[uploadedimage:22873830]
ตอนที่ 1หมู่บ้านแสนสุข
ข้าเดินทางมาถึงหมู่บ้านนี้ได้สองวันแล้วที่นี่เป็หมู่บ้านเกษตรกรรมเล็ก ๆ ชายขอบ ที่อยู่ไกลจากอาณาจักร และเดินทางลำบากมากที่สุด ถ้าเทียบกับ15หมู่บ้านชายขอบ ก่อนหน้านี้รวมกันทั้งหมด
ที่นี่มีโรงเตี๊ยมเก่า ๆ ที่คอยรีดไถเงินจากข้าข้าคิดว่าเงินที่ข้าจ่ายไปน่าจะทำให้เขาอยู่ได้ทั้งปีโดยไม่ต้องรับลูกค้าคนอื่น แต่อาหาร อร่อยมาก โดยเฉพาะแฮมรมควัน มันก็ไม่ได้อร่อยที่สุดในอาณาจักร แต่อร่อยแบบลืมไม่ลงและรสชาตินี้หาที่ไหนไม่ได้
และเมื่อลมเย็นๆ พัดผ่านหน้าข้า กลับได้กลิ่นหญ้าจาง ๆ ปนกลิ่นหอมของดอกไม้ไม่ทราบชนิดข้ากวาดตามองเห็นหลายบ้านมีแปลงดอกไม้ขนาดเล็กอยู่หน้าบ้านข้าเดาว่าคงจะเลียนแบบสวนของพวกขุนนาง ช่างเกินตัวสำหรับหมู่บ้านนี้จริง ๆ
อาคารส่วนใหญ่ทำจากหินมีแค่บางหลังเป็อิฐ หรือหินผสมไม้ และที่ทำให้ข้าแปลกใจอีกคือบ้านเหล่านี้มีการทาสี โดยที่บ้านบางหลังมีสีเขียวอ่อน ๆ ของยอดหญ้าบางหลังมีสีเหลืองปนส้มเหมือนรวงข้าวสาลี โดยปกติแล้ว บ้านที่ลงทุนทาสีข้าเห็นแต่บ้านขุนนางหรือเศรษฐีเท่านั้น แต่สิ่งที่สะดุดตาข้าที่สุดท่ามกลางสีสันสดใสพวกนี้ คือ สิ่งที่หายไป โดยปกติหมู่บ้านในอาณาจักรนี้ต้องมีไม้กางเขนแขวนหน้าประตูหรือมีโบสถ์ตั้งอยู่กลางจัตุรัส แต่ที่นี่ไม่มี สิ่งที่ข้าเห็น รูปปั้นเปลือยสตรีมีปีกอย่างโจ่งแจ้ง ไม่เกรงกลัวพระเ้า
“พวกนอกรีต”ข้าคิดในใจ
หรือบางที...ความห่างไกลอาจทำให้พวกมันหลงลืมความกลัว เพราะที่นี่ตั้งอยู่ลึกเข้ามาในหุบเขาและกันดารเสียจน ข้าเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าหมู่บ้านนี้ยังถูกนับรวมอยู่ในเขตแดนของอาณาจักรหรือไม่ พวกคนเก็บภาษีคงมาไม่ถึงที่นี่นานนับทศวรรษแล้วกระมัง...
หากศาสนจักรรู้เื่นี้กองทัพอัศวินศักดิ์สิทธิ์คงกรีธาทัพมาทำพิธี ชำระบาป เปลี่ยนชาวบ้านที่นี้กลายเป็ขี้เถ้ากับคราบเื ภายในสามวัน ข้อหาบูชาเทพนอกรีตถ้าแค่นั้นก็ยังดี ถ้าเป็ บารอนวาเลเรียส ผู้มีศรัทธา ถึงแม้ว่าเขาจะ เป็เด็กโข่งที่น่ารำคาญ แต่ก็ไม่ได้มีจิตใจวิปริตชอบทรมานคนเหมือนขุนนางในเมืองหลวง แถมเขายังมักจะ ไว้ชีวิตเด็กๆ เพื่อแสดงความเมตตาเสมอ
แต่ด้วยบารอนวาเลเรียสขาดแคลนความฉลาด เขาคงไม่ทันคิดว่าการไว้ชีวิตเด็กที่ปราศจากพ่อแม่ท่ามกลางหมู่บ้านที่ถูกเผาทำลายมันก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้เด็กพวกนั้นตายอย่างช้า ๆ และทรมานยิ่งกว่าโดนดาบปะาเสียอีก...
