ไม่มีใครแปลกใจกับสิ่งที่เสวียนเทียนชิงพูดเขามาที่เขตผาเหินอย่างไรก็ต้องขึ้นไปที่ว่าการเขตเพื่อพบกับคนตระกูลเซี่ยผู้นั้นไม่ว่าจะเพื่อประกาศออกไปหรือบีบบังคับตระกูลเซี่ยทางอ้อมอย่างไรเสวียนเทียนชิงก็ต้องไปเขายังเชื่อว่าต่อให้เื้ัตระกูลเซี่ยจะ้ากำจัดเขาแค่ไหนแต่ต่อหน้าก็ยังต้องฝืนจำใจช่วยเหลือเขา
“ไปเถอะเสียดายที่ถนนขึ้นผาชั้นเจ็ดไม่ผ่านสำนักดารา ทั้งสามดาบคลั่งทั้งกลุ่มอี้สิง ปล่อยคนเข้ามาขนาดนี้ข้าอยากรู้นักว่าเป็ความ้าของผู้ว่าการหรือของตระกูลเซี่ยกันแน่”
เสวียนเทียนชิงเดินนำออกไปโดยมีสองสาวใช้ประกบซ้ายขวาคำพูดของเขาไม่ได้จงใจปกปิดดังนั้นพริบตาเดียวข่าวนี้ก็กระจายไปทั่วเสวียนเทียนชิงขึ้นผาจะราบรื่นหรือไม่ล้วนไม่ต้องเดาก่อนจะไปถึงชั้นเจ็ดหากผู้ว่าการไม่้าเจอเสวียนเทียนชิงก็ต้องมีคนมาขวางทางเขาแน่
ยิ่งตระกูลฉินยิ่งรู้ดีว่าหากเสวียนเทียนชิงเจอผู้ว่าการคราวนี้จะสังหารเขาในเขตผาเหินก็เป็เื่ยากแล้วไม่ว่าตระกูลฉินหรือตระกูลเซี่ยหรือแม้แต่ราชวงศ์เองก็ไม่้าผิดใจกับตระกูลเสวียนอย่างออกนอกหน้าเสวียนเทียนชิงขึ้นชั้นเจ็ดพบผู้ว่าการสำเร็จอย่างน้อยเพื่อแสดงมารยาททางที่ว่าการเขตก็ต้องส่งกองทัพหลวงส่วนหนึ่งอารักขาเขาออกจากเขตผาเหินหากเสวียนเทียนชิงทำเื่นี้ได้สำเร็จก็เท่ากับเขาก้าวผ่านเขตผาเหินไปได้อย่างปลอดภัย
ถนนขึ้นผาวันนี้เงียบเชียบจนแทบจะไร้ผู้คนเสวียนเทียนชิงนำสองสาวใช้เดินขึ้นผากระทั่งเยียบชั้นที่ห้าที่มีคนมากที่สุดก็ยังมองไม่เห็นคนบนถนนสักคนเดียวแน่นอนว่าในมุมมืดรอบถนนล้วนมีคนของกองกำลังต่างๆคอยจับตาดูอยู่ตลอดการปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ยังดำเนินมาถึงตอนนี้จะมีก็แต่เสวียนเทียนชิงและสาวใช้ทั้งสองเท่านั้นที่ยังไม่มีใครมายุ่งวุ่นวาย
ก็อย่างที่เห็น...นายบ่าวกลุ่มนี้สามารถสังหารคนกลุ่มอี้สิงไปเกือบหมดและในนั้นยังมีปรมาจารย์ท่านหนึ่งอยู่ด้วยกองกำลังเล็กๆในเขตผาหินจะหาปรมาจารย์สักคนก็ต้องเป็รุ่นบรรพบุรุษของตระกูลแล้ว คนที่จะหยุดเสวียนเทียนชิงไม่ให้ขึ้นชัดเจ็ดได้เกรงว่าคงมีอยู่แค่ไม่กี่คน
มาถึงตอนนี้ทั้งตัวเสวียนเทียนชิงเองและคนระดับสูงในเขตผาเหินก็พอจะเดาได้แล้วว่าเป็ใครที่จะมาหยุดเขา
“จากแดนอุดรมาแสนไกลก็เพื่อตายอย่างอนาถที่นี่รึ?ปรมาจารย์ขั้นสามอย่างท่านไม่น่าจะอยู่ใต้อำนาจของเมืองนภาครามหรือว่าเ้าเด็กเมื่อสองปีก่อนจะเป็คนสำคัญของทุ่งอุดร?”
