ชายชราค่อยๆหุบยิ้มลงใบหน้ากลับกลายเป็ขึงขัง “เ้าพูดเื่อะไร !!!” น้ำเสียงที่กล่าวออกแม้สั่นเครือแต่ยังคงััแรงโทสะออกมาได้อย่างเด่นชัด
“เฮก้า ปู่ว่าปู่พูดชัดมาเนิ่นนานมากแล้วตระกูลของเราจากรุ่นสู่รุ่นเป็ผู้ทำเกษตรกรรม ความถนัดของเราคือการเพาะปลูกพืชพันธุ์และข้าวแม้จะดูเหมือนไม่อาจช่วยเหลือผู้ใดในการศึก แต่หากขาดปากท้องไปเหล่านักรับย่อมไม่มีทางเอาแรงไปชนะศึกแม้ไม่ได้รับเกียรติโดยตรง แต่โดยอ้อมพวกเรามีเกียรติไม่แพ้กัน”
ชาชราพูดออกมาแต่ละคำหนักแน่นดังคนกลับไปเป็หนุ่มอีกครั้ง คนดั่งเค้นพลังเพื่อมาพูดถึงขีดสุดหลังจากพูดจบคนหอบหายใจเล็กน้อย
ใบหน้าเฮก้า หลังได้ฟังมันยังแสดงออกอย่างจริงจังเช่นเคยก่อนกล่าวออก“ท่านปู่ข้าเองก็มีเจตจำนงที่ชัดอยู่แล้วเช่นกัน ตลอดมาข้าช่วยงานทำเกษตรอยู่เรื่อยมาแต่สิ่งเหล่านี้แม้มีเกียรติแต่กลับคล้ายเป็ดั่งโซ่ตรวนล่ามผู้หนึ่งไว้ตลอดชีวิตข้าอยากเห็นโลกกว้าง อยากฝึกฝน อยากกำราบสัตว์อสูรและสุดท้ายอยากให้ตระกูลของเราและท่าน . . .”
“เ้าเงียบไปซะ !!!!”
ก่อนจะได้พูดจบชายชรารีบตัดบทแทรกแทรงขึ้นมาก่อน “ข้าไม่อยากฟังเื่นี้อีกแล้วพรุ่งนี้เช้าเดี๋ยวข้าจะพาเ้าไปเลือกซื้อเครื่องมือทำเกษตรชิ้นใหม่รับรองไม่เหนื่อยเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว”
พูดจบชายชราก็ค่อยๆ ลุกเดินเข้าไปอีกห้อง “ข้าจะไปนอนแล้ว เ้าเองก็ควรต้องนอนเช่นกัน”คนกล่าวจบก็เลื่อนปิดประตูไม้เก่าๆทันที
เฮก้ายามนี้ได้แต่มอง คนพลันอดทอดถอนใจออกมาอย่างอดไม่ได้มันไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่ค่อยๆเก็บจานทั้งหมดและนำไปล้าง ในใจพลันเกิดกระแสหมุนวนหลายคณาแต่ที่น่าเศร้าใจสำหรับมันมากที่สุดคงหนีไม่พ้นบรรยากาศของวันเกิดปู่หลานดูเหมือนจะพังเพราะคำพูดมันเอง
เมื่อเช้าวันใหม่มาถึงขณะที่แสงอาทิตย์ยังไม่สาดส่องดี ร่างของเด็กหนุ่มค่อยๆเปิดประตูออกมาจากบ้านใบหน้ามันปนความเศร้าหมองเล็กน้อยพร้อมพึมพัม
“ท่านปู่ข้าเข้าใจดีว่าท่านเป็ห่วงความปลอดภัยของข้า ไม่อยากให้ข้าตกตายไป แต่ . .. .” กล่าวถึงตรงนี้เฮก้าคล่อยๆ เบกเป้ขึ้นหลังสายตามันกลับกลายเป็มุ่งมั้น “นอกจากความ้าเป็นักรบแล้วกับอาการป่วยของท่าน ไหนเลยการทำเกษตรจะหาเงินมาจ่ายค่าหมอได้”
เด็กหนุ่มกล่าวทิ้งท้ายก่อนเดินจากไปทว่าในมุมหนึ่งของบ้านไม้สายตาหนึ่งมองรอดออกมาจากซอกไม้ที่วางเรียงกันไม่ได้สนิทเท่าไหร่จากในบ้านร่างชราสายตาสั่นไหว พร้อมถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้