สุดท้ายก็ต้องเป็ภาระข้า แค่คิดข้าก็หงุดหงิด และตอนนี้ข้าไม่มีเวลาคิด ถึงความเขลาของบารอนวาเลเรียสและสุนัขของเขา
ระหว่างพำนักในวันแรกข้าถามชาวเมืองว่ามีเหตุการณ์ตายผิดปกติหรือไม่ คำตอบที่ได้คือไม่มี ไม่มีปีศาจไม่มีผีดูดเื ไม่มีอาชญากรรม ไม่มีเด็กหรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงหายไปซึ่งไม่ปกติอย่างมาก เพราะทุกหมู่บ้าน ทุกเมือง ล้วนถูกคุกคามโดยปีศาจกระหายเืเช่น แวมไพร์ มนุษย์หมาป่า หรือ แม้แต่ ปีศาจ ความสงบที่ไม่ปกตินี้คาใจข้า ทำให้ข้าต้องเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่นานขึ้น
ในวันที่สามชาวบ้านเริ่มมองข้าด้วยสายตาไม่เป็มิตร ระหว่างที่ข้าเดินข้างแอ่งน้ำข้าสำรวจตัวเองในเงาสะท้อน ข้าเป็หนุ่มรูปงาม คางบุ๋มได้รูป โหนกแก้มใหญ่คิ้วหนาจนเกือบจะติดกัน มีรอยแผลสุดเท่ขนาดใหญ่ลากยาวที่ด้านขวาของใบหน้ามีเพียงผมข้าที่เริ่มบางลง ทำให้ข้าต้องใส่หมวกทรงสูงสีดำ
เสื้อของข้าก็ไม่ใช่ของถูกเป็หนังวัวอย่างดีที่ตากแดดจนแข็งและเหนียวพร้อมกับพรจากนักบวชหลายคนซ้อนทับกันพร้อมกับเสื้อและกางเกงแขนยาวสีดำปอน ๆ รองเท้าแม้จะไม่ได้ขัดเงาแต่ข้าก็ซื้อมันมาแพงพร้อมความพิเศษ ที่ทำให้ข้าวิ่งได้ไวขึ้น แถมเข็มขัดของข้ายังมีแต่ของมีประโยชน์ไม่ว่าจะเป็น้ำมนต์, ไม้กางเขนจากเงินบริสุทธิ์และไบเบิลขนาดเล็กปกหนังมนุษย์ที่ห้อยอยู่ ไบเบิลนี้ข้าก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็พรหรือไม่ แต่แค่ว่าในร้านมันแพงที่สุด ข้าเลยซื้อมันมา
นอกจากนี้ที่หลังข้ายังสะพายดาบคู่ใจที่ข้าเอาไปชุบเงินมา ถึงจะไม่คมเท่าเดิมแต่มันมีประโยชน์ในการปราบปีศาจหลายประเภท และที่สำคัญ มันสวยมาก ข้าชอบมันมากทุกครั้งที่ดึงดาบออกมาโชว์ ผู้คนต่างมองมันด้วยความสนใจแม้กระทั่งปีศาจก็ยังเกรงกลัวดาบเงินของข้า
ข้าขมวดคิ้วสงสัยว่าทำไมชาวบ้านถึงไม่เป็มิตรกับข้าทั้งที่ข้าดูดีขนาดนี้ แถมปกตินักล่ามักได้รับการต้อนรับและว่าจ้างอยู่เสมอ ๆโดยเฉพาะหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ชายขอบ
ในคืนที่สามข้าเข้าไปในร้านอาหาร ตัวร้านดูแปลกตา เป็ร้านอาหารชั้นเดียวทำจากไม้สีดำเมื่อข้าเข้าไปดูใกล้ ๆ สีดำของมันเกิดจากรอยเผาไฟ จากไม้ที่กลายเป็ถ่านแต่ก็ยังดูเป็ไม้มากกว่าถ่าน ถึงข้าจะใส่ชุดดำเป็ปกติแต่ตัวอาคารสีดำนี้ทำให้ข้าไม่สบายใจเอาเสียเลย
