ข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน

    ตอนที่ 33 ความแค้นบางอย่างต้องล้างแค้นด้วยตัวเอง

    เฉินเหมียวเหมี่ยวมีความสุขมากที่ความฝันของนางกำลังจะเป็นจริง ฉู่ชิงอวิ๋นและเหล่าผู้อาวุโสเห็นดังนั้น ก็ได้แต่ถอนหายใจกับความใสซื่อของนาง


    เมื่อครู่พวกเขายังคิดว่าดรุณีน้อยผู้นี้เจ้าเล่ห์เพทุบายจำต้องระวังให้ดี แต่เพียงแค่ที่ดินเล็ก ๆ ผืนหนึ่ง พืชวิญญาณ เมล็ดพันธุ์ ยันต์คาถา เครื่องมือและอสูรมาร ก็สามารถทำให้นางพอใจเพียงนี้แล้วงั้นหรือ?


    เด็กก็คือเด็กจริง ๆ ไม่รู้จักคิดการณ์ไกลเอาเสียเลย


    ช่างเถอะ อย่างมากวันหน้าก็ช่วยดูแลนางหน่อยก็แล้วกัน เพื่อไม่ให้ใครมาตำหนิพวกเขาลับหลังได้


    “เอาละ” ผู้อาวุโสนิกายเทียนเอี้ยนเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน “เรื่องวุ่นวายในวันนี้ก็ยุติเพียงเท่านี้แล้วกัน ส่วนคนร้ายตัวจริงที่ทำร้ายสหายน้อยเฉิน ต้องรบกวนองค์ชายสามช่วยสืบสวนต่อแล้ว หากองค์ชายสามต้องการความช่วยเหลือใด ส่งคนมาตามกระหม่อมได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”


    ผู้อาวุโสนิกายอื่น “...”


    เถียนจื่อเหวินผู้นี้ช่างดีจริง ๆ เจ้าจะรับบทเป็นคนดีเพียงคนเดียวเลยอย่างนั้นหรือ?


    ผู้อาวุโสคนอื่นเองก็ไม่ยอมแพ้


    “อ้อ ยังมีข้าด้วย”


    “อืม ข้าเองก็ไม่ยอมนิ่งดูดายเช่นกัน”


    “ข้าด้วย”


    เดิมยังมีคนคิดว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวโง่เขลา สมบัติมากมายนับไม่ถ้วนแลกของมาได้เพียงเท่านี้ แต่บัดนี้เมื่อเห็นนิกายใหญ่ ๆ ล้วนแสดงไมตรีต่อเฉินเหมียวเหมี่ยว พวกเขาต่างก็อิจฉาจนตาแดงก่ำ


    เฉินเหมียวเหมี่ยวผู้นี้ชีวิตช่างสูงส่ง คนดีฟ้าคุ้มครอง มีนิกายใหญ่คอยปกป้อง ต่อให้นางจะเป็นคนที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ แต่วันหน้าก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขและราบรื่นแล้ว


    ลำดับต่อไปเป็นการแบ่งของที่ริบมา อ่อไม่ใช่ เป็นการแบ่งสินน้ำใจ ซึ่งเฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ได้เข้าร่วมด้วย นางเอาไปเพียงไข่มุกของตัวเองเท่านั้น ทั้งยังได้รับคำมั่นสัญญาที่ตัวเองต้องการแล้ว จึงอารมณ์ดีอย่างมาก


    ภารกิจเรื่องการคัดเลือกที่ดินและสอบสวนหาความจริง ฉู่ชิงอวิ๋นส่งต่อให้แม่ทัพเนี่ย คนผู้นี้แม้จะเป็นคนอยู่ในระเบียบแต่กลับทำอะไรรวดเร็ว เขาพาเฉินเหมียวเหมี่ยวไปเลือกที่ดินในวันนั้นเลย เฉินเหมียวเหมี่ยวย่อมดีใจอย่างมาก คืนนี้นางไม่มีที่พักอยู่พอดี


    ระหว่างที่ทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูจวนตระกูลเฉิน กำลังเตรียมที่จะขึ้นรถลากออกไป เสียงเกรี้ยวกราดเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น


    “เฉินเหมียวเหมี่ยว เจ้าหยุดนะ!!!”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นเฉินฉู่ชิงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด นางจึงยิ้มจนตาหยีพลางเอ่ย “โอ๊ะ ที่แท้ก็คุณหนูฉู่ชิงนี่เอง มีเรื่องอะไรงั้นหรือ?”


    “เจ้าตายซะเถอะ!”


    เฉินฉู่ชิงยกกระบี่ขึ้นฟันใส่เฉินเหมียวเหมี่ยวทันที ทว่าครั้งนี้แม้แต่ชายเสื้อของเฉินเหมียวเหมี่ยวนางก็ยังไม่ทันได้สัมผัส กลับถูกองครักษ์ของแม่ทัพเนี่ยขวางเอาไว้เสียก่อน นางพยายามขัดขืน พลางตะโกนด้วยความเจ็บแค้น ทุกประโยคเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาท


    “เฉินเหมียวเหมี่ยวนางคนสารเลว เจ้ามีจิตใจโหดเหี้ยมเช่นนี้ เจ้าต้องไม่ตายดีอย่างแน่นอน!


