โดยไม่สนใจกับความร้อน เขาออกเดินก้าวยาวๆ "ไปอย่างรวดเร็ว ข้ามถนน นักข่าวจากหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ สองคนพุ่งเข้ามาหา เขาผงกศีรษะให้ แต่ยังก้าวเดินต่อไป หลายๆ” ครั้งที่เขามองภาพเคลื่อนไหวจากเงาในกระจกหน้าร้านค้า อะไรก็ตามที่เขาเห็นจากภาพของตัวเอง ทำให้รู้สึกแปลกใจ เขาแต่งกายอย่างประณีต เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง จากรูปลักษณ์ภายนอกนั้นเป็การหลอกลวงชัดๆ" เพราะความรู้สึกภายในนั้น เขาแบกความยุ่งยาก ความวิตกกังวล และความไม่มั่นใจอะไรเลยไว้
บางครั้ง มันก็ก่อให้เกิดความประหลาดใจ เมื่อรู้ว่าเขากลายเป็นักเขียนไปได้ แม้ว่าเขาจะทำได้ดี ไม่มีปัญหาใครๆ "ก็มักจะบอกเขาเสมอว่า เขามีท่าทางเป็นักเขียนจริงๆ" หรืออะไรทำนองนั้น เขาเป็คนค่อนข้างสูงเกือบ 6 ฟุต ร่างโปร่ง แข็งแกร่ง ไม่ได้สะสมไขมันไว้เลย ผมสีดำสนิทหวีแสกข้าง ดวงตาสีน้ำตาลดูลึกอยู่เหนือโหนกแก้ม จมูกของเขาดูเป็โรมันกลายๆ ริมฝีปากบาง บอกถึงความรู้สึก (พวกผู้หญิงมักจะพูดเช่นนั้น) และกรามที่ได้รูป
โดยความเป็จริงแล้ว ไม่มีใครเลยที่เป็นักเขียนในครอบครัวของเขา พ่อของเขาเป็ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์การปกครองที่มหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ วิสคอนซิน แม่เป็จิตแพทย์ ปาร์คเกอร์ศึกษาในนอร์ธ เวสเทิร์น ยูนิเวอร์ซิตี้ และศึกษาด้านประวัติศาสตร์อเมริกัน ด้วยความรู้สึกว่ายังคลุมเครือ ถ้าเขาจะต้องเป็อาจารย์ต่อไปในวันข้างหน้า งานอดิเรกของเขาจึงค้นคว้าเื่ราวต่างๆ "จากหนังสือ และอ่านอย่างกระหาย รวมทั้งนิยายลึกลับต่างๆ" สิ่งเ่าั้ คือความบันดาลใจให้เขาตั้งความปรารถนา อยากจะมีชีวิตที่ตื่นเต้นผจญภัย ในระยะแรกที่เกิดความขัดแย้งขึ้นในเวียดนาม มีใครบางคนให้คำมั่นว่าเขาจะมีโอกาสได้เข้าทำงานในหน่วยสืบราชการลับทางทหาร ถ้าเขาส่งใบสมัครไว้ แม้ว่าเขาจะคิดว่าอเมริกันเกี่ยวข้องอยู่ในความหายนะของเวียดนาม แต่เขาก็้าโอกาสที่จะได้แสดงออกถึงความฝันของเขา เขาจึงส่งใบสมัครเข้าไป และเข้าฝึกในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรและผลสำเร็จออกมาเป็บุคคลชั้นมันสมองคนหนึ่งแห่งสำนักงานเพนตากอน เป็่ระยะเวลาตอนหนึ่งซึ่งเขาได้ฝึกปฏิภาณไหวพริบตัวเองอย่างซึมซาบ แต่ในที่สุดก็เบื่อหน่ายกับงานบนโต๊ะแบบนั้น และยิ่งนานวันเข้า รายงานข่าวเกี่ยวกับาที่เขาได้รับ ดูจะยิ่งรบกวนสำนึกของเขาหนักข้อมากขึ้น สถานการณ์ในเวียดนามเสื่อมโทรมลงและสถานการณ์ทางด้านจิตใจของเขาก็พลอยเสื่อมตามไปด้วย
เขาแทบจะรอวันออกจากราชการไม่ไหว และเมื่อเขาลาออกได้สำเร็จก็อยากจะพรากตัวเองจากชีวิตในกองทัพให้ห่างไกลกันเสียในทันทีทันใด และกับสิ่งหรือเหตุการณ์ที่พวกเขาเ่าั้ได้กระทำต่อคนผิวเหลืองที่อยู่อีกคนละฟากโลกด้วยเล่า... ด้วยสายใยที่บอบบาง ปาร์คเกอร์เดินทางไปยุโรป เพื่อจะอยู่เพียงลำพัง เพื่อคิด เพื่อเสาะแสวงหาสิ่งที่จะทำให้เกิดความเพลิดเพลินขึ้น มันเป็การเดินทางไกลครั้งแรกในชีวิตของเขา และรู้สึกตัวเองเหมือนลูกแกะที่เดินหลงทางอยู่ในเมืองที่กว้างใหญ่ ที่เต็มไปด้วยผู้คน ลอนดอน, ปารีส, โรม แต่แล้วเขาก็ตระหนักว่าการที่ยุโรปมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ก็เพราะว่าสถานที่ต่างๆ ที่น่าสนใจเหล่านี้ได้เข้ามารวมกันอยู่ในยุโรปนั่นเอง...และเขารู้สึกดีขึ้นที่จะได้เดินอยู่ตามถนนหนทาง...
