“เมื่ออาทิตย์ก่อนพ่อซื้อยาบำรุงเืให้ฉัน ชุดหนึ่งตั้งสามพันหยวน”
“นี่มันยังเป็ยาเสริมกำลังทั่วไปด้วยซ้ำ”
“สูงขึ้นไปอีกก็มี ยาเสริมโลหิต ยาเสริมกระดูก ยาบำรุงพลังชีวิต...”
“แต่ละอย่างราคาสูงกว่ายาบำรุงเืไปมาก ยาบำรุงพลังชีวิตที่แพงที่สุด ชุดหนึ่งปาเข้าไปหมื่นห้าพันหยวน นี่มันราคาสูงเกินไปแล้ว!”
จงเจิ้นกั๋วรับปากกับลู่เซิ่งว่าจะช่วยให้เขาได้ทุนการศึกษาพิเศษของโรงเรียนมัธยมไป๋เหอสาขาสามสามหมื่นหยวน
ตอนแรกลู่เซิ่งยังคิดว่าเงินจำนวนนี้ไม่น้อยเลย แต่พอมาดูตอนนี้ กลับไม่เพียงพอเสียแล้ว
เงินสามหมื่นหยวน ซื้อยาบำรุงเืได้แค่สิบชุด ซื้อยาบำรุงพลังชีวิตได้แค่สองชุด
ถ้าเป็ไปตามแผนเดิมของลู่เซิ่งที่จะขอทุนการศึกษาชั้นหนึ่งหนึ่งหมื่นหยวน ก็คงซื้อยาบำรุงพลังชีวิตไม่ได้แม้แต่ชุดเดียว
“การฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ช่างสิ้นเปลืองเงินทองเสียจริง...”
ลู่เซิ่งเพิ่งเข้าใจในตอนนี้ว่า เหล่าสุดยอดนักสู้ในโรงเรียนที่เขาเคยเห็น ผู้ที่ดูสง่างามและโดดเด่น อย่างเช่นหยางอี้เฟย พวกเขาเ่าั้ต้องใช้เงินทองไปมากขนาดไหน
เด็กที่มาจากครอบครัวธรรมดาอย่างเขาและหลิวฉี่ิ จะไปเปรียบเทียบกับคนเ่าั้ได้อย่างไร
คนยากจนกำเนิดอัจฉริยะ ในยุคที่ศิลปะการต่อสู้เฟื่องฟูเช่นนี้ ช่างยากเย็นแสนเข็ญ
ลู่เซิ่งตระหนักในทันทีว่า ภาระบนบ่าของพ่อแม่นั้นหนักหนาเพียงใด
“ความคิดของลู่ชิงเหอไม่ผิดเลย ด้วยพร์ด้านศิลปะการต่อสู้ของเธอ หากก่อนหน้านี้ไม่มีพี่ชายที่ไม่ได้เื่อย่างฉันคอยถ่วง ความสำเร็จที่เธอได้รับคงจะสูงกว่านี้มาก...”
เหมือนอย่างตอนนี้ที่ลู่ต้าไห่ตัดสินใจที่จะจัดหายาบำรุงเืให้เขากับลู่ชิงเหอคนละสองชุดต่อเดือน (ขีดจำกัดของตระกูลลู่)
หากสามารถมอบยาบำรุงเืทั้งสี่ชุดนี้ให้แก่ลู่ชิงเหอเพียงคนเดียว ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะชัดเจนยิ่งกว่านี้
เมื่อคิดได้ดังนั้น ความคิดที่จะหาเงินของลู่เซิ่งกลับยิ่งแน่วแน่
“ไม่ว่าจะเพื่อการฝึกของตัวเอง หรือเพื่อเส้นทางศิลปะการต่อสู้ของลู่ชิงเหอ ฉันก็ต้องพยายามให้มากขึ้น...”