ผ่านชั้นห้าขึ้นมาได้ครึ่งทางเสวียนเทียนชิงก็เดินต่อไปไม่ได้แล้วเบื้องหน้าของเขายามนี้มีชายชราแขนเดียวผู้หนึ่งกำลังนั่งขวางอยู่กลางถนนผมสีดอกเลาปลายคางแหลมคิ้วเรียวยาวเหมือนดาบยามลืมตาขึ้นมาเผยให้เห็นดวงตาเล็กแหลมราวกับสัตว์ร้าย ที่ด้านข้างของเขามีดาบเหล็กสีทองแดงเล่มหนึ่งปักลงพื้นส่องประกายราวดับดวงตะวันแผดเผา
“เขาแซ่เหวิน”
ริมฝีปากของชายชราขยับเล็กน้อยส่งเสียงราบเรียบออกมาอย่างไรอารมณ์ดวงตาของเขายังคงจดจ้องไปยังเสวียนเทียนชิงเขม็งส่งแรงกดดันออกไปจนทำให้ชิงเหนียวกับลู่หยาต้องขยับเขามาใกล้เสวียนเทียนชิงเพื่อต้านแรงกดดันนั้นเอาไว้ส่วนตัวเสวียนเทียนชิงหลังจากได้ยินคำนั้นก็พยักหน้าร้อง อ้อ ออกมาคำหนึ่ง
“เหวินลิ่ว ซาง สามดาบคลั่งแห่งทุ่งอุดร ไม่คิดว่าวันนั้นที่ข้าฆ่าไปจะเป็คนแซ่เหวินดาบดำลิ่วหัวกงชวางสำนักดาราอยู่เช่นนั้นท่านก็คือดาบทองแดงซางฉู่สินะข้าสงสัยนักว่าหากเ้านั่นแซ่เหวินแล้วทำไมวันนี้ถึงไม่ใช่ดาบแดงเหวินซู่ที่มา?”
“เ้าไม่คู่ควร”
คำตอบจากชายชรายังคงสั้นกระชับไร้อารมณ์สามดาบคลั่งแห่งทุ่งอุดรคือปรมาจารย์ดาบสามคนที่สาบานเป้นพี่น้องกันั้แ่อายุยังน้อยดาบดำลิ่วหัวกงและดาบทองแดงซางฉู่นั้นั้แ่สิบปีก่อนก็บรรลุขั้นญาณทิพย์่ท้ายเป็ปรมาจารย์ขั้นสามทั้งคู๋ส่วนดาบแดงเหวินซู่นั้นสามปีก่อนได้ทะลวงผ่านปรมาจารย์ขั้นสี่เหยียบเข้าขั้นรู้แจ้งไปแล้วในขั้นปรมาจารย์แม้จะมีแยกย่อยสิบระดับแต่ก็ยังมีการแบ่งออกเป็สี่ขอบเขตใหญ่เช่นกันคือขั้นญาณ์ทิพย์รู้แจ้ง ััมรรคและสุดท้ายคือปรมาจารย์ขั้นสิบซึ่งถือเป็พันธะนาการสุดท้ายของมนุษย์เรียกว่าขั้นตัดพันธะ
ดังนั้นที่ว่าไม่คู่ควรก็คือเสวียนเทียนชิงและสาวใช้ทั้งสองต่อให้โดดเด่นท้ายทาย์แค่ไหนอย่างมากก็พอจะต่อต้านขั้นญาณทิพย์ได้เท่านั้นการจะให้ขั้นรู้แจ้งลดตัวมาเล่นกับพวกเขาถือว่าเป็การิ่เกรียติตัวเองและเสียศักดิ์ศรีอย่างยิ่งอีกอย่างกฎที่ตระกูลเสวียนพูดไว้ในการท่องบูรพาของเสวียนเทียนชิงก็คือปรมาจารย์ขั้นรู้แจ้งห้ามลงมือกับเขามิเช่นนั้นจะต้องถูกตระกูลเสวียนล่าสังหารถึงคำพูดนี้จะเป็แค่คำพูดลอยๆ ที่ไม่ได้ลงนามตามข้อตกลงเหมือนการส่งเสวียนเทียนชิงออกจากเมืองนภาครามแต่คำพูดประโยคนี้กลับออกมาจากปากของเสวียนอู่หยาง