เมื่อเขาเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา ภาวะาในเวียดนามยิ่งเลวลงไปอีก การชุมนุมประท้วงรุนแรงขึ้นทุกวัน เขารู้สึกว่าขณะนี้ขบวนการใต้ดินกำลังเข้ามาอยู่ใกล้ตัว และโดยอัตโนมัติที่เขาออกเดินทางไปซานฟรานซิสโก และร่วมงานกับองค์การเพื่อสันติภาพ องค์การเหล่านี้กำลังขาดนักเขียนเป็จำนวนมาก ดังนั้น ปาร์คเกอร์จึงเริ่มเขียนบทความต่างๆ” ขึ้น ส่วนใหญ่เป็ใบปลิวที่ตำหนิการกระทำของรัฐบาลอเมริกัน
เมื่อายุติลง ปาร์คเกอร์กลับพบตัวเองในชิคาโกและกำลัง้างานทำอย่างที่สุด สำนักงานนักสืบเชลยศักดิ์ ได้ลงประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ชิคาโก หาคนหนุ่มที่มีใจรักงานอย่างนี้ ปาร์คเกอร์ยื่นใบสมัครทันที และโดยประวัติการศึกษาที่เขาได้รับมาจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเขาก็ได้งานทำ ตอนแรกๆ เขาก็ชอบมันถึงกับปลอมชื่อตัวเองเป็ ดัชเชียล แฮมเม็ท...ที่จริงงานนี้มันก็มีค่าตอบแทนงดงาม สำหรับงานที่จะทำด้วยการเดินเท้าประเภทนั้น...การบังเงา การลักลอบเข้าไปในที่ต่างๆ อย่างผิดกฎหมาย ติดตั้งเครื่องมือเครื่องใช้อีเล็กโทรนิค แต่ส่วนใหญ่มันเป็งานที่ซ้ำซาก ธุรกิจส่วนใหญ่ฝังรากอยู่แต่เื่เดียวกันทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็คดีหย่าร้าง ตามหาเด็กที่หนีออกจากบ้าน สืบหาคนฉ้อโกงเงินเล็กๆ น้อยๆ และเพื่อให้มันดูน่าอภิรมย์ยิ่งขึ้น เขาจึงเริ่มเขียนเื่ราวต่างๆ ที่ได้พบมา เขาเขียนขึ้นมาได้ 3 เื่ และขายหมดทั้ง 3 เื่...
ทันทีที่รู้ข่าวว่ามีการเปิดสำนักข่าว แอสโซสิเอทเพรส หรือ เอพี. ขึ้นในนครนิวยอร์ก ปาร์คเกอร์รีบส่งใบสมัครพร้อมทั้งจัดการส่งสำเนาบทความที่เขาเขียนทั้ง 3 เื่ไปทันที ภายในสัปดาห์ต่อมาเขาก็ถูกเรียกตัวไปนิวยอร์กเพื่อสัมภาษณ์ทันที หลังจากครึ่งชั่วโมงที่เขาได้สนทนากับเ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของ เอพี. เขาก็ถูกว่าจ้างทันที และถูกส่งตัวไปวอชิงตัน ดี.ซี.เขียนเื่เบาๆ” ส่งมาเป็รายอาทิตย์ และตอบแทนด้วยการลงชื่อให้เป็ค่าจ้าง แต่เขากลับเป็ที่ชื่นชอบในวอชิงตัน...จากข้อเขียนของเขานั่นเอง และในไม่ช้าชื่อของเขาก็หายไป...
