ตอนที่ 5: ยามเมืุ่์ร้ายกว่าอสูร
หลินชางและเฟิงเสี่ยวออกวิ่งสี่เท้าอย่างไม่คิดชีวิต ฝ่าข้ามพงหนามและซอกหินขรุขระจนกระทั่งหมดสิ้นเรี่ยวแรง ทั้งสองซุกตัวเข้าพักผ่อนภายในโพรงหินธรรมชาติขนาดเล็กแห่งหนึ่งซึ่งมีเถาไม้แห้งปกคลุมปากทางไว้อย่างมิดชิด เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังประสานกันอยู่ในความเงียบ ยามนี้หัวใจของทั้งคู่เต้นรัวระทึกจนแทบจะทะลุออกมานอกอก กว่าที่จังหวะการหายใจและชีพจรจะค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบ ก็เนิ่นนานผ่านไปหลายสิบสิบลมหายใจ
"พวกเรา... เฉียดผ่านเงามัจจุราชมาได้อีกครั้งแล้ว" เฟิงเสี่ยวพึมพำเสียงแหบพร่า นิ้วมือสั่นระริกด้วยความหวาดเกรงที่ยังคงคั่งค้างจากภาพสยดสยองของงูพันปล้องและเถาวัลย์ปีศาจ
หลินชางทรุดกายลงนั่ง ขยับเข้าไปตรวจดูาแบนเรือนร่างของพวกเขาทั้งสองอย่างถี่ถ้วน รอยไหม้และผื่นแดงจากพิษเถาวัลย์เมื่อค่ำคืนก่อนบนแขนของเขาเริ่มแห้งและตกสะเก็ดสีคล้ำ ขณะที่าแฉกรรจ์บนท่อนแขนของเฟิงเสี่ยวซึ่งเกิดจากกรงเล็บหมีเหล็กเขี้ยวดำ ก็เริ่มปิดสมานตัวด้วยฤทธิ์โอสถห้ามเือันประเสริฐที่มู่ปิงอวิ๋นมอบไว้ให้
"พวกเรายังเหลือเวลาอยู่ในป่าต้องห้ามแห่งนี้อีกห้าวัน" หลินชางคำนวณ่เวลาในใจอย่างสุขุม "พวกเราจำเป็ต้องล่าอสูรเพื่อเก็บรวบรวมแก่นในมาเพิ่มให้ได้มากกว่านี้ ทว่าต้องคอยสังเกตและหลีกเลี่ยงอาณาเขตบึงหมอกพิษให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้"
เฟิงเสี่ยวผยักหน้ารับคำเห็นพ้อง แม้เรือนร่างจะบอบช้ำสะบักสะบอมจากการต่อสู้ทราหด ทว่าแววตาของทายาทแห่งตระกูลหงส์ทองผู้นี้กลับไม่มีร่องรอยของการท้อแท้หรือยอมจำนนเลยแม้แต่น้อย
ในอีกฟากหนึ่งทางฝั่งทิศเหนือของป่าต้องห้าม มู่ปิงอวิ๋นในชุดยุทธ์สีขาวสะอาดก้าวเท้าผ่านพุ่มไม้หนาจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าซากปรักหักพังของศาลเ้าโบราณกลางป่าลึก เสาหินขนาดใหญ่ที่ปรักหักพังและถูกเถาไทรสลักเกลาตามกาลเวลายังคงปรากฏร่องรอยการจารึกอักขระโบราณหลงเหลืออยู่บางส่วน นางหยุดก้าวเท้าแล้วก้มลงพิจารณาอักษรเ่าั้ด้วยความสนใจ
แผ่นจารึกหินกล่าวถึงเื่เล่าขานของ พฤกษาผู้พิทักษ์ มหาพฤกษาศักดิ์สิทธิ์ที่เคยแผ่กิ่งก้านสาขาคอยคุ้มครองผืนป่าเขาเฮยเยียนแห่งนี้มาั้แ่ยุคา ก่อนจะสูญสิ้นพลังและเงียบหายไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน มู่ปิงอวิ๋นกวาดสายตาอ่านอักขระด้วยความสงสัย ในหัวใจของนางกลับเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด เมื่อถ้อยคำว่า พฤกษา ในจารึกโบราณกลับทำให้ภาพใบหน้าของหลินชางปรากฏขึ้นในความคิดของนางโดยไร้สาเหตุ
นางก้าวเดินสำรวจไปรอบซากศาลเ้าโบราณ จนกระทั่งพบนูนรูปแกะสลักหินที่ผุกร่อนบนผนังหินด้านใน รูปนั้นเป็ภาพต้นไม้ใหญ่ที่มีระบบรากสาขาแผ่ขยายไพศาลไปทั่วผืนแผ่นดินคล้ายเถาวัลย์พันเกี่ยว ใบหน้าของรูปแกะสลักถูกเลือนลางไปตามกาลเวลาจนมิอาจแยกแยะได้ว่าเป็เทพเซียนหรืุ์ ทว่าสิ่งที่ทำให้นางต้องประหลาดใจคือ บริเวณเบ้าตาของรูปแกะสลักนั้นยังคงปรากฏประกายสีเขียวมรกตเจือจางหลงเหลืออยู่ ราวกับในอดีตเคยถูกฝังด้วยอัญมณีวิเศษแต่กลับถูกขุดเจาะออกไปนานนับร้อยปีแล้ว
นางก้มลงย่อกายสำรวจบริเวณฐานของรูปแกะสลักอย่างละเอียด พบร่องรอยการจารึกอักขระขนาดเล็กที่เกือบจะถูกลบล้างไปทั้งหมด มีเพียงข้อความในประโยคสุดท้ายเท่านั้นที่ยังพอจะอ่านจับใจความได้
...เมื่อพฤกษาผู้พิทักษ์ตื่นขึ้นอีกครั้ง ป่าแห่งนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิม...