“ข้าจะทำยังไงดี . . . . เฮก้า หากเ้า . .. . ไม่ๆเดี๋ยวก่อนๆ” ชายชราเริ่มทำหน้าครุ่นคิดสักพักเริ่มหอบร่างกายอันโรยราไปที่หีบไม้ที่ปลายเตียง
“อย่างน้อยๆหากเ้าหลานคนนี้อยากฝึกนักรบคงไม่เป็อะไร” ตอนนี้ชายชราพูดออกมาในมือถือหนังสือที่มีหน้าปกเหมือนหนังสัตว์สีดำเก่าแก่ “อย่างน้อยๆ คงไม่อาจก้าวข้ามดินแดนนั้นได้ชีวิตมันอย่างไรอาจหลีกเลี่ยงหายนะได้ ไม่เหมือนบรรพบุรุษ ย่อมต้องปล่อยไป ย่อมต้องไม่เป็ไร”
---------------------
ณ มุมหนึ่งของเมืองชายแดนที่ 1
เฮก้าเดินก้าวผ่านไปตามถนน แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องให้แสงสว่างและความอบอุ่นขึ้นทีละน้อยด้วยความที่ยังไม่เช้าดีนัก ร้านต่างๆภายในเมืองจึงยังไม่ปิดทำการถึงแม้ร้านจะมีไม่มากนักก็ตามที
เฮก้ายังคงมุ่งตรงไปข้างหน้าปลายทางย่อมต้องเป็สถานฝึกสอนนักรบฝึกหัดอย่างไม่ต้องสงสัยเด็กหนุ่มเดินก้าวผ่านได้ไม่นาน มันก็มันหยุดยืนตรงประตูไม้บานใหญ่พร้อมอักษรเด่นตระหง่าน สถานฝึกนักรบเมืองชายแดนที่ 1
เด็กหนุ่มก้มมองกระดาษในมือดูเหมือนจะเป็ใบสมัครที่มันเก็บและเตรียมไว้มาเนิ่นนานสภาพกระดาษดูเก่าเล็กน้อยหากแต่กลับไม่ยับเลย
“ข้ารอเวลานี้มานานจริงๆ” เด็กหนุ่มกล่าวกับตัวเองพร้อมค่อยๆผลักประตูเดินเข้าไปข้างใน
“นี่เ้า . . . . . ข้าว่าแล้วเ้าต้องรีบบึ่งหน้ามาที่นี่แน่แต่ไม่คิดเลยว่าจะไม่ชวนข้ามาด้วยแบบนี้” ก่อนที่เฮก้าจะเดินเข้าไปเสียงใสของหญิงสาวดังขึ้นกลบความสงบในยามเช้าไปเสียมิด
“เ้าเองหรอ” เฮก้าหันหน้ามองไปตามเสียงก่อนจะพบร่างหญิงสาวสมส่วนอยู่ในชุดผ้าสีเขียวเข้มใบหน้าเหมือนจะดูเหมือนมีโทสะ แต่ดวงหน้าอันงดงามและผิวพันที่ขาวผ่องกลับทำให้นางยิ่งน่าชวนมองมากกว่าดูน่ากลัว
“ยังจะมี เ้าเองหรือ อีกรออออ” หญิงสาวถลึงตาใส่ “ข้าเองเกิดปีเดียวกับเ้า อายุครบ 15 ปีไปก่อนเ้าหลายเดือน ข้ายังไม่ด่วนใจร้อนรีบมาสมัครเป็นักรบและรอเ้ามาพร้อมกัน”
หญิงสาวกล่าวๆไปพร้อมกับเดินเข้ามาทีละก้าวใบหน้าของเฮก้ายามแรกเปื้อนยิ้ม แต่ยามต่อมามันกับรู้สึกหลังผวา
“ดะ ดะ เดี๋ยว แอทแลนต้า ฟังข้าอธิบายก่อน”
อ๊อกก แค่ก แค่ก
เฮก้ายังไม่ทันได้อธิบายดี แอทแลนต้าเมื่อถึงตัวหญิงสาวไม่พูดอันใดต่อ คนออกหมัดรวดเร็มเข้าไปที่ท้องของเฮก้า อย่างไม่ลังเลใบหน้าเริ่มค่อยๆเผยแววพึงใจ
“ปะ เข้าไปกันเถอะ”
หลังหญิงสาวต่อยท้องและมองเฮก้าตัวงอกุมท้องอยู่ครู่นางก็กล่าวออกมาอย่างร่าเริงพร้อมกับลากมือเฮก้าเข้าไปด้านในโดยไม่รอคำตอบอย่างใดเฮก้าถลึงตามองหญิงสาวจากด้านหลังพร้อมพึมพัม “ยัยคนอำมหิต”