ลู่เซิ่งไม่มองอะไรอีก เดินออกจากห้างสรรพสินค้าไป
ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองอยู่ค่อนข้างไกลจากอะพาร์ตเมนต์ที่ลู่เซิ่งอาศัยอยู่ ลู่เซิ่งไม่ได้ขึ้นรถโดยสารประจำทาง แต่เลือกที่จะเดินกลับบ้าน
ภายใต้การฝึกฝนที่เข้มงวดขึ้นทุกวัน การเดินกลับบ้านอย่างสบายๆ เช่นนี้ กลับเป็วิธีการพักผ่อนที่ดีสำหรับลู่เซิ่ง
“วันนี้ต้องไต่แรงค์โกลด์ให้ได้ ฉันเพิ่งฝึกยาสุโอะ (แชมเปี้ยนที่เป็ซามูไรในเกม League of Legends) มาหมาดๆ เดี๋ยวพาแกไล่ฆ่าให้เละเลย!”
“พอเถอะน่า กลัวว่าจะเป็แค่ตัวถ่วงมากกว่า...”
“แกกล้าดูถูกยาสุโอะของฉันเหรอ?! คอยดูนะ ฉันจะโชว์ให้แกเห็นสักหน่อย...”
เหล่านักเรียนมัธยมปลายที่สวมชุดนักเรียน สะพายกระเป๋าเป้ พากันวิ่งเล่นหยอกล้อกันเป็กลุ่มๆ ผ่านหน้าลู่เซิ่ง แล้วพุ่งเข้าไปในร้านอินเทอร์เน็ตที่อยู่ใกล้ที่สุด
ในใจของลู่เซิ่งเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ
เมื่อเดือนก่อน เขาก็เป็เหมือนคนเหล่านี้ ใช้ชีวิตไปวันๆ ในโรงเรียน เลิกเรียนก็เข้าร้านอินเทอร์เน็ต
ราวกับปลาที่แหวกว่ายอยู่ในโคลนตม ถูกภาพลวงตาและความขุ่นมัวเบื้องหน้าบดบัง สับสนและไร้จุดหมาย วนเวียนอยู่กับที่ทุกวัน ไม่มีทิศทางและไม่มีแรงผลักดันใดๆ
แต่ตอนนี้ เขาโผล่พ้นผิวน้ำแล้ว สมองปลอดโปร่ง เข้าใจว่าตัวเอง้าอะไร และรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าอยู่ที่ใด
“เสียใจไหม?”
ลู่เซิ่งถามตัวเองเบาๆ
“ไม่เสียใจ”
ลู่เซิ่งตอบกลับด้วยแววตาที่สงบนิ่งและแน่วแน่
แม้จะดูเหมือนว่าสละความสุขบางอย่างไป แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกอิ่มเอมและพึงพอใจมากกว่า
ในเวลานั้นเอง ความทรงจำต่างๆ เกี่ยวกับวิชาหมัดก็พลันวาบเข้ามาในหัวของลู่เซิ่ง
ภาพที่แตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยจำนวนมาก เลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตาเขา
ในเวลานั้น เขาดูเหมือนจะจับต้องอะไรบางอย่างได้
ดูเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างแตกหัก
สมองของลู่เซิ่งปลอดโปร่งอย่างยิ่ง มีสิ่งใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นในใจของเขา
“ก้าวข้ามแล้ว...”
ลู่เซิ่งมองมือของตัวเองอย่างเหม่อลอย
เขาััได้อย่างชัดเจนว่า ขีดจำกัดของวิชาหมัดที่เขาได้รับมาจากการดูดซับความทรงจำจำนวนมาก ได้ถูกทำลายลงในขณะนี้ ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับวิชาหมัดได้ก้าวไปสู่ระดับใหม่
นี่คือสภาวะที่อธิบายได้ยาก
ขจัดสิ่งที่ไม่้า เก็บไว้แต่สิ่งที่เป็แก่นสาร ปรับปรุงให้ดีขึ้น
ตอนนี้ ลู่เซิ่งรู้สึกว่าตัวเองสามารถควบคุมทักษะวิชาหมัดทุกชนิดในหัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ โดยใช้วิชาหมัดได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ผสมผสานและประยุกต์ใช้
คงความหมายประมาณนี้
“ก่อนหน้านี้เคยได้ยินครูพูดในชั้นเรียนบอกว่า เหล่าสุดยอดนักสู้ที่แข็งแกร่ง เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมและสภาพจิตใจที่เหมาะสม จะได้รับความเข้าใจที่มหัศจรรย์บางอย่าง ทำให้ศิลปะการต่อสู้ของตัวเองได้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
กระจ่างแจ้งในจิต เห็นแท้แห่งตน
สถานการณ์นี้ ในศิลปะการต่อสู้เรียกว่า การรู้แจ้ง
เมื่อกี้ฉันได้ประสบกับการรู้แจ้งเหรอ?”
