ASTERRA
ภาค I — ดาวดวงแรกแห่งเซเลสเทรีย
ตอนที่ 01 — ชีวิตอีกครั้ง (1)
แสงสีทองอ่อนยังติดอยู่ในผลึกเหนือศีรษะ ทั้งที่แสงเช้าลอดผ่านม่านเข้ามาแล้ว
ลูเซียนมองมันอยู่นานกว่าที่ควรจะเป็
ไม่ใช่เพราะมันสวย แม้แสงที่ขังอยู่ภายในก้อนผลึกใสจะดูคล้ายเปลวเทียนซึ่งไม่ไหวตามลม แต่เพราะตลอดหลายวินาทีที่เขาจ้องมัน สมองยังหาเหตุผลที่พอฟังขึ้นไม่ได้ว่ามันกำลังส่องสว่างได้อย่างไร
เขามองหาแหล่งกำเนิดแสงตามความเคยชิน แต่ไม่พบทั้งสายไฟ หลอดไฟ หรือส่วนประกอบใดที่อธิบายได้ว่าผลึกก้อนนั้นกำลังส่องสว่างได้อย่างไร
ลูเซียนกะพริบตาช้า ๆ
ภาพยังอยู่
อย่างน้อยก็ตัดความเป็ไปได้เื่ภาพหลอนไปได้หนึ่งอย่าง
เขาลองขยับนิ้วก่อน ทั้งห้านิ้วตอบสนองตาม้า แม้จะช้ากว่าปกติเล็กน้อย จากนั้นจึงเป็ข้อมือ แขน และหัวไหล่ ความหนักอึ้งแผ่ไปทั่วร่างราวกับเพิ่งฟื้นจากไข้สูง กล้ามเนื้อทุกส่วนรู้ว่าควรเคลื่อนไหวอย่างไร เพียงแต่ไม่มีส่วนไหนยินดีให้ความร่วมมือนัก
พอลองสูดลมหายใจลึก ความเจ็บตื้อใต้ชายโครงก็ตอบกลับมาทันที
เขาหยุด สูดลมหายใจตื้นลง แล้วรอให้อาการเจ็บจางไป
อย่างน้อยความเจ็บก็จริง
ความคิดนั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเท่าไร
ลูเซียนกวาดตามองรอบห้องแทน
เพดานสูงกว่าห้องพักทั่วไป ผนังสีอ่อนกรุด้วยไม้เข้ม เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นดูทำด้วยมือ แต่ประณีตเกินกว่าจะเรียกว่าหยาบหรือโบราณ หน้าต่างสูงเกือบถึงเพดานถูกปิดไว้ครึ่งหนึ่งด้วยม่านหนา บนโต๊ะข้างเตียงมีเหยือกน้ำ แก้ว เครื่องมือโลหะบางอย่าง และผลึกอีกชิ้นซึ่งมีแสงสีฟ้าอ่อนเต้นอยู่ภายในเป็จังหวะ
ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีนาฬิกาดิจิทัล ไม่มีปลั๊กไฟ
ไม่มีสิ่งใดในห้องนี้ควรอยู่ในสถานที่ที่เขาจำได้ว่าเป็โลกของตัวเอง
ลูเซียนหลับตาลงชั่วครู่
ความทรงจำยังอยู่
เมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟ เสียงเครื่องยนต์ ถนนเปียกหลังฝนตก หน้าจอที่สว่างอยู่บนโต๊ะทำงาน กาแฟที่ถูกทิ้งไว้จนเย็น และชีวิตอีกชีวิตหนึ่งซึ่งมีรายละเอียดมากเกินกว่าจะเป็เพียงความฝัน
เขาจำมันได้
ปัญหาคือเขาจำไม่ได้ว่าห้องนี้คือที่ไหน
ลูเซียนลืมตาอีกครั้ง
ไม่มีความตื่นตระหนกพุ่งขึ้นมาอย่างที่ควรจะเกิด อาจเพราะร่างกายเหนื่อยเกินกว่าจะมอบพลังงานให้ความกลัว หรืออาจเพราะเขาเคยชินกับการจัดการสิ่งที่ไม่เข้าใจด้วยวิธีเดียวมาตลอด
อย่าเพิ่งสรุปอะไร
ดูสิ่งที่มีอยู่ก่อน
เขาดันตัวขึ้นจากหมอน และพบแทบจะทันทีว่าประเมินสภาพตัวเองดีเกินไป แรงที่คิดว่าพอดีกลับมากเกินจำเป็ ร่างกายเบากว่าที่คุ้นเคย แต่ในเวลาเดียวกันก็อ่อนแรงกว่า แขนซ้ายสั่นจนต้องหยุดกลางทาง เขากัดฟัน รอให้ห้องซึ่งเอียงไปชั่วขณะกลับมาตั้งตรง ก่อนค่อย ๆ พาตัวเองขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง
ผ้าห่มเลื่อนลงถึงเอว
มือที่วางอยู่บนนั้นทำให้เขานิ่งไป
นิ้วยาว ผิวขาวกว่าที่จำได้ และไม่มีรอยแผลเล็กตรงข้อนิ้วที่เคยอยู่กับเขามาหลายปี
ลูเซียนพลิกฝ่ามือขึ้นช้า ๆ
เขาจำมือของตัวเองได้
และนี่ไม่ใช่มือนั้น
คราวนี้หัวใจเต้นแรงขึ้นจริง ๆ
เขาเงยหน้ามองหาสิ่งที่สะท้อนภาพได้ สายตาไล่ผ่านโต๊ะ ตู้หนังสือ ประตู ก่อนหยุดตรงกระจกสูงซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากหน้าต่าง
ระยะทางไม่ถึงสิบก้าว
สภาพร่างกายของเขากลับทำให้มันดูไกลกว่านั้นมาก
ลูเซียนมองกระจกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขาลงจากเตียง พื้นเย็นจัดเมื่อฝ่าเท้าััมัน เขารอจนแน่ใจว่าอาการเวียนหัวไม่กลับมาแล้วจึงลุกขึ้น
ก้าวแรกผ่านไปได้
ก้าวที่สองเช่นกัน
พอถึงก้าวที่สาม เขาก็เริ่มสงสัยว่าการเดินไปดูกระจกอาจเป็หนึ่งในการตัดสินใจที่โง่ที่สุดของเช้าวันนี้ แต่เมื่อมาถึงครึ่งทางแล้ว การกลับไปนอนทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีหน้าตาอย่างไรดูจะน่าหงุดหงิดยิ่งกว่า
เขาจึงเดินต่อ
ก่อนถึงโต๊ะข้างหน้าต่าง ปลายเท้ากลับเกี่ยวพรม ร่างกายเสียสมดุล มือขวาพุ่งออกไปแทบพร้อมกันและคว้าขอบโต๊ะได้พอดี
ลูเซียนค้างอยู่ในท่านั้น
สายตาเลื่อนลงมองมือของตัวเอง
เร็วเกินกว่าที่คาด
ไม่ใช่ความเร็วผิดธรรมชาติ เพียงแต่ร่างกายเลือกตำแหน่งจับได้ก่อนที่เขาจะทันมองเสียอีก ราวกับรู้ระยะห่างของโต๊ะอยู่แล้ว
เขาค่อย ๆ ยืนตรง
อาจเป็เพียงปฏิกิริยาตอบสนองธรรมดา
ยังไม่มีเหตุผลต้องคิดมากกว่านั้น
ลูเซียนเดินอีกสองก้าวจนถึงกระจก
แล้วคนแปลกหน้าก็มองกลับมา
ชายหนุ่มในกระจกน่าจะอายุประมาณยี่สิบปี ใบหน้าซีดจากการพักฟื้น แต่โครงหน้าคมชัดยังมีความอ่อนวัยมากกว่าที่ลูเซียนคุ้นเคย เส้นผมขาวเทาเกือบเป็สีเงินยุ่งเล็กน้อยจากการนอน ปลายผมตกลงเหนือหน้าผาก ส่วนดวงตาเป็สีเทาเข้มคล้ายเหล็กขัด
ลูเซียนยกมือขึ้น
คนในกระจกยกตาม
เขาแตะแก้มตัวเอง
เหมือนกัน
ไม่มีความผิดพลาดจากเงาสะท้อน ไม่มีหน้ากาก และไม่มีเหตุผลดีพอให้ปฏิเสธสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
นี่คือใบหน้าของเขาในตอนนี้
แต่ไม่ใช่ใบหน้าที่เขาจำได้
เขายืนมองตัวเองเงียบ ๆ จนความรู้สึกประหลาดอย่างหนึ่งค่อย ๆ แทรกเข้ามา
มันไม่ใช่ความคุ้นเคยเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ความแปลกแยกทั้งหมด เหมือนเห็นสถานที่ซึ่งไม่เคยมา แต่กลับรู้โดยไม่ทราบเหตุผลว่าประตูบานหนึ่งควรอยู่ตรงไหน
ลูเซียนขมวดคิ้ว
เสียงลูกบิดประตูหมุนดังขึ้นด้านหลัง
เขาหันกลับ
ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตู
เธอน่าจะอยู่ในวัยกลางคน เส้นผมสีน้ำตาลเข้มถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบง่าย เสื้อคลุมยาวสีครีมไม่มีเครื่องประดับมากนัก แต่เนื้อผ้าและการตัดเย็บบอกได้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา
ทันทีที่เห็นเขายืนอยู่ข้างกระจก สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป
ไม่ใช่ความใที่เห็นคนแปลกหน้า แต่เป็สีหน้าของคนที่พบว่าผู้ป่วยซึ่งควรอยู่บนเตียงกำลังทำสิ่งที่หมอสั่งห้ามอย่างชัดเจน
“ลูเซียน”
ชื่อหลุดออกมาพร้อมลมหายใจที่เหมือนเพิ่งถูกปล่อยหลังกลั้นไว้นาน
ลูเซียนยังไม่ทันตอบ เธอก็เดินตรงเข้ามา
“เ้าลุกมาทำอะไรตรงนี้”
มือของเธอแตะแขนเขา
ไหล่ที่เกร็งมาั้แ่ตื่นคลายลงเล็กน้อยก่อนที่เขาจะทันคิดว่าจะยอมให้เธอััหรือไม่
ลูเซียนมองมือนั้น ก่อนเงยขึ้นมองหน้าเธอ
ไม่มีความทรงจำ
ไม่มีชื่อ
ไม่มีภาพใดผุดขึ้นมา
แต่ร่างกายกลับไม่ได้ปฏิบัติต่อเธอเหมือนคนแปลกหน้า
“ข้าแค่...” เขาหยุดไปชั่วครู่
คำที่ออกจากปากเป็ภาษาซึ่งเขาไม่ควรพูดได้คล่องขนาดนี้ ความประหลาดใจอีกอย่างถูกเพิ่มเข้าไปในรายการที่ยาวขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้สังเกตเห็น หรืออาจไม่มีเหตุผลให้เธอสังเกต
“แค่อะไร”
“อยากรู้ว่าข้ายังเดินได้หรือไม่”
คิ้วของเธอขยับขึ้นเล็กน้อย
“ตอนนี้รู้แล้วหรือยัง”
ลูเซียนเหลือบมองระยะห่างระหว่างตัวเองกับเตียง
“พอสมควร”
“ดี ถ้าอย่างนั้นกลับไปนอน”
น้ำเสียงไม่ได้เปิดช่องให้ต่อรอง
ลูเซียนมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนยอมให้พากลับ เขาไม่ชอบการถูกประคอง แต่หลังจากก้าวไปไม่กี่ก้าวก็ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ความดื้อคงไม่ได้ให้อะไรนอกจากโอกาสล้มให้ดูน่าสมเพชกว่าเดิม
เมื่อเขานั่งลงบนเตียง เธอดึงผ้าห่มขึ้นให้โดยแทบไม่ต้องมอง มือทำทุกอย่างด้วยความคุ้นเคย ก่อนแตะหลังมือกับหน้าผากเขา
“ไม่มีไข้”
ลูเซียนปล่อยให้เธอตรวจ
บนโต๊ะข้างเตียง ผลึกสีฟ้าชิ้นเดิมยังเต้นเป็จังหวะ เธอหยิบมันขึ้นมาวางใกล้ข้อมือเขา แสงภายในเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็สีเขียวอ่อน
ลูเซียนมองมัน
ผู้หญิงตรงหน้ามองเขาแทน
“เจ็บตรงไหนหรือไม่”
“ตรงชายโครง”
“มากไหม”
“ไม่มาก แค่ยังเจ็บอยู่เวลาขยับ”
เธอถอนหายใจเบา ๆ คล้ายโล่งใจ แต่สายตายังไม่ละจากเขา
“อย่างน้อยเ้าก็ยังตอบเหมือนเดิม”
ลูเซียนเงยหน้ามองเธอ
“ท่านรู้จักข้า?”
มือที่กำลังวางผลึกกลับลงบนโต๊ะหยุดไปเล็กน้อย
“รู้จักสิ”
น้ำเสียงของเธออ่อนลง
“แม่เลี้ยงเ้ามาั้แ่เกิด จะไม่รู้จักเ้าได้อย่างไร”
ลูเซียนไม่ได้ตอบทันที
ผู้หญิงตรงหน้าเรียกตัวเองว่าแม่ด้วยความเป็ธรรมชาติจนไม่มีช่องว่างให้สงสัยว่าเธอเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ
ปัญหาคือในความทรงจำของเขา ไม่มีเธออยู่เลย
“แม่...?”