“เ้าว่าอะไรนะ เฮก้า” เพียงเสียงพึมพัมหากแต่กแอทแลนต้ากลับใดยิน นางหันถามทันควันพร้อมกับยังลากเฮก้าเข้าไปเช่นเดิม
“ มะ มะ ไม่มีอะไร เรารีบเข้าไปกันเถอะ” เฮก้ากล่าวจบมันค่อยถอดมือที่จับแอทแลนต้าพร้อมเดินเข้าไปพร้อมกันกับนาง
เมื่อเดินเข้ามาด้านใน ด้านซ้ายและขวาเต็มไปด้วยลานฝึกฝนต่างๆทั้งลานฝึกดาบ ฝึกหอก ฝึกดาบยาว ฝึกขี่ม้าและฝึกธนูสายตาของเฮก้ายิ่งกวาดมองเท่าไหร่ แววตายิ่งเผยความตื่นเต้นออกมาดั่งเด็กซุกซนแอทแลนต้าที่แอบมองหน้าเฮก้าเองก็อดยิ้มออกมาไม่ได้เช่นกัน
ทั้งสองเดินกันมาไม่นานก็มาถึงสิ่งปลูกสร้างคล้ายดั่งอาคารไม้หลังใหญ่ด้านในมีโต๊ะขนาดใหญ่พร้อมกองดาบสุมทับอยู่แต่นอกจากสิ่งของเหล่านี้กลับไม่มีเงาคน
“เอ . . . . ทำไมไม่มีใครอยู่เลยนะ”เฮก้าสอดส่งพร้อมเผยหน้าประหลาดใจ
“เช้าขนาดนี้ มีคนก็แปลกแล้ว” แอทแลนต้ากล่าวตอบเฮก้าทันที “เ้าน่ะรีบเกินไป มาแต่เช้าขนาดนี้ถ้าให้ข้าเดาเ้าแอบปู่เ้ามาใช่มั้ย”
เฮก้ายกมาเกาหัวเล็กน้อย “เ้านี่รู้ทุกเื่ของข้าจริงๆ นะตลอดมาปู่ข้าไม่เคยเห็นด้วย ไม่ว่าข้าจะพูดเช่นไรผลลัพท์ก็ยังเหมือนเดิม”
“ครั้งนี้ข้าเลยไม่เลือกทำแบบเดิมเพื่อหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปอีกแล้ว”
แอทแลนต้ามองไปที่เฮก้าที่ทำหน้าขึงขังอย่างเงียบงันตอนนี้นางไม่ได้พูดอะไรออกมาเพียงยกยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนเท่านั้น
ผ่านไปเพียงชั่วครู่กระแสบรรยากาศเริ่มสั่นไหว ลมพัดโชยไปมาเสียงฝีเท้าไม่ดังไม่เบาของคนผู้หนึ่งเองดังขึ้นมาจนมาหยุดอยู่ด้านหลังของคนทั้งสอง
“เ้าสองคน เข้ามาในนี้ได้ยังไงและเช้าขนาดนี้ไม่เกรงอกเกรงใจผู้คนหรือไร !!!”
เสียงกล่าวดังออกมากังวาลเด่นชัดผสมกับความเงียบยามเช้ายิ่งส่งเสริมให้เสียงกังวานยิ่งขึ้นแรงโทสะขุ่นมัวปนมากับเสียงด้วยเล็กน้อย แน่นอนว่าชายที่พูดย่อมไม่สบอารมณ์ในเวลานี้
เฮก้าและแอทแลนต้าสะดะดุ้งตัวพร้อมค่อยๆหันหน้าไปมองพร้อมดวงตาเบิกกว้างทีละนิด
“ท่านหัวหน้านักรบ ดัตซ์” ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกันดั่งนัดหมาย สายตาทั้งสองตอนนี้ปรากฏภาพชายวัยกลางคนอายุประมาณ40 ปีสวมใส่ชุดเกราะเบาทำจากเหล็กมัดกล้ามที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็อย่างดียิ่งส่งเสริมความน่าเกรงขามและองอาจของคนผู้นี้อย่างปฏิเสธไม่ได้
------------------------------------------------------------------------------------

สถานฝึกนักรบแห่งเมืองชายแดนที่ 1