ตอน 4 พระหัตถ์สีชาด
ผิงหยางโกลาหล โฮ่วฉินถูกโค่นล้ม ฏซุกตัวอยู่รอบกาย จวบจนข้ามิอาจระวังภัย รัชทายาทยังเยาว์รอสืบทอด หากข้าสิ้นเมื่อใดแล้ว... มีเพียงโจวไฉเฉิงผู้เดียวที่ข้ายินยอมให้เป็ใหญ่ สำเร็จราชการแทนไท่จื่อจนกว่าจะถึงวัยสืบทอด นอกเหนือจากนี้ผู้คุมตราพยัคฆ์ สามารถสอนสั่งการคนนับแสน ใหญ่โตเหนือทัพหกทิศ ขุนนางน้อยใหญ่ต้องหลีกทางโค้งก้ม เฉกเช่นที่เคารพข้า จบราชโองการ....
“ขอบพระทัยฝ่าา ข้า... โจวไฉเฉิงมีความแค้นต้องไล่ล่า หนักหนาต้องได้ชะล้าง ขาวขุ่นต้องได้กวัดไกวจนใสแจ้ง โปรดวางใจ ทุกความหนักหนาข้าจะรับไว้เอง” ไฉเฉิงคุกเข่าคำนับต่อจักรพรรดิ เพื่อน้อมรับราชโองการและกล่าวคำมั่นถวายตัว
หลังจากสะสางพระศพจนเบาใจ ไฉเฉิงและบุตรชายผู้ผูกติดกายราวปาท่องโก๋ มุ่งหน้าไปยังตำหนักฮวาเหมี่ยนอวี่ เพื่อชิงตัว ปกป้องไท่จื่อจากมารร้าย
...ทันทีที่เท้าย่างออกจากขื่อคาน ไฉเฉิงสลัดร่างคราบคนเมินเฉยผู้ลอยตัวเหนือทุกสถานการณ์ เป็คนที่ยินยอมทวงคืนทุกความยุติธรรมแก่ราชวงศ์ให้สมกับที่ฝ่าาไว้วางใจ
“สถานการณ์มาถึงขั้นนี้ ถือว่า์เมตตาข้า ยิงธนูดอกเดียวได้นกถึงสองตัว” ไฉเฉิงแหงนหน้ามองฟ้าพร่ำพูดในใจผู้เดียว
*คำเปรียบเปรย มีความหมายนัยๆ ว่า ได้อำนาจปกครองคน และ ได้หนทางที่ง่ายต่อการสืบสาวปลดปมในใจที่รอวันแก้แค้น ในเวลาเดียวกัน*
“ชิงเจ๋อ!! ถือไว้ให้ดี อย่าให้ห่างกายแม้แต่คืบนิ้ว” ไฉเฉิงโยนราชโองการผืนใหญ่ให้ชิงเจ๋อรักษาด้วยชีวิต
“พวกขุนนางชั่ว เศษสวะเดนคน สตรีแพศยาที่วางแผนคุมวัง กระทั่งลอบปลงพระชนฝ่าา ต้องไม่มีสักคนที่หนีขุมนรกพ้น” เ้าแห่งอวิ๋นเทียนชี้เป็ชี้ตายอย่างหนักแน่น เพียงคำพูดไม่กี่ประโยค ทำเอาผู้ติดตามเสียวสันหลังวูบวาบ
**********
ณ ตำหนักฮวาเหมี่ยนอวี่
“พวกเ้า อุ้มร่างไท่จื่อน้อยไป จากนี้เขาจะมีข้าเป็มารดาเพียงผู้เดียวเท่านั้น” ฮองเฮาคลั่ง สั่งบ่าวที่มือเปื้อนเื ทั้งที่พวกนางเพิ่งจะสังหารข้าทาสของหวงกุ้ยเฟยไปหลัดๆไม่น้อยหน้าผู้เป็นาย โอบอุ้มร่างเืเนื้อเชื้อไขั กลับสู่เมิ่งเต๋อ
*ตำหนักเมิ่งเต๋อ (เรือนประทับของฮองเฮา)
“ช้าก่อน...” เสียงเย็นๆ ดังทะลุม่านหมอก เตือนให้ทุกคนหยุดฟัง
“ใคร!!! นั่นเสียงผู้ใดกัน บังอาจเสี้ยมสั่งว่าที่ไทหวงไทเฮางั้นเหรอ” ฮองเฮาสีหน้าซีดเซียว ดวงตาเหลือกโลน ร่างลนลาน ริมฝีปากสั่นเอ่ยถามข้าทาสที่ยืนก้มหน้า