ข้าสั่งอาหารมาทานมีขนมปังแข็ง ๆ, แฮมรมควันรสเลิศและเชอร์รี่ป่า ข้าบอกได้เลยว่าแฮมอร่อยมาก และที่สำคัญข้าได้กลิ่นปีศาจจากอาหารจานนี้ ข้าหยิบเชอร์รี่ป่ามาดมเพื่อความแน่ใจแล้วข้าฉีกยิ้มออกมา ดูท่าว่าการอยู่ที่นี่ต่อจะไม่เสียเปล่าเวลาสนุกกำลังจะเกิดขึ้น สัญชาตญาณนักล่าของข้าบอกว่า เหยื่อที่แอบซ่อนอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ข้ายังหยิบขนมปังแข็งๆ กินต่อไปคู่กับแฮม โดยดวงตากวาดไปรอบ ๆ เพื่อมองหาเหยื่อของข้าข้ามองไปทางโต๊ะทางขวา มีชายหนุ่มผมทอง กำลังกินอาหารอยู่ เขาหันมาสบตาข้าและในวินาทีนั้น ชายหนุ่มรีบหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ราวกับหวาดกลัวข้า ปีศาจหรือ?ยังไม่แน่ใจ
ข้าลุกขึ้นจากโต๊ะเดินเข้าไปประจันหน้าตรงข้ามกับเขา แล้วถามว่า “เ้ากลัวข้าหรือ?”
ข้ากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำหล่อๆ ดวงตาจับจ้องชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า เขาดูสั่นเล็กน้อยและพยายามหลบสายตาของข้าริมฝีปากของเขาบิดเบี้ยวเล็กน้อย นั่นดูเหมือนรอยยิ้มแต่เป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
“ม-ไม่หรอกขอรับ”เขาตอบกลับ แต่ข้ากลับไม่เชื่อวาจาที่สั่นเครือนั่น ข้ายื่นหน้าไปใกล้เพื่อดูแววตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลของเขา กลิ่นเหล็กคาวคละคลุ้งออกมาจากร่างกายของเขาข้าเคยได้กลิ่นนี้มาก่อน กลิ่นของเื ข้าเริ่มแน่ใจ
ข้าอยากจะฟันเขาให้ขาดครึ่งเสียตอนนั้นแต่เพื่อความแน่ใจ “ข้ามีอะไรให้เ้าดู”
ข้าเอามือซ้ายหยิบไม้กางเขนเงินและชูใส่หน้าชายคนนั้น คนในร้านหันมามองข้า
ชายหนุ่มตรงหน้าข้าตาเบิกกว้างริมฝีปากสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ขณะที่ข้าเพ่งมองปฏิกิริยาของเขาเขาหลบสายตาลงพลางบีบถ้วยน้ำที่ถือไว้ในมือแน่นจนมันเกือบจะแตกเป็เสี่ยง ๆเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นบนหน้าผากของเขา ราวกับกำลังต่อสู้กับบางสิ่งที่มองไม่เห็นข้าจ้องมองเขาด้วยแววตาเฉียบคม มือที่ถือไม้กางเขนเงินยังคงชูไว้ตรงหน้ารอคอยคำตอบหรือท่าทีที่เผยความจริงของชายหนุ่มผู้นี้
"อ-อย่าทำร้ายข้าข้าไม่ได้ทำอะไรผิด!" เขาโพล่งออกมา เสียงสั่นระคนความหวาดหวั่นดวงตาสีน้ำตาลของเขาเหลือบมองข้าอย่างหวาดระแวง
ข้าเพียงแสยะยิ้มเล็กน้อย"ถ้าเ้าไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วทำไมเ้าถึงกลัวข้าขนาดนี้?" ข้าถามเสียงต่ำพลางลดไม้กางเขนลงเล็กน้อยแต่ยังคงจับจ้องเขาไม่วางตา
ชายหนุ่มสั่นหัวไปมาอย่างรุนแรง"ข้าสาบานว่าข้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกปีศาจ! ข้าแค่...แค่..."เขาพูดติด ๆ ขัด ๆ เสียงแ่จนเกือบไม่ได้ยิน
ข้าเริ่มไม่พอใจความอดทนของข้าถูกทดสอบ แต่ก่อนที่ข้าจะทันได้กดดันเขามากไปกว่านี้เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากทางเข้าร้านอาหาร
