่งเข้ามาหาเขาเป็คำอธิบายแทน เมื่อเลี่ยงไม่ได้การต่อสู้เริ่มขึ้น เสียงอาวุธกระทบกันดังเป็ระยะๆดูเหมือนชายชุดดำสองคนนั้นจะเป็คนที่มีวิทยายุทธอยู่ไม่น้อยเพราะสามารถต้านทานเพลงดาบของเขาได้หลายขบวนท่า การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดและสูสี แต่กำลังคนที่น้อยกว่า และการเดินทางไกล ไม่นานนักเขาก็เริ่มอ่อนล้าและหมดแรง จนในที่สุดเขาก็พลาดท่าเสียทีให้กับศัตรูที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็ใคร
ดาบที่แทงเข้าไปที่หน้าท้องและถูกฟันไปที่ลำตัวหลายแผล ทำให้เขาล้มนอนจมกองเื ก่อนที่เขาจะสิ้นใจสายตาที่พร่ามัวของเขา ยังเห็นหนึ่งในชายชุดดำเอื้อมมือมาหยิบกระบอกเอกสารที่อยู่ในอกเสื้อของเขา ก่อนที่จะออกจากห้องไปทิ้งให้เขาอยู่กับลมหายใจเฮือกสุดท้ายเพียงลำพัง
..........................................................................
“ขอท่านอ๋องทรงพระเจริญ พันปี พันพัน ปี”
เสียงเหล่าบรรดาขุนนางอวยพรให้กับท่านอ๋องจางเหว่ยดังกึกก้องท้องพระโรง สายตาที่มองมายังเหล่าข้าราชบริพารในท้องพระโรงเต็มไปด้วยความปลื้มปิติยินดี
สำหรับท่านอ๋องจากเหว่ยในวัย 55นี่ถือเป็ความสำเร็จขั้นสูงสุดของลูกชาวนาในชนบทห่างไกล ที่ไต่เต้ามาจากนายทหารลูกกระจ๊อกจนสามารถก้าวเข้ามาเป็ใหญ่ในกองทัพสร้างชื่อเสียงผลงานไว้อย่างมากมายจนได้รับบำเหน็จชิ้นใหญ่ให้เป็อ๋องผู้ปกครองแคว้นเหอฉี แม้จะเป็เพียงเมืองเล็กๆใกล้ชายแดนห่างจากเมืองหลวง นั่นก็เพราะว่าฮ่องเต้้าให้คนที่ไว้ใจได้มาอยู่ดูแลชายแดน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับท่านอ๋องเพราะทั้งหมดแลกมากับสภาพแวดล้อมที่ดี มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ไปทั่วทุกพื้นที่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว สำหรับการก่อร่างสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา
“เชิญทุกท่าน ไม่ต้องมากพิธี เชิญดื่ม” ท่านอ๋องยกจอกเหล้าในมือขึ้นซดทีเดียวหมดเกลี้ยง
“งานเลี้ยงวันนี้ ข้าจัดขึ้นเพื่อให้ทุกท่านได้ดื่มกินกันให้สำราญ เอาให้สมกับที่เราตรากตรำกรำศึกมาอย่างยาวนานบัดนี้ แคว้นของเราเป็ปึกแผ่นขึ้นมาได้ ก็เพราะทุกท่านได้ช่วยกันบัดนี้ถึงเวลาที่เราจะได้เสวยสุขกันให้เต็มที่ ดื่ม”
“ทูลท่านอ๋อง” อี้เฉิน อัครมหาเสนาบดีลุกขึ้นกราบทูลบางอย่าง
“ท่านอัครมหาเสานาบดีมีเื่ใดจะกราบทูลรึ” ท่านอ๋องรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ ลำพังอี้เฉินผู้นี้ ไม่ใช่คนที่จะพูดมากถึงออกจะเป็คนโผงผางตรงไปตรงมาสักหน่อย แต่ก็คือคนที่ท่านอ๋องไว้ใจมากที่สุดในเหล่าบรรดาขุนนางทั้งหมดไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็พระญาติห่างๆ เท่านั้น แต่ด้วยความาุโ ประสบการณ์ความคิดของเขา เมื่อเขาพูด ทุกคนย่อมต้องรับฟัง ไม่เว้นแม้แต่ท่านอ๋อง