“ข้าผู้น้อยก็ไม่อาจทราบได้เพคะ” ข้าทาสทั้งสามเหลือบตามองกัน ก่อนจะพูดเป็เอกฉันท์
“โอ่ว... มีผู้ใดสงสัยในตัวตนของข้างั้นเหรอ” ใบหน้าเลอโฉมโดดเด่น มาพร้อมบริวารข้างกายเพียงหนึ่ง
“หะ หะ หัวหน้าฝ่ายในแห่งอวิ๋นเทียน หลงชิงเจ๋อ...” แค่ชื่อนี้ก็ทำให้นางเล็กๆ หวาดเกรงจะแย่ คราวนี้เ้าแห่งอวิ๋นเทียนมาด้วยตัวเอง ไม่ว่าผู้ใดผิดย่อมไม่อาจพ้น
“อย่าบอกนะว่า... เ้าคือ... แม่ทัพโจวไฉเฉิงผู้ลึกลับที่ฝ่าาเอ่ยชมไม่ขาดปากผู้นั้น” ฮองเฮายืนอึ้งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นับว่าฮองเฮายังทรงมีปัญญาอยู่บ้าง ทั่วหล้านี้น้อยคนนักที่จะได้พบพานกระหม่อม... ทว่า... ผู้ใดที่ได้พบโดยบังเอิญ กลับไม่เคยได้ตายดีสักคน” คำพูดนิ่มๆ แต่คมเฉือน ข่มขู่นางเล็กจนเยี่ยวเล็ด
“ท่านเ้าอวิ๋นเทียน... โปรดเมตตาพวกข้าด้วย เื่ตำหนักฮวาเหมี่ยนอวี่ พวกเราต่างทำตามคำสั่งของฮองเฮา มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตาย ขัดคำสั่งเพียงครั้ง พี่น้องที่อยู่เรือนนอก ต้องถูกฝังทั้งเป็ตามข้า...” สาวใช้รักตัวกลัวตาย รีบคุกเข่าลงสารภาพ โดยที่คนของอวิ๋นเทียนยังไม่ได้ซักถามสักประโยค
"ไว้ชีวิตพวกข้าด้วยเถิด นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ การตายของหวงกุ้ยเฟยล้วนเป็เงื้อมมือของฮองเฮาผู้เดียว "นางเล็กๆ ช่างปากไม่มีหูรูด ซัดทอดให้นายจนหมดเปลือก
“พวกเ้า!! พวกหมาขี้เรื้อน!! เลี้ยงเสียข้าวสุก” ฮองเฮากรี้ดแตก ตีนถีบสาวใช้ทั้งสามจนหงายหลังตึง
“หึ... ฮองเฮาทำอะไรย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ เหตุฉไหนต้องเคืองโกรธถึงขั้นนั้นขอรับ” น้ำเสียงนุ่มๆ ที่สุดแสนจะยียวนกวนประสาท ทำฮองเฮาแทบคลั่ง ล้มลงนอนหมดสติ
“ชิงเจ๋อ... จับพวกนางไป ขังคุกหลวง ข้าทาสปากสว่าง ข้ายัง้าความจริงจากปากพวกนางอีกมาก จะให้ตายตอนนี้ไม่ได้” ไฉเฉิงพูดจาเด็ดขาด ไม่เคยเอนเอียงต่อฝ่ายใด ความไร้ใจ ไร้ปรานีของเขาผู้นี้ถือเป็ที่สุด
ไฉเฉิงปลดถอดผ้าคลุมหลังสีทองผืนโปรดพาดทับข้อแขน ยกเท้าสองข้างก้าวข้ามร่างฮองเฮาที่กำลังสลบไสลกลั้วเืสดอันคาวคลุ้ง โดยไม่แยแสแม้แต่หางตา
ชายผู้เ็า แท้จริงอบอุ่นราวเตาผิงไฟ ผ้าคลุมหลังสีทองที่ปลดเปลื้องห่มกายหยาบของไท่จื่อน้อยที่หวาดผวาอย่างเบามือ โอบกอดขึ้นแนบอก ไม่ต่างจากบุตรแท้ๆ ของตน