    นางสารเลว นางสารเลว ตอนที่ตระกูลเฉินแห่งฟ่านเฉิงทิ้งเจ้า ตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวของเรากลับรับสุนัขจรจัดอย่างเจ้าเอาไว้ ให้ที่อยู่ที่กินแก่เจ้า ให้เจ้าเติบโตจนถึงวัยปักปิ่น แต่เจ้ากลับตอบแทนพวกเราเช่นนี้ นางคนเนรคุณ หากรู้เช่นนี้ ตอนนั้นข้าควรตีเจ้าให้ตายไปซะ!


    ต้องโทษที่ข้าใจอ่อน ต้องโทษที่ข้ามีเมตตา แต่เจ้าอย่าได้ใจไป ขอเพียงข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปอย่างแน่นอน!!! 


    …”


    เสียงเกรี้ยวกราดของเฉินฉู่ชิงดังลั่น จนชาวบ้านที่สัญจรไปมาต่างก็ได้ยินอย่างชัดเจน


    “เฉินเหมียวเหมี่ยว นี่คือคุณหนูตระกูลเฉินที่หายตัวไปสามปีก่อนอย่างนั้นหรือ?”


    “อืม เหมือนจะใช่...ได้ยินมาว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวได้รับความเมตตาจากตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัว เช่นนั้นเหตุใดต้องวางแผนให้ร้ายตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวด้วยล่ะ?”


    “ใครจะไปรู้ล่ะ...”


    เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้สำหรับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรแล้วหาได้สำคัญไม่ เพราะผู้บำเพ็ญเพียรต่างรู้ดีว่าใครแข็งแกร่งกว่าก็จะเป็นฝ่ายถูก แต่ภายภาคหน้า เฉินเหมียวเหมี่ยวเลือกที่จะใช้ชีวิตปลูกผักทำนาเช่นคนธรรมดา ข่าวลือเหล่านี้ต้องสร้างความกดดันให้นางอย่างแน่นอน


    และคนของตระกูลเฉินเองก็รู้ถึงประเด็นนี้เช่นกัน จึงลงมือใส่ร้ายเฉินเหมียวเหมี่ยวก่อน


    แม่ทัพเนี่ยขมวดคิ้วมุ่น “จับตัวไป ข้าสงสัยว่านางต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีคนลอบสังหารเฉินเหมียวเหมี่ยวเมื่อสามปีก่อนเป็นแน่”


    “ขอรับ!”


    เหล่าองครักษ์กำลังจะทำตามคำสั่ง ทว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวกลับเอ่ยขึ้นเสียก่อน “ช้าก่อน ปล่อยให้นางเข้ามา ข้าเองก็มีเรื่องอยากจะคุยกับนางอยู่พอดี”


    แม่ทัพเนี่ยเอ่ยเสียงเย็น “นางเป็นผู้บำเพ็ญเพียร” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง


    “ข้ารู้” เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ให้นางเข้ามา ความแค้นบางอย่างต้องล้างแค้นด้วยมือของตนเอง”


    แม่ทัพเนี่ยมองดูใบหน้าที่งดงามและร่างกายที่ผอมบางของเฉินเหมียวเหมี่ยวก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังเคารพการตัดสินใจของนาง


    แม่ทัพเนี่ยสะบัดมือเบา ๆ เหล่าองครักษ์ก็ปล่อยตัวเฉินฉู่ชิงจากการจับกุมทันที อีกฝ่ายราวกับหมาบ้าที่หลุดออกจากเชือก แกว่งกระบี่ในมือและพุ่งเข้าหาเฉินเหมียวเหมี่ยวทันที


    มุมปากของเฉินเหมียวเหมี่ยวโค้งขึ้น เล็งจังหวะแล้วยกเท้าขึ้นถีบไปที่หน้าอกของนางอย่างแรง สตรีที่สูงและแข็งแรงกว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวพลันกระเด็นออกไปไกลสองจั้ง ก่อนจะกลิ้งหลุน ๆ ไปกับพื้นถึงสองตลบ


    ชาวบ้านที่มุงดู “!!!”


    สวรรค์ ไหนบอกว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวเป็นเพียงคนธรรมดา ที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ไม่ใช่หรือ?


    นี่มัน...พละกำลังของคนธรรมดาน่ากลัวเพียงนี้เชียวหรือ?


    “โอ๊ย...”