“ทูลฝ่าาบัดนี้บ้านเมืองของเราสงบร่มเย็น การศึกาก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครกล้ามาต่อกรกับทัพของเราแต่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่อย่างรมเย็นเป็สุขก็ด้วยพระบารมีของพระองค์ บัดนี้เราหลงดีใจว่าบ้านเมืองนี้อยู่ในทำเลที่ดีมีน้ำท่าสมบูรณ์ จนเราลืมไปว่า ในความอุดมสมบูรณ์ของน้ำท่านั้นในทุกปี มันก็เกิดอาเพศอุทุกภัยเกิดขึ้นไม่เคยว่างเว้น และนี่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าฤดูน้ำหลากกำลังจะมาถึงเมื่อนั้นบ้านเรือน ที่นาของชาวบ้านคงจะต้องเสียหายเป็แน่ ไยเรามิควรหาทางป้องกันแต่เนิ่นๆ”
“ท่านอัครมหาเสนาบดี นี่คือเวลาแห่งการเฉลิมฉลองไยท่านจึงเอาเื่เช่นนี้มากราบทูล ช่างไม่รู้กาลเทศะเสียจริงๆ” เฟยฉี เสนาบดีกรมกลาโหมลุกขึ้นมาทักท้วงในทันที
“ใช่ๆไม่ควรเอาเื่แบบนี้ขึ้นมาพูดในเวลาอันเป็มงคลเลย ฝ่าาโปรดพิจารณา” หวังเล่ยเสนาบดีกรมพิธีการลุกขึ้นมาสนับสนุนอีกคน
ท่านอ๋องมองไปที่เสนาบดีผู้ใหญ่ทั้งสองท่านนานมาแล้วที่สองคนนี้ได้มาถวายตัวสวามิภักดิ์ต่อเขา ทั้งเฟยฉีและหวังเล่ยต่างก็เป็คนเก่งทั้งคู่เสียแต่ว่าขยันประจบสอพลอมากกว่าขยันคิดทำการให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง การได้เสวยสุขอยู่ในตำแหน่งสูงแบบนี้ก็เพียงเพราะว่าในยุคแรกๆ หาคนดีมีฝีมือไม่ได้การได้เป็คนใกล้ชิดทำให้สองคนนี้นับวันยิ่งทนงตนไม่ฟังใครแต่ข้อดีกยังพอมีอยู่บ้าง เพราะไม่ว่าจะรับสั่งอะไรลงสองคนนี้ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย
“ท่านราชครู ในเื่นี้ท่านคิดเห็นเป็เช่นไร” ท่านอ๋องหันไปถามความเห็นกับราชครูตงหยางที่ปรึกษาคนสำคัญที่ท่านอ๋องไว้เนื้อเชื่อใจไม่แพ้อำมาตย์อี้เฉิน
“ทูลฝ่าา” อี้เฉินผู้สูงวัยค่อยๆ ก้าวออกมาช้าๆพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ดูมีพลังเขารู้ดีว่าสถานะของเขาสามารถชี้เป็ชี้ตายให้กับใครก็ได้ ถ้าให้นับเฉพาะในแคว้นเหอฉีนี้แล้วเขาก็คงจะเป็รองเพียงแค่ท่านอ๋องคนเดียวเท่านั้น เขาพยายามนิ่งฟังทั้งสองฝ่ายถกกันอย่างสงบ เพราะถึงอย่างไรสองคนฝ่ายนี้ก็เป็ไม้เบื่อไม้เมามานานแล้ว ยากที่จะทำให้กลมกลืนกันได้แต่คนอย่างเขาก็ไม่จำเป็จะต้องเข้าข้างใครเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
“ข้าเห็นด้วยว่าในเวลาเช่นนี้ไม่เคยนำเื่ไม่เป็มงคลมาพูด” น้ำเสียงเนิบๆ แต่มั่นคง เสียงดังฟังชัดถูกกล่าวออกมาจากปากของผู้าุโแห่งแคว้น โดยผู้พูดไม่ลืมที่จะชำเลืองใบหน้าไปยังคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
