สามปีต่อมา ณเมืองแคนเบอร์ราประเทศออสเตรเลียภูธเนตรนั่งจิบกาแฟในยามเช้าภาย
ในคอนโดใจกลางเมืองโดยภายนอกมีทิวทัศน์ที่สวยงามตรึงตาตรึงใจและมีอากาศบริสุทธิ์ที่
แสนสดชื่นในยามเช้าอยู่ๆก็มีเสียงใสเล็กๆเอ่ยเรียกเขาอยู่ไม่ไกล
“คุณพ่อขามัดผมให้น้องขวัญหน่อยค่ะ”
“ได้สิค่ะลูก”ห้านาทีผ่านไป
“คุณพ่อมัดผมให้แล้วน้องเสร็จแล้วน้องขวัญไปทานข้าวนะคะจะได้ไปโรงเรียนกันนะคะ”
“ค่ะคุณพ่อ”หลังจากขวัญฤทัยทานข้าวเช้าเสร็จภูธเนตรไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนักเมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจส่งลูกสาวไปโรงเรียนเขาขับเมอร์เซเดสเบ็นซ์คู่ใจ
สีดำสุดหรูมุ่งหน้าเข้าบริษัททนายความโดยภูธเนตรเป็ทนายรุ่นใหม่ที่มีฝีมือที่เก่งมากๆเป็ลำดับต้นๆ
ในบริษัทชั้นนำในออสเตรเลียซึ่งภูธเนตรเป็ทนายที่เก่งในด้านทำคดีเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็เื่ฟ้องอย่าหรือเื่แย่งสิทธิ์ในการปกครองลูกซึ่งภูธเนตรเป็ที่ชื่นชอบของลูกความ
และเพื่อนร่วมงานที่เป็ผู้หญิงด้วยรูปร่างหน้าตาและความเก่งของเขาที่สมบูรณ์แบบทำให้เขากลายเป็
ทนายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในออสเตเลีย่เย็นหลังเลิกงานภูธเนตรพาลูกสาวไปทานข้าวเย็น
นอกบ้านบนเรือหรูกลางแม่น้ำในทุกๆวันเพราะเป็่เวลาที่แสนมีความสุขของภูธเนตรและลูกสาว
เมื่อกลับมาถึงบ้านภูธเนตรก็พาลูกสาวเข้านอนไม่ดึกนัก
“คุณพ่อขาเล่านิทานให้น้องขวัญฟังหน่อยค่ะ”
“ได้สิคะน้องขวัญหนูอยากฟังเื่อะไรดีค่ะ”
“เื่ครอบครัวอบอุ่นของฉันค่ะคุณพ่อ”
“ได้เลยค่ะเดี๋ยวคุณพ่ออ่านให้ฟัง”
“สุดท้ายทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมี......”
ภูธเนตรเล่านิทานยังไม่จบลูกสาวของเขาก็หลับไหลไปก่อนด้วยความเหนื่อยล่า
“หลับซะแล้วเด็กดีของคุณพ่อพ่อรักหนูมากที่สุดในชีวิตของพ่อนะคะน้องขวัญ”
หลังจากขวัญฤทัยนอนหลับไปแล้วด้วยความเหนื่อยล้าภูธเนตรก็เดินไปยังห้องนอนของเขาและนั่งอ่าน
เอกสารเกี่ยวกับคดีความที่เขาทำอยู่อยู่ๆก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเขาจึงรีบกดรับทันทีไม่นานเสียงนมจิตร
ที่อยู่ปลายสายก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเทา
"คุณภูใช่ไหมคะ”
“ครับนม”
“คุณท่านค่ะ”
“คุณท่านคะคุณท่าน”
“คุณพ่อเป็อะไรครับนม”
“บอกผมสิครับนม”
“คุณท่านเสียแล้วค่ะคุณภู”
“ไม่จริงใช่ไหมครับนม”
“นมแค่โกหกให้ผมกลับไปใช่ไหมครับ”
“จริงๆค่ะคุณภูนมไม่หกคุณภูนะคะ”
“คุณท่านหัวใจล้มเหลวค่ะคุณหมอพยายามปั๊มหัวใจคุณท่านแล้วแต่คุณท่านก็ไม่กลับมาค่ะ”
ภูธเนตรวางโทรศัพท์ลงด้วยความช็อกและใเขาทำอะไรไม่ถูกซึ่งในตอนนี้เขารู้แค่ว่าหัวใจของเขา
ปวดหนึบไปหมดไม่มีเรี่ยวแรงไม่นานภูธเนตรก็หรั่งน้ำตาของลูกผู้ชายออกมาที่ได้รับรู้ข่าวร้ายที่สุดในชีวิต
ว่าทนายภูนิวัตน์ผู้เป็พ่อได้จากเค้าไปอย่างไม่มีวันกลับโดยที่เขาเองไม่ได้บอกลาและพูดความในใจที่มีกับ
ผู้เป็พ่อเลยหรือแม้คำขอโทษผู้เป็พ่อที่เขาหอบลูกสาวมาอยู่ต่างประเทศถึงสามปีโดยที่ไม่ได้บอกกล่าว
ท่านเลยเช้าวันต่อมาภูธเนตรและขวัญฤทัยนั่งทานอาหารเช้ากันอยู่สองคนพ่อลูกบนโต๊ะอาหารภายใน
คอนโดหรูใจกลางเมือง
“น้องขวัญคะ”
“ค่ะคุณพ่อ”
“หลังจากทานข้าวเสร็จเราจะกลับเมืองไทยกันนะคะ”
“ทำไมเหรอคะคุณพ่อ”
“ทำไมเราต้องกลับเมืองไทยด้วยล่ะคะ”
“เราจะกลับไปกราบคุณปู่กันค่ะ”
“ทำไมต้องไปกราบคุณปู่คุณปู่เป็อะไร”
“น้องขวัญฟังคุณพ่อนะคะ”
“ตอนนี้คุณปู่ไม่อยู่กับเราแล้วค่ะคุณปู่ไป์แล้วค่ะ”
“ไป์ไกลไหมคะคุณพ่อ”
“ไกลแสนไกลเลยค่ะน้องขวัญ”
ภูธเนตรคุยกับลูกสาวทั้งน้ำตาเมื่อนึกถึงผู้เป็พ่อความทรงจำในวัยเด็กที่เขากับพ่อเคยมีร่วมกันก็ค่อยๆ
เด่นชัดขึ้นมาในหัวเขาและเขาได้แต่เอ่ยพึมพำกับตัวเองถึงผู้เป็พ่อที่จากไปแล้ว
“พ่อครับผมกับหลานกำลังจะกลับไปหาคุณพ่อนะครับ”
“ผมขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ทำไม่ดีไว้กับพ่อแต่ผมอยากบอกว่าผมรักพ่อนะครับ”