ลู่เซิ่งไม่แน่ใจ
แต่นั่นก็ไม่สำคัญ
เขารู้แค่ว่าความแข็งแกร่งของเขาควรจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
หากตอนนี้เขาต่อสู้กับตัวเองในอดีต อาจจะรู้ผลแพ้ชนะได้ภายในไม่กี่กระบวนท่า
นี่คือความแตกต่างที่เกิดจากความสำเร็จในวิชาหมัด
ลู่เซิ่งรู้สึกอยากจะรีบไปที่โรงศิลปะการต่อสู้หงชวนเพื่อทำการทดสอบอีกครั้ง แต่ต้องระงับความ้านั้นไว้ในทันที
ความแข็งแกร่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนครั้งที่ทดสอบ
ความแข็งแกร่งเป็ของตัวเอง ไม่ได้หายไปไหนเพราะไม่ได้ทดสอบในทันที
อีกอย่าง วันนี้ก็ค่อนข้างดึกแล้ว หากชักช้าไปอีกสักหน่อย กลับไปก็คงหนีไม่พ้นการถูกพ่อแม่ซักถาม
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เซิ่งก็เร่งฝีเท้า
...
“ผมกลับห้องก่อนนะ”
ลู่เซิ่งวางชามและตะเกียบลง กล่าวทักทายครอบครัวอย่างสงบ แล้วหันหลังกลับเข้าห้อง
“วันนี้เสี่ยวเซิ่งเป็อะไรไป? ไม่สบายหรือเปล่า...”
เจิ้งอวี้เฟินผู้เป็แม่มองไปที่ชามข้าวของลู่เซิ่งด้วยความเป็ห่วง แล้วพูดว่า “วันนี้กินข้าวน้อยกว่าเมื่อวานครึ่งชาม...”
“...”
ลู่ชิงเหอส่ายหน้าอย่างจนปัญญา แล้วลุกขึ้นพูดว่า “พ่อแม่ หนูขอตัวไปฝึกฝนก่อนนะคะ”
พูดจบลู่ชิงเหอก็รีบวิ่งกลับห้องของตัวเอง
บางทีอาจเป็เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับลู่เซิ่งใน่นี้ ทำให้ลู่ชิงเหอรู้สึกถึงวิกฤตบางอย่าง จึงฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งมากกว่าเดิม
ลู่ต้าไห่ตบมือภรรยาเบาๆ แล้วปลอบใจด้วยรอยยิ้ม “ลูกโตแล้ว รู้จักคิด รู้จักเรียนรู้ นี่เป็เื่ดี ไม่ต้องเป็ห่วงหรอก อ้อ ใช่แล้ว นี่เงิน เอาไปซื้อกระดูกชิ้นใหญ่ๆ มาให้เสี่ยวเซิ่งกับชิงเหอกินบำรุง...”
“คุณไปรับงานจ้างมาอีกแล้ว เมื่อวานยังบ่นปวดเอวอยู่เลย สภาพร่างกายจะรับไหวเหรอ?”
“ไม่เป็ไรหรอก เดี๋ยวเธอช่วยแปะยาให้ฉันอีกสองแผ่นก็พอ...”
“จะไปแปะตรงไหนได้อีก...”
...
ลู่เซิ่งฟังเสียงพูดคุยของพ่อแม่ที่ดังมาจากห้องนั่งเล่น หายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ ปรับอารมณ์ให้สงบลง
หลังจากที่ค่าพลังชีวิตเพิ่มขึ้น ประสาทััทั้งห้าของเขาก็ได้รับการเสริมสร้างอย่างมาก แม้จะอยู่ห่างกันแค่ประตูห้องกั้น ก็ยังได้ยินเสียงพูดคุยข้างนอกได้อย่างชัดเจน
ความกังวลในใจของลู่เซิ่งกลับยิ่งมากขึ้น
หลังจากทำท่าบริหารร่างกายสองชุด ขจัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวออกไปจนหมด ลู่เซิ่งก็ค่อยๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา
ตอนนี้ เขาสามารถควบคุมสมองของตัวเองให้หลับได้อย่างง่ายดายในเวลาอันสั้น