แววตาของเธอสั่นไหวเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมานิ่ง
“ข้าชื่อเซลีน เซลีน เวลมอนต์”
นามสกุลเดียวกับชื่อที่เธอเรียกเขา
“และเ้าเป็ลูกของแม่”
คำพูดนั้นควรเรียกอะไรบางอย่างกลับมา ภาพ เสียง หรืออย่างน้อยชื่อของเธอในส่วนใดส่วนหนึ่งของความทรงจำ
ไม่มี
แต่ความว่างเปล่านั้นกลับไม่สมบูรณ์
ตอนเซลีนเอื้อมมาจัดเส้นผมที่ตกลงเหนือหน้าผากเขา ลูเซียนรู้ว่าตัวเองควรขยับหนีหากคนแปลกหน้าทำเช่นนี้
เขาไม่ขยับ
ไม่ใช่เพราะตัดสินใจไว้ใจเธอ
ร่างกายเพียงไม่เห็นความจำเป็ต้องหลบ
ความขัดแย้งนั้นน่ารำคาญกว่าความเจ็บชายโครงเสียอีก
“ข้าจำท่านไม่ได้”
เขาพูดในที่สุด
เซลีนไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ถามซ้ำว่าเขาพูดจริงหรือไม่ เธอเพียงนิ่งไปครู่หนึ่ง นานพอให้ลูเซียนรู้ว่าเธอรับประโยคนั้นหนักกว่าที่แสดงออก
“หมอบอกไว้แล้วว่าอาจเกิดเื่แบบนี้”
“ความจำเสื่อม?”
“บางส่วน”
“แต่ข้าจำอย่างอื่นได้”
เซลีนเงยหน้าขึ้นทันที
เร็วเกินกว่าความสนใจธรรมดาเล็กน้อย
ลูเซียนเห็นมัน
“อะไร”
เขาไม่ตอบในทันที
จะเริ่มจากตรงไหนดี
รถยนต์ คอมพิวเตอร์ อาคารสูง หรือชีวิตหลายปีที่เขาจำได้ชัดเจนกว่าห้องซึ่งควรเป็ห้องนอนของตัวเอง
“สถานที่อีกแห่ง”
สีหน้าของเซลีนไม่เปลี่ยน แต่ปลายนิ้วที่วางอยู่บนผ้าห่มขยับเล็กน้อย
“สถานที่แบบใด”
“ข้ายังไม่แน่ใจว่าจะอธิบายอย่างไร”
นั่นเป็ความจริงเพียงครึ่งเดียว
อีกครึ่งคือเขายังไม่แน่ใจว่าควรบอกคนที่เพิ่งรู้ว่าเป็แม่ของตัวเองมากแค่ไหน
เซลีนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
แทนที่จะซักต่อ เธอกลับยกมือขึ้นแตะข้างแก้มเขาเบา ๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ยังไม่ต้องอธิบาย”
ลูเซียนชะงัก
“ท่านไม่อยากรู้หรือ”
“อยากสิ”
เธอตอบแทบจะทันที
“แต่แม่อยากให้เ้าหายดีก่อนมากกว่า”
ความเรียบง่ายของประโยคนั้นทำให้ลูเซียนหาคำตอบไม่เจออยู่ชั่วขณะ
คนตรงหน้ามีเหตุผลทุกอย่างที่จะถาม แต่กลับเลือกไม่ถาม
เซลีนลุกขึ้น
“แม่จะไปตามพ่อเ้า”
ลูเซียนมองตามเธอ ก่อนที่มือจะถึงลูกบิด เขาก็เรียกไว้
“ท่านเซลีน”
เธอหยุด
ความเจ็บบางอย่างผ่านเข้ามาในดวงตาเมื่อได้ยินคำเรียกนั้น แต่เธอยังคงหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“ว่าอย่างไร”
ลูเซียนลังเล
“ขอโทษ”
เซลีนมองเขาอยู่นาน
“เ้าไม่ต้องขอโทษที่จำแม่ไม่ได้”
แล้วเธอก็ออกจากห้องไป
ประตูปิดลงเบา ๆ
ลูเซียนเอนหลังพิงหมอน
คำตอบที่ได้รับไม่ได้ทำให้สถานการณ์ง่ายขึ้นเลย
ถ้าคนเหล่านี้เป็ศัตรู ถ้าห้องนี้เป็สถานที่คุมขัง หรือถ้าทุกคนปฏิบัติต่อเขาอย่างมีพิรุธ เขาคงรู้ว่าควรทำอย่างไร—ระวัง หาข้อมูล แล้วค่อยหาทางออก
แต่เซลีนเพิ่งดึงผ้าห่มขึ้นให้เขาเหมือนทำเช่นนี้มาทั้งชีวิต และส่วนหนึ่งของร่างกายเขากลับยอมรับัันั้นก่อนที่ความคิดจะตามทัน
ลูเซียนมองมือของตัวเองอีกครั้ง
“ลูเซียน เวลมอนต์...”
ชื่อนั้นไม่ได้รู้สึกแปลกเมื่อออกจากปาก
นั่นต่างหากที่แปลก
• • •