นิ้วเรียวยางของนางยื่นออกไปััตัวอักษรโบราณบนแผ่นหินเบาๆ ทันใดนั้น กระแสความรู้สึกประหลาดบางอย่างก็แล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ร่างกาย คล้ายกับมีปราณธรรมชาติจางๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในหินโบราณได้ตอบสนองต่อััของนางเพียงชั่วครู่สั้นๆ ก่อนจะเลือนหายไปในความเงียบสงบ
"นี่มัน... สิ่งใดกัน" นางพึมพำกับตนเองด้วยความฉงน ก่อนจะตัดสินใจจดจำตำแหน่งและสัญลักษณ์ของศาลเ้าแห่งนี้ไว้ในใจ หากมีโอกาสในภายภาคหน้า นางอาจจะกลับมาค้นหาความจริงอีกครั้ง
มู่ปิงอวิ๋นออกเดินทางต่อจนกระทั่งมาพบกับทางแยกสองสาย สายหนึ่งมีกลิ่นอายลมปราณอสูรเข้มข้นรุนแรง บ่งบอกถึงการมีอยู่ของสัตว์อสูรระดับสูง ส่วนอีกสายหนึ่งกลับเงียบสงัดไร้เสียงสิ่งมีชีวิต มู่ปิงอวิ๋นเลือกก้าวเดินไปตามเส้นทางที่มีกลิ่นอายปราณเข้มข้นโดยไม่ลังเลใจ เพราะนางรู้ดีว่ายิ่งพื้นที่อันตรายมากเพียงใด แก่นในที่ได้มาก็ยิ่งมีพลังเข้มข้นและทรงคุณค่ามากเท่านั้น
ก้าวเดินไปได้ไม่ไกล นางก็เผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าหิมะั์เ้าถิ่น ขนสีขาวราวหิมะและดวงตาสีฟ้าครามของพวกมันเปล่งประกายฆ่าฟัน มู่ปิงอวิ๋นมิเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด นางกระชับดาบประจำตระกูลแล้วสืบเท้าพุ่งเข้าหาฝูงสัตว์ร้ายทันที!
ฟึ่บ! เคร้ง!
วิชาดาบหิมะโปรยปรายถูกร่ายรำออกมาอย่างวิจิตร คมดาบประกายเงินส่องสว่างสะท้อนแสงจันทร์วาววับ!
ฉัวะ! ฉัวะ!
เสียงคมดาบตัดผ่านเนื้อและกระดูกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างของหมาป่าหิมะั์ล้มลงนอนจมกองเืสีแดงสดทีละตัวๆ โดยที่พวกมันมิอาจแตะต้องแม้แต่ชายเสื้อคลุมสีขาวของนางได้เลยแม้แต่น้อย ภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ ฝูงหมาป่าหิมะนับสิบตัวก็ถูกสังหารสิ้นซากลงด้วยพละกำลังอันเหนือนุษย์
"ข้าคงคิดฟุ้งซ่านไปเอง..." นางส่ายหน้าเบาๆ ไล่ภาพของสามีตามนิตินัยออกจากสมอง ก่อนจะลงมือผ่าอกเก็บแก่นในอสูร แล้วก้าวเดินมุ่งหน้าลึกล้ำเข้าไปในป่าต่อไป
เปรี้ยง! กรอบ!