ข้าหันไปมองและพบกับชายร่างใหญ่สูงผอมแต่แข็งแรง หนวดเครารุงรัง ใส่เสื้อคลุมเก่า ๆที่เคยดูดีในอดีต เขาก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่จริงใจ และในมือเขาถือทัพพีไม่สิ มันคือ กระบวยเหล็กอันใหญ่ที่ดูเหมือนจะผ่านการใช้งานมานักต่อนัก
"ขอโทษทีข้าได้ยินว่าเ้า...กำลังทำให้แขกของข้าลำบากใจอยู่"ชายร่างใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงอำนาจดวงตาของเขาเปล่งประกายราวกับเปลวเพลิงที่คอยเฝ้ามองในความมืดข้ารู้ทันทีว่าคนนี้ไม่ธรรมดา
ข้าหันไปเผชิญหน้ากับเขาพร้อมลูบด้ามดาบเงินของข้าที่หลังเบา ๆ "แล้วท่านเป็ใครล่ะ?" ข้าถามพร้อมกับความระแวดระวังที่เพิ่มขึ้นในใจ
"ข้าคือเ้าของที่นี่...และคนที่คอยดูแลแขกที่นี่ให้ปลอดภัยจากโจรปีศาจ และ" เขาหยุดชั่วครู่ ดวงตาจ้องมาที่ข้าด้วยความหมายลึกซึ้ง"...นักล่าแวมไพร์ที่ไม่พึงประสงค์"
บรรยากาศในร้านเงียบสงัดชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ต่างหยุดการสนทนา หันมามองเหตุการณ์ที่กำลังจะปะทุข้าได้แต่ยืนนิ่ง สูดหายใจลึก เตรียมพร้อมสำหรับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น
“ทางเราขอให้ท่านออกไปและค่าอาหารของท่าน ถือว่าข้าเลี้ยงท่านเอง”
ข้าชะงักไปชั่วขณะพลางพิจารณาถ้อยคำที่ดูสุภาพแต่แฝงไปด้วยคำสั่งที่ชัดเจนจากชายร่างใหญ่ตรงหน้าเขามองมาที่ข้าด้วยสายตาที่ไม่หวั่นไหว ข้ารู้ว่าเขาไม่ใช่แค่ชาวบ้านธรรมดาข้าคาดการณ์ว่ามือของเขาต้องเคยสังหารคนมาแล้วแน่นอน
ข้าสูดหายใจลึกเก็บไม้กางเขนเงินใส่เข็มขัดอย่างช้าๆสายตาจับจ้องไปยังชายร่างใหญ่ที่ยังคงยืนอยู่อย่างมั่นคง“ข้าก็แค่มาที่นี่เพื่อช่วยเหลือหมู่บ้านนี้จากอันตราย หากไม่มีอะไรต้องกังวลข้าจะไม่รบกวนเ้า” ข้ากล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ แต่ในใจยังเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“เราไม่้าความช่วยเหลือจากคนนอกอย่างท่านที่ผ่านมาเราดูแลตัวเอง และทุกอย่างก็เป็ไปได้ด้วยดีข้าขอบคุณในความหวังดีของท่าน” เขากล่าว ก่อนจะเอียงศีรษะไปทางประตูเป็สัญญาณให้ข้าออกไป
ข้ามองไปรอบๆ ผู้คนยังคงจ้องมาที่ข้าด้วยสายตาที่ไม่เป็มิตรข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมถอยชั่วคราว ข้าลุกขึ้นจากโต๊ะอย่างไม่เร่งรีบ“ข้าจะกลับห้องพัก รุ่งสาง ข้าจะออกเดินทาง”
ชายร่างใหญ่พยักหน้าเล็กน้อยสีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย แต่แววตายังคงแฝงไว้ด้วยความเคร่งขรึม