    เฉินฉู่ชิงกองอยู่บนพื้นอยู่นานไม่สามารถขยับตัวได้ จนกระทั่งนางลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากอีกครั้ง เฉินเหมียวเหมี่ยวก็เดินมาที่ข้างกายของนาง พลางใช้มือข้างหนึ่งขยุ้มผมของนางและยกขึ้นมา ดวงตาสุกสกาวแฝงไว้ด้วยความเย็นชาและเต็มไปด้วยจิตสังหาร ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้น “เฉินฉู่ชิง เจ้าเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง สิ่งที่เจ้าติดค้างเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวไว้ ข้าจะเอาคืนทบต้นทบดอกแล้วนะ”


    เอ่ยจบฝ่ามือที่ไร้ความปรานีก็สาดซัดเข้าที่ใบหน้าของเฉินฉู่ชิงราวกับห่าฝน


    เพียะ เพียะ เพียะ


    “ประการแรก เสี่ยวเหมียวเหมี่ยวเป็นคุณหนูของตระกูลหลัก ตระกูลหลักมีหน้าที่ดูแลตระกูลรองทุกปีอยู่แล้ว ดังนั้นการที่พวกเจ้าดูแลเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวเป็นเรื่องที่ควรกระทำอยู่แล้ว หาใช่บุญคุณอะไรไม่ เจ้าอย่าคิดนำเรื่องนี้มาขู่ข้า ต่อให้ไปฟ้องศาล พวกเจ้าก็เป็นฝ่ายผิดอยู่ดี!”


    เพียะ เพียะ เพียะ


    “ประการที่สอง ตอนนั้นที่เสี่ยวเหมียวเหมี่ยวไปถึงตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัว เจ้าแย่งสมบัติทั้งหมดของนางไป ไม่ให้นางกินข้าว อารมณ์ดีก็ตีนางหนึ่งครั้ง อารมณ์ไม่ดีก็ตีนางหนึ่งครั้ง เจ้าลืมเรื่องเหล่านี้ไปหมดแล้วงั้นหรือ?”


    เพียะ เพียะ เพียะ


    “ประการที่สาม พวกสุนัขที่เจ้าเลี้ยงเอาไว้ เพื่อประจบเจ้านายของมันก็แทบจะทรมานเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวให้ตาย และหลังจากที่เสี่ยวเหมียวเหมี่ยวหายตัวไป เจ้าก็ดีใจที่ทุกสิ่งที่ตัวเองทำจะไม่มีใครรู้อีก ใช่หรือไม่?”


    เพียะ เพียะ เพียะ


    “น่าเสียดายที่ข้ายังไม่ตาย และทำให้เจ้าผิดหวังเช่นนี้”


    เพียะ เพียะ เพียะ


    “เรื่องที่สี่ คนของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวยึดสมบัติของเสี่ยวเหมียวเหมี่ยว ทำให้ผงาดขึ้นมาอย่างทุกวันนี้ได้ นี่หรือที่ทำให้เจ้าหน้าด้านไร้ยางอาย กล้าบอกว่าตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวมีบุญคุณต่อเสี่ยวเหมียวเหมี่ยว ประตูเมืองฟ่านเฉิงยังไม่หนาเท่าหน้าของเจ้าด้วยซ้ำ กล้ามาแก้แค้นข้า เจ้าคิดว่าข้าเป็นไก่อ่อนที่จะยอมให้เจ้ารังแกได้จริง ๆ น่ะหรือ?”


    เพียะ เพียะ เพียะ


    “วันนี้หากไม่ตบให้เจ้าตื่น ให้เจ้ารู้ถึงความไร้ยางอายและความเลวทรามต่ำช้าของตัวเอง อย่าเรียกข้าว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวอีก!”


    เพียะ เพียะ เพียะ


    “แม้แต่พวกโง่ก็คงไม่มีใครเชื่อคำพูดของเจ้าอีกแล้ว เพราะองค์ชายสามตรัสแล้วว่า จะสอบสวนหาความจริงให้ข้า ใครที่เชื่อคำพูดของเจ้าก็เท่ากับดูหมิ่นองค์ชายสาม นั่นเท่ากับมีความผิดมหันต์!”


    เพียะ เพียะ เพียะ…


    ชาวบ้านที่มุงดู “...”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวพูดถึงขนาดนี้แล้ว ใครยังจะกล้าเชื่อที่เฉินฉู่ชิงพูดอีกล่ะ หากเชื่อก็โง่เต็มที และเท่ากับดูหมิ่นองค์ชายสามน่ะสิ!


    มุมปากแม่ทัพเนี่ยกระตุกเล็กน้อย


    เด็กเจ้าเล่ห์ คำพูดแค่ไม่กี่ประโยคก็อธิบายเรื่องทุกอย่างได้หมดแล้ว ทั้งยังลบล้างเรื่องอกตัญญูไปได้จนหมดสิ้น และไม่ลืมหาคนหนุนหลังให้ตัวเอง แม้คนหนุนหลังจะไม่รู้ว่าถูกสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีอยู่ก็ตาม


    คล้ายกับเรื่องข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน ที่คุณอ่าน