เสียงกิ่งไม้แห้งถูกเหยียบหักดังขึ้นจากบริเวณภายนอกโพรงหิน หลินชางดึงสติกลับคืนมาทันควัน เขายกมือขึ้นส่งสัญญาณให้เฟิงเสี่ยวเงียบเสียงและระวังตัว
"ออกมาเสียเถอะ ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเ้าซ่อนหัวอยู่ในโพรงหินนั้น!" เสียงอันแสนยโสของมู่เฉียนดังะโมาจากด้านนอก น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความฮึกเหิมและมั่นใจผิดไปจากยามปกติ
หลินชางและเฟิงเสี่ยวสบตากันด้วยความระแวง ทั้งสองค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากโพรงหินอย่างกระชับอาวุธในมือ
ทว่ายามนี้ มู่เฉียนมิได้มาพร้อมกับผู้คุ้มกันประจำตระกูลสามคนเหมือนเช่นเคย ข้างกายของมันปรากฏร่างของชายชรารูปร่างสูงชะลูดในชุดคลุมยาวสีดำสนิท ใบหน้าของชายชราเต็มไปด้วยรอยแผลเป็กร้านศึก ดวงตาสีเหลืองคล้ายสัตว์เลื้อยคลานส่องประกายเยือกเย็นและแฝงไว้ด้วยพิษร้ายราวงูพิษที่พร้อมจะฉกเหยื่อ
"นี่คือ เฒ่าอสรพิษ ยอดนักฆ่ารับจ้างที่ข้าทุ่มเงินจำนวนมากจ้างวานมาเป็พิเศษ!" มู่เฉียนหัวเราะร่าด้วยความสาใจ "จริงอยู่ว่ากฎระเบียบของพิธีห้ามมิให้ใช้คนนอกช่วยเหลือ ทว่าหากไม่มีผู้ใดมีชีวิตรอดกลับไปรายงาน ก็เท่ากับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความจริงมิใช่หรือ!"
"ข้าสะกดรอยตามพวกเ้ามาตลอดทั้งวัน รอคอยจนกระทั่งพวกเ้าอ่อนล้าจากการต่อสู้กับสัตว์อสูรจนถึงขีดสุดจึงค่อยลงมือ" มู่เฉียนอธิบายแผนการด้วยความภาคภูมิใจ "รู้หรือไม่ว่าข้าต้องเสียทองคำไปมากเพียงใดกว่าจะจ้างเฒ่าอสรพิษผู้นี้มาได้ ดังนั้น แก่นในอสูรทั้งหมดในถุงผ้าของพวกเ้าจะต้องตกเป็ของข้าเพื่อชดเชยต้นทุน!"
เฒ่าอสรพิษก้าวเท้าออกมารับหน้าอย่างเชื่องช้า นิ้วมือทั้งสองข้างของมันมีเล็บยาวคมกริบสีดำสนิทเคลือบด้วยพิษร้ายเปล่งประกายแวววาว "เ้าเด็กน้อย ยอมส่งมอบถุงแก่นในอสูรมาแต่โดยดีเถิด ข้าจะได้มิต้องเสียเวลาเปื้อนมือสังหารพวกเ้าให้ทุรนทุราย"
หลินชางสืบเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือกำด้ามมีดทำครัวแน่น ในใจของเขารู้สึกได้ทันทีว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้าแตกต่างจากสัตว์อสูรที่เคยเผชิญมาโดยสิ้นเชิง ชายชราผู้นี้คืุ์ผู้ผ่านสังเวียนการฆ่าฟันและฝึกฝนวรยุทธ์มาอย่างโชกโชน อันตรายและเืเย็นยิ่งกว่าหมีเหล็กเขี้ยวดำหลายเท่าตัว
เฟิงเสี่ยวก้าวออกมายืนประจันหน้าเคียงข้างหลินชาง แม้ข้อมือขวาจะยังคงาเ็ แต่เขาก็กระชับดาบหักครึ่งไว้ด้วยมือซ้ายอย่างเด็ดเดี่ยว "ข้าจะร่วมต่อสู้ไปกับเ้า ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม!"
หลินชางกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างรวดเร็ว โขดหินสูงต่ำขรุขระ พื้นดินลาดชัน และรากไม้ใหญ่ที่พันเกี่ยวกันยุ่งเหยิง นี่อาจเป็ข้อได้เปรียบเพียงประการเดียวที่พอจะนำมาใช้ประโยชน์ในการต่อกรกับยอดฝีมือผู้นี้
ฟึ่บ!
เฒ่าอสรพิษทะยานตัวเข้าหาด้วยความเร็วสูงปานสายลมพัดผ่าน!
ฟิ้ว!
กรงเล็บพิษสีดำตวัดฉีกอากาศ เฉียดใบหน้าของหลินชางไปเพียงเส้นยาแดงผด!