“แต่พวกเราจะมีสุขอยู่บนความทุกข์ของปวงประชาก็หาใช่ไม่บัดนี้อีกไม่นานก็ย่างเข้าฤดูฝนเื่มันก็คงจะเป็เฉกเช่นเดียวกับที่ท่านอัครมหาเสนาบดีกล่าว ไยเราจึงนิ่งเฉยไม่รับฟังคำเล่า”
คำพูดของท่านราชครูเหมือนตะปูที่ไปตอกตรงกลางอกของเสนาบดีทั้งสองได้แต่ยืนนิ่งก้มหน้าน้อมรับความคิดเห็นของผู้าุโ
“ที่ท่านราชครูพูดมาก็มีเหตุผล ท่านคิดเห็นเป็เช่นไรไหนลองว่ามาสิ”ท่านอ๋องเองก็มีความคิดไม่ต่างกับาุโทั้งสองอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่คิดว่ายังมีเวลารอได้อีกแต่เมื่อมีการเสนอมาแบบนี้ ก็ย่อมขัดไม่ได้
“เื่นี้ข้ามองว่า ท่านอัครมหาเสนาบดีคงจะมีหนทางอยู่แล้ว”
“ทูลฝ่าา” ท่านอัครมหาเสนาบดี ลุกขึ้นกราบทูล “อันที่น้ำที่ท่วมทุกปีนั้น เป็เพียงน้ำที่ไหลผ่านเมืองไปเท่านั้นหากเราสามารถเบี่ยงเส้นทางไม่ให้น้ำไหลมาทางนี้มากเกินไป ก็จะบรรเทาเบาบางลงได้”
“น้ำมันก็ไหลของมันมาแบบนี้หลายพันปีแล้วท่านจะให้มันไปไหนได้ละท่านอัครมหาเสนาบดี” น้ำเสียงเย้ยหยันที่ออกมาจากปากของอำมาตย์หวังเล่ยหาได้ทำให้อัครมหาเสนาบดีหวั่นไหวไม่
“ทางทิศเหนือที่เป็ทางต้นน้ำไหลผ่านมีช่องช่องแคบระหว่างหุบเขาอยู่ใกล้ๆ กับเมืองฉู อันเมืองฉูนี้แม้จะอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำใหญ่แต่ในตัวเมืองก็ไม่มีแหล่งน้ำอื่นให้ทำการเกษตรเลย ชาวบ้านอยู่อย่างแร้นแค้นแสนลำบากเพราะขาดน้ำในการทำเกษตรกรรม ถ้าเราสามารถผันน้ำเข้าไปในเมืองนี้ได้เราก็ได้ประโยชน์สองต่อ ให้ชาวเมืองฉูได้มีน้ำทำเกษตรกรรม แคว้นเราก็จะแก้ปัญหาน้ำท่วมไปได้”
ท่านอ๋องมองลงมาอย่างภาคภูมิใจ เพราะลำพังชายชาติทหารอย่างเขายากจะปกครองได้ดีแต่เมื่อมีที่ปรึกษาชั้นยอดทั้งสองคนเข้ามา งานของเขาก็ง่ายมากขึ้น
แต่เมื่อหันมามองอีกฝั่ง กลับพบว่าเสนาบดีทั้งสองกลับร้อนรนกระวนกระวายอยู่ไม่เป็สุขท่านอ๋องรู้ดีว่า เวลาแบบนี้เขาจะปล่อยให้เกิดปัญหาไม่ได้ และเชื่อว่าาุโทั้งสองท่านก็คงจะเข้าใจดี
“ท่านอำมาตย์เฟยฉี ตอนนี้ทหารของเราเป็ยังไงบ้าง”
“ทูลฝ่าา ทหารของเรามีขวัญและกำลังใจดีเยี่ยมพะยะค่ะ”
“ดี ในเวลาแบบนี้ทหารที่ว่างเว้นจากการศึกเราควรจะออกไปช่วยเหลือประชาชนข้าคิดว่า การจะมอบหมายภารกิจที่สำคัญแบบนี้คงไม่มีใครอีกแล้วที่จะเหมาะสมไปกว่าเสนาบดีฝ่ายกลาโหม” คำพูดของท่านอ๋องทำให้เฟยฉีมีรอยยิ้มขึ้นมาได้
“น้อมรับพระบัญชา” เสนาบดีฝ่ายกลาโหมคุกเข่ารับพระบัญชาท่ามกลางความปลื้มปิติของทุกๆฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ท่านาุโทั้งสอง ที่แอบส่งยิ้มหากันงานเลี้ยงจึงดำเนินต่อไปด้วยความปลื้มปิติของทุกๆ ฝ่าย
จะมีก็เพียงพระมเหสีคนเดียวเท่านั้นดูเหมือนสีหน้าจะเปลี่ยนไปทันทีที่นางกำนัลคนหนึ่งเข้ามากราบทูลอะไรบางอย่าง แล้วพระมเหสีก็รีบรุดออกจากงานเลี้ยงไปในขณะที่ท่านอ๋องมองตามไปด้วยความเป็ห่วงยิ่ง