ดังนั้นทั่วทั้งแดนเบญจภพจึงไม่มีใครกล้าส่งปรมาจารย์ขั้นสี่ขึ้นไปมาลอบสังหารเสวียนเทียนในตลอดสามปีที่ผ่านมา
เสวียนเทียนชิงยิ้มเล็กน้อยไม่ได้กล่าวอะไรอีกแต่ชักกระบี่ที่อยู่ข้างเอวออกมาซางฉู่ขวางทางอย่างไรเขาก็ต้องสู้หากจะฝ่าไปอีกฝ่ายคือปรมาจารย์ขั้นสามเหนือกว่าปรมาจารย์เฝิ่นไม่รู้กี่เท่ากระทั่งปรมาจารย์อู่ของกลุ่มอี้สิงก็ยังเทียบไม่ได้สามดาบคลั่งได้ชื่อนี้มาเป็ฉายาย่อมไม่ใช่ปรมาจารย์ทั่วไป ในแดนเบญจภพปรมาจารย์แม้มีน้อยแต่นั่นก็เพราะเทียบกับสัดส่วนของประชากรทั่วทั้งแดนเบญจภพหากนับจำนวนจริงก็ยังมีอยู่มากมายแต่ว่ามีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ได้รับฉายาและโดดเด่นเหนือคนอื่น
“ไป!”
เสวียนเทียนชิงคำรามเสียงต่ำออกมาคำหนึ่งพร้อมกับแทงกระบี่ออกไปเบื้องหน้าชิงเหนียวกับลู่หยาเองก็ลงมือเช่นกัน หนึ่งคนไปทางซ้ายหนึ่งคนไปทางขวาชิงเหนียวฝึกกระบี่แม้ไม่ใช่เพลงกระบี่ของตระกูลเสวียนแต่ก็ยังนับเป็วิชากระบี่มีชื่อของแดนเบญจภพส่วนลู่หยานั้นยิ่งแล้วใหญ่เพราะที่นางฝึกคือวิชาลับของนักฆ่าตระกูลเสวียน
ประกายดาวหางนำทางกระบี่ของเสวียนเทียนชิงพริบตาเดียวก็ห่างกับซางฉู่เพียงสามก้าวกระบี่ของชิงเหนียวราวพิรุนโปรยแหลมคมดุจหยาดฝนนับร้อยอย่างไรก็ตามสายตาของซางฉู่ยามนี้กลับไม่ได้มองไปที่กระบี่ของเสวียนเทียนชิงหรือชิงเหนียวแต่กลับเบนไปทางซ้ายเห็นเพียงเงาดำวูบไหวสายหนึ่ง
มือขวาของซางฉู่ไม่รู้ว่ากำด้ามดาบทองแดงั้แ่เมื่อไหร่ยามนี้เขาดึงดาบที่ปักลงพื้นขึ้นมาปลายดาบทองแดงสาดแสงประกายเพลิงก่อนจะถูกกระแทกลงพื้นอีกครั้งการกระทำนี้ดูแล้วลื่นไหลไม่มีอะไรน่ากลัวทว่าพริบตาต่อมาคลื่นปราณที่ร้อนแรงกลับปะทุขึ้นเหมือนูเาไฟะเิปราณดาบสามสายพุ่งออกมาจากปลายดาบที่ปักลงพื้นพร้อมร่างชราของซางฉู่ที่ลุกขึ้นยืน
ปัง! ปัง! ปัง!
ปราณดาบดุจเพลิงสามสายพุ่งออกไปกระแทงพวกเสวียนเทียนชิงทั้งสามคนจนต้องถอยกลับไปหลายก้าวชิงเหนียวกับลู่หยายังไม่เท่าไหร่เพราะพวกนางก็คือปรมาจารย์เช่นกันแต่เสวียนเทียนชิงที่ยังอยู่ในขั้นเบิกิญญานั้นการรับดาบนี้ของซางฉู่ถือว่าหนักหนาอย่างยิ่งเขาทรงพลังกว่าปรมาจารย์เฝิ่นหลายเท่าและยามลงมือก็ไม่คิดออมมือสักนิด
“สายสุริยันงั้นรึ?ดาบนี้ไม่เลวเลยจริงๆ”
เสวียนเทียนชิงเหลือยมองแขนเสื้อที่ไหม้จากการรับดาบก่อนจะมองไปยังซางฉู่ด้วยสีหน้าจริงจังแค่ซางฉู่ลงมือง่ายๆครั้งหนึ่งความรุนแรงก็เทียบได้กับตอนที่ปรมาจารย์เฝิ่นใช้ดาบัผู้พิชิตแล้ว!เสวียนเทียนชิงสูดหายใจเข้าลึกเหลือมองชิงเหนียวกับลู่หยาครั้งหนึ่งก่อนจะลงมืออีกครั้ง
คราวนี้ทั้งสามคนล้วนะเิพลังปราณออกมาทั้งหมดชิงเหนียวกับลู่หยาบรรลุขั้นปรมาจารย์ล้วนควบคุมจิตได้อย่างสมบูรณ์คนหนึ่งใช้กระบี่สายฝนส่วนอีกคนใช้วิชาลับของตระกูลเสวียนชิงเหนียวออกกระบี่แต่ละครั้งลื่นไหลควบคุมไอน้ำกลั่นเป็กระบี่ฝนโจมตีอย่างต่อเนื่องไม่ปล่อยให้ซางฉู่มีเวลาคิดส่วนลู่หยาขอเพียงซางฉู่เปิดช่องโหยวก็จะถูกปลายมีดสั้นจากเงาของนางเล่นงาน
เสวียนเทียนชิงดูไปแล้วก็หน้าอนาถที่สุดเพราะทุกครั้งที่เขาปะทะกับปราณดาบของซางฉู่ก็ต้องถูกบังคับให้กระเด็นออกมาทุกครั้งการต่อสู้ชุลมุลสามรุมหนึ่งครั้งนี้ต่อให้คนโ.มาดูก็ยังรู้ว่าฝ่ายเสวียนเทียนชิงนั้นเสียเปรียบขนาดไหน ชิงเหนียวกับลู่หยางยังปะทะซึ่งหน้าได้แต่ยิ่งมาสีหน้าก็ยิ่งซีดลงส่วนเสวียนเทียนชิงนั้นไม่รู้ว่าถูกปราณดาบกระแทกจนกระเด็นกลิ้งออกไปกี่ครั้งแล้ว!
อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่เสวียนเทียนชิงถูกปราณดาบกระแทกออกไปนั้นจุดที่เขากระแทกพื้นล้วนมีเศษหินเศษดินกระจายออกมาคนที่มองอยู่คงคิดว่าเขาต้องาเ็ไม่น้อยเพราะแรงกระแทกที่ถึงกับทำให้ถนนแตกแต่ว่ามีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้คิดเช่นนั้น
เดิมทีถนนขึ้นผาของที่นี่ก็ไม่ได้ตั้งอยู่ห่างไกลผู้คนแต่ว่าเป็ถนนที่ตัดผ่านกลางเมืองของแต่ละชั้นหากไม่ใช่วันนี้เกิดเื่ใหญ่ไม่ว่าจะเป็ถนนของชั้นไหนก็ล้วนมีผู้คนเดินกันขวักไขว่สองข้างทางรอบถนนก็มีตึกราบ้านช่องอยู่เต็มไปหมดและวันนี้บนยอดตึกแห่งหนึ่งก็ปรากฏร่างชราถือน้ำเต้าสุราเช่นเดียวกับวันนั้น
“ฝีมือด้านค่ายกลของเ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดาจริงๆทักษะการแสดงก็ไม่เลว เหอๆคนเ้าเล่ห์เช่นนี้กลับมีคนไม่น้อยเคารพเลื่อมและยอมติดตามเขาเสียได้”
ชายชรามองเสวียนเทียนชิงกระเด็นไปทางนั้นทีทางนี้ทีพลางส่ายหัวออกมาก่อนจะเหลือบตามองไปยังถนนชั้นสามของเขตผาเหินขณะที่ความสนใจของคนทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่การต่อสู้ของเสวียนเทียนชิงกับซางฉู่โดยไม่รู้ตัวกลับมีคนกลุ่มหนึ่งมาถึงเขตผาเหินแล้ว!