หลินชางะโหลบออกด้านข้างสุดตัว กลิ้งตัวลงบนผืนโคลนแล้วหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
ทว่าเฒ่าอสรพิษมิเปิดโอกาสให้พักหายใจ มันหมุนตัวตวัดเท้าเตะเข้าใส่ลำตัวด้านซ้ายของหลินชางอย่างหนักหน่วง!
ตูม! "อั่ก!"
แรงปะทะส่งร่างของหลินชางลอยกระเด็นไปกระแทกกับโขดหินใหญ่อย่างแรง เสียงกระดูกซี่โครงลั่นกร๊อบ เืคาวพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
เฒ่าอสรพิษก้าวเท้าเข้าหาอย่างย่ามใจ คล้ายกับแมวที่กำลังหยอกเย้าเหยื่อที่กำลังจะตาย "เ้าเด็กน้อย ยอมแพ้เสียเถิด ข้าไม่อยากจะลงมือทรมานเ้าให้เนิ่นนานเกินจำเป็"
หลินชางกัดฟันแน่น ฝืนความเ็ปหยัดกายลุกขึ้นยืน สายตาของเขายังคงส่องประกายเด็ดเดี่ยวไม่อ่อนข้อ เขาคว้าก้อนหินขนาดใหญ่ข้างตัวขว้างใส่ใบหน้าของเฒ่าอสรพิษสุดแรงเพื่อถ่วงเวลา
"ย๊ากกก!"
เฟิงเสี่ยวพุ่งตัวเข้าช่วยทันที เขาวาดดาบหักครึ่งฟันเข้าใส่แผ่นหลังของเฒ่าอสรพิษอย่างเบ็ดเสร็จ!
เคร้ง! กร๊อบ! "อ๊ากกก!"
เฒ่าอสรพิษมิแม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง มันเหวี่ยงมือซ้ายออกมารับด้ามดาบ แล้วบิดข้อมือของเฟิงเสี่ยวจนหักสะบั้นในพริบตาเดียว! เสียงร้องด้วยความทรมานแสนสาหัสของเฟิงเสี่ยวดังก้องไปทั่วบริเวณ ดาบหักครึ่งหลุดออกจากมือกระเด็นไปไกล
เมื่อเห็นสหายร่วมตายถูกทำร้ายอย่างโเี้ ความโกรธเกรี้ยวอันมหาศาลก็พวยพุ่งขึ้นท่วมท้นจิตใจของหลินชาง! สมองของเขาขาวโพน เขาพุ่งตัวเข้าใส่เฒ่าอสรพิษโดยมินึกถึงชีวิตของตนเองอีกต่อไป!
ครืนนน!
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเคียดแค้น ผนึกเก้าดาราภายในจุดตันเถียนของเขาก็บิดหมุนและสั่นะเือย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น! กระแสไออุ่นมหาศาลจากเมล็ดพันธุ์เจี้ยนมู่ะเิทะลักทะลวงออกไปตามเส้นชีพจรทั่วร่าง ร่างกายที่เคยอ่อนล้ากลับเปี่ยมไปด้วยพลังงานมหาศาลอย่างน่าอัศจรรย์!
หลินชางรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่หมัดขวา แล้วชกสวนเข้าใส่ใบหน้าของเฒ่าอสรพิษสุดแรงเกิด!
ตูมมม! กร๊วม!
หมัดอันทรงพลังปะทะเข้ากับโหนกแก้มของยอดนักฆ่าอย่างจัง! เสียงกระดูกหน้าผากและโหนกแก้มร้าวะเิดังสะท้าน!
"อั่ก!"
เฒ่าอสรพิษส่งเสียงร้องคำรามด้วยความเ็ป ร่างของมันเซถอยหลังไปถึงสามก้าว เืสีแดงเข้มพุ่งกระฉูดออกจากปากและจมูก ดวงตาสีเหลืองของมันเบิ่งกว้างด้วยความตื่นตะลึงและหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน!
"เ้า... เ้ามิใช่คนพิการไร้พลังแน่ๆ!"
เฒ่าอสรพิษใช้หลังมือยกขึ้นเช็ดคราบเืที่มุมปาก สายตาที่เคยดูแคลนแปรเปลี่ยนเป็ความระมัดระวังขั้นสูงสุด มันยกมือขึ้นเตรียมจะโคจรลมปราณพิษขั้นสูงสุดเพื่อโจมตีสังหารสังหารอีกครั้ง
หลินชางยืนตั้งท่าเตรียมรับมือสุดกำลังเท่าที่เหลืออยู่ กัดฟันแน่นรอคอยการปะทะนองเืในระลอกถัดไป
ทว่า กระแสไออุ่นที่เคยะเิออกมาเมื่อครู่กลับค่อยๆ สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เรือนร่างของหลินชางตกลงสู่