วันหนึ่ง มีโทรศัพท์มาจากคนหนึ่งชื่อ เวย์น กิ๊บบัส เขาบอกว่าเคยอ่านบทความของปาร์คเกอร์มากมายหลายชิ้นและรู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง เขาเป็...ตามที่เขาบอก เพื่อนสนิทของวุฒิสมาชิก แอนดรู แบรดฟอร์ด สังกัดพรรคเดโมแครทซึ่งเพิ่งจะชนะการเลือกตั้ง ในการชิงชัยเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา กิ๊บบัสมีข้อเสนอที่จะให้ปาร์คเกอร์...เป็ไปได้หรือไม่...ที่ปาร์คเกอร์จะบินไปลอสแอนเจลีสในวันสุดสัปดาห์…โดยจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด...ปาร์คเกอร์ไปได้...และบินไปทันที ข้อเสนอนั้นน่าสนใจมาก ผู้สนับสนุนแบรด
ฟอร์ด้าเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่ง และจัดพิมพ์ประวัติความเป็อยู่ของผู้ที่ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง เป็ประวัติที่อ่านง่ายๆ เป็ชีวประวัติที่จะใช้รณรงค์ในครั้งต่อไป และเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพให้น่านับถือยิ่งขึ้น เวลานี้มีผู้จัดพิมพ์อยู่แล้ว ที่เขา้าคือนักเขียน ซึ่งสามารถจะเขียนหนังสือเล่มนี้ได้อย่างรวดเร็ว ตอบแทนด้วยเงินก้อนใหญ่
สำหรับปาร์คเกอร์นั้น ที่จริงฟังแต่เื่เงินก็ดูน่าสนใจอยู่แล้ว แต่มันยังมีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจมากกว่านั้น นี่คือวัตถุดิบชิ้นใหญ่ กว่าจะถึงวาระนั้น ปาร์คเกอร์ได้กรุยทางที่จะรวบรวมทัศนคติที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติเพื่อประชาธิปไตยของปวงชนชาวอเมริกัน ชีวิตทหารที่เคยใฝ่ฝัน แต่แล้วก็ต้องเลิกราไปโดยสิ่งที่เขาได้พบเห็น เขาจำเป็ที่จะต้องวิ่งหนีมัน หนีไปอยู่เสียให้ห่างไกล บัดนี้เขาได้กลับมาแล้ว...และได้กลายเป็ผู้หนึ่งซึ่งจะได้ร่วมแสดงความคิดเห็น เปิดเผยถึงเกมการเมืองของรัฐบาลและการฉ้อราษฎร์บังหลวง...้าที่จะล้มล้างรัฐบาล ดังนั้น ในสำนักข่าวเอพี.เขามองเห็นการทำงานของรัฐบาลได้อย่างใกล้ชิด และได้เห็นข้อผิดพลาดหลายประการ รำลึกถึงความเบื่อหน่ายในการเมืองเมื่อครั้งที่ตระเวนอยู่ในยุโรป เขาได้มาถึงบทสรุปที่ว่า ไม่ว่าอะไรจะเป็อย่างไร แต่ระบบประชาธิปไตยในสหรัฐก็ยังคงเป็อยู่อย่างเดิม ซึ่งเป็ความเหลวแหลกอย่างยิ่ง แต่ความเปลี่ยนแปลงในระยะใกล้ๆ” นี้ เป็ประหนึ่งรางวัลอันงดงาม
ปาร์คเกอร์มีงานยุ่งตลอดวัน ต้องวางแผนในการเขียนชีวประวัติของท่านสุภาพสตรีหมายเลข 1 ให้เป็ที่น่าสนใจที่สุด ใช้เวลาทำงานวันละ 10 ชั่วโมง บทเริ่มของงานชิ้นนั้นได้แก่การรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและอ่าน เขาต้องสืบเสาะและอ่านบทความต่างๆ ทุกชิ้นที่ได้เคยเขียนถึงบิลลี่ แบรดฟอร์ด มาก่อน เขาพบว่าตัวเองต้องอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ กองเป็ูเาเลากา ต้องจดบันทึกด้วยกระดาษที่นับหน้าไม่ถ้วน และเขาก็เริ่มเดินทางออกนอกวอชิงตัน พบปะผู้คน สัมภาษณ์พวกญาติๆ ของเธอ มิตรสหาย...โรงเรียนชั้นมัธยม อาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเพื่อนร่วมรุ่นในชั้นเรียน เขาเคยถึงกับบินไปแคลิฟอร์เนียเพื่อจะใช้เวลา 2 วันกับคลาเรนซ์ เลน บิดาของเธอ...คิท น้องสาวของเธอ...นอริส เวนสไตน์ น้องเขยของเธอ และหลานชายที่ชื่อ ริชชี่...