ข้ากลับไปที่ห้องพักเล็กๆ ในโรงเตี๊ยมที่แม้จะดูเก่าโทรม แต่ก็ดูเหมือนจะเพียงพอสำหรับการพักผ่อนสั้นๆ ไม่กี่คืนข้าปลดดาบเงินของข้าแล้ววางไว้ใกล้มือเผื่อจำเป็ต้องใช้ข้าหย่อนตัวลงบนเตียงที่แข็งราวกับแผ่นไม้หัวใจของข้ายังเต้นแรงจากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา สัญชาตญาณนักล่าของข้าบอกว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ปกติ
ข้าหลับตาลงเพื่อรวบรวมความคิดดวงตาสีน้ำตาลของชายหนุ่ม, ชายร่างใหญ่ที่ไม่เกรงกลัวและความสงบสุขที่ดูจะมากเกินไปของหมู่บ้านแห่งนี้ยิ่งทำให้ข้าไม่ไว้ใจข้าพยายามข่มตาลง แต่ข้านอนไม่หลับ
ข้าลืมตาขึ้นมา กลางดึกดวงจันทร์ยังส่องสว่างอยู่บนฟ้า ข้าจุดตะเกียงขึ้นมาเพื่อเก็บสัมภาระของข้าระหว่างนั้นข้ามองออกไปนอกหน้าต่างโล่งๆ ข้าเห็นเงาคน ข้าจ้องไปข้าเห็นเป็คน...คนตัวเล็ก ที่อาจจะเป็คนแคระ เดินบนถนนมืดๆ เงียบๆโดยไม่มีตะเกียงหรือแสงใดจากตัวโชคดีของข้าที่แสงจันทร์สว่างพอที่จะทำให้ข้าเห็นความผิดปกตินี้
ไม่รอช้าข้ารีบคว้าดาบ และไม้กางเขนเงิน เข็มขัด และทุกอย่างที่จำเป็ไปกับข้าข้ารีบออกไปบนถนน คืนนี้แสงจันทร์สว่างพอที่จะทำให้เห็นทุกสิ่งบนถนนข้ารีบตามเงาเล็กๆ นั่นไป แล้วเ้าของเงานั่นก็เหมือนจะรู้ตัวจึงได้พยายามวิ่งหนีข้า แต่เปล่าประโยชน์ ข้าวิ่งได้ไวกว่ามัน
หมู่บ้านนี้ไม่ได้ใหญ่เ้านั่นระหว่างวิ่ง ได้ะโขอความช่วยเหลือ “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!ใครก็ได้ช่วยข้าที!”
ข้ามีเวลาไม่มากแต่ก็เพียงพอมันวิ่งเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ข้ารีบวิ่งตามไปยังหน้าบ้านหลังนั้น มองประตูที่ปิดข้าพยายามเปิดประตู แต่เปิดไม่ออก ประตูทำจากไม้เนื้อแข็ง แต่ข้าก็สามารถทำลายได้แต่ตรงประตูมีหน้าต่างกรุบานไม้ฉลุลวดลายวิจิตรจนสามารถมองลอดเข้าไปได้ข้าเลือกทางที่ง่ายกว่า ด้วยการใช้ดาบฟาดฟันงานศิลปะหรูหรานั้นจนแตกกระจาย แล้วปีนเข้าไป
ข้าะโลงมาที่พื้นกลางบ้านกวาดสายตามองรอบ ๆ ในที่สุดข้าก็เจอเหยื่อของข้าข้าใช้มือซ้ายหยิบไม้กางเขนเงินออกมาชูไว้ข้างหน้า และมือขวาถือดาบพร้อมฟาดฟันข้าเดินเข้าไปช้า ๆ ผ่านโต๊ะเขียนหนังสือ และเตียงไม้เล็ก ๆ ไปอย่างระมัดระวังเข้าหาเหยื่อของข้า ซึ่งมันยังะโร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านแต่เปล่าประโยชน์ ปีศาจตนนี้ไม่มีทางรอดมือข้าไปได้
ข้าเข้าไปใกล้ๆ ในแสงจากดวงจันทร์สาดส่องเข้ามา ข้าเห็นมันอยู่ในชุดคลุมทั้งตัว
“ข้าอยากเห็นหน้าเ้า”
เป็ไปตามความ้าของข้าเ้าปีศาจนั่นถอดชุดคลุมออก ทำให้เห็นดวงตาสีฟ้า มีแสงสีแดงออกจากดวงตา, หูที่แหลมตั้งขึ้นและมีคมเขี้ยวเล็ก ๆ มองไปที่นิ้วมือ ข้า้าเห็นเล็บที่แหลมคมแต่นั่นมันทู่เกินไป แต่ว่าข้าพึงพอใจ ที่สุดท้ายข้าก็เจอเหยื่อของข้า
*************จบตอนที่ 1*************