"ส่วนฮองเฮา... กักขังนางไว้ในตำหนักหนินเหินฟ้า (ตำหนักเย็น) อย่าให้ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน "ระหว่างที่ฮองเฮาคลั่งจนเสียสติ กรีดร้องจนลมจับ ไฉเฉิงสั่งลากนางไปจัดเก็บให้ลับหูลับตาราวกับว่านางเป็เพียงสิ่งของที่น่ารังเกียจ ที่ยังไม่สั่งปะา เพราะเขาเห็นว่าฮองเฮายังเป็หมากตัวสำคัญที่จะเป็กุญแจช่วยไขอดีตในอีกไม่ช้า
**********
...ตำหนักฮวาเหมี่ยนอวี่ถูกเก็บกวาด พระศพของหวงกุ้ยเฟยถูกฝังเรียงเคียงข้างฝ่าา สร้างพิธีบวงสรวงพระสนมอย่างสมเกียรติ
กว่าเื่วุ่นวายถูกสะสางให้เข้าที่ก็กินเวลาไปเกือบครึ่งค่อนวัน บัดนี้องค์ชายน้อยถูกดูแลอย่างดีในเขตชั้นในของอวิ๋นเทียน
**********
ณ ตลาดหลวง แคว้นโฮ่วฉิน มหานครผิงหยาง
รถม้าควบวิ่งรวดเร็วผ่าฝูงคนกลางตลาด โดยไม่สนว่าผู้ใดจะได้รับาเ็... เสียงด่าทอตามหลัง สาปแช่งเป็กระสาย
ผลกรรมตามทันติดจรวด... รถม้าคันใหญ่พลิกคว่ำเพราะถูกมือดีปาหินก้อนโตขัดล้อเกวียน
อ๋องผู้ชาติตระกูลสูงส่ง ร่างกระเด็นตกรถ หัวกระแทกหินใหญ่ หางคิ้วปริแตกแหวะได้เื
ความอับอายเข้าครอบงำ เมื่อไม่มีสักคนที่ช่วยเหลือ มีเพียงเสียงโห่ร้องกังวานโดยรอบ ไม่เพียงเท่านั้นเศษผักและเศษไข่ถูกขว้างปาราวกับว่าชาวเมืองลืมความขาดแคลนของปากท้อง
“ข้าเป็ถึงอ๋องสาม เชื้อพระวงศ์เดียวที่เหลืออยู่ แม้ข้าจะมียศศักดิ์เป็ญาติห่างๆ ชาวประชาก็ต้องให้ความเคารพแก่ข้าหน่อยมิใช่หรือ” ชายชาตรีมีน้ำตา พร่ำบ่นพึมพำเหมือนคนขี้แพ้
"หยุดนะ... "เสียงสตรีปริศนาดังเข้มมาจากฝูงชนที่มุงขว้างปาเศษสิ่งปฏิกูล แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อฟังนางผู้นั้นสักคน มิหนำซ้ำแรงด่าทอยังแรงขึ้นอีกเป็เท่าตัว
"ไอ้ชายชั่วร่างใหญ่ สร้างความเดือดร้อนให้พวกข้าแล้วยังไม่สำนึก บัดนี้ให้สตรีปกป้อง รู้ถึงไหนอายถึงนั่น "เสียงด่าทอชวนให้เจ็บแสบ ปากต่อปาก
“ใช่ๆ บ้านข้ามีบุตรสาว ข้าจะไม่ยอมให้แต่งกับเขาเด็ดขาด ต่อให้ทั้งโลกมีชายแค่เขาคนเดียว ข้ายอมให้นางไร้คู่แก่ตายเสียยังจะดีกว่า”
“เร็วเข้าทุกท่าน!!! คนของอวิ๋นเทียนออกตรวจตรากลางตลาดแล้ว” ชู่ตันหรงสตรีผู้ไม่มีหัวนอนปลายเท้า แต่เฉลียวฉลาดว่องไวดุจลมพายุมรกต เข้าใจสรรหาคำพูด เลือกใช้แก้ไขสถานการณ์ได้เหมาะสม
เพียงประโยคเดียวเท่านั้น ทำชาวประชาหวาดเกรง แยกตัวออกไปทำมาหากิน เก็บกวาดถนนคนละแรงสองแรง กระทั่งพื้นขาวสะอาด ราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตา เหลือเพียงชายวัยกลางคนนั่งกอดเข่าร้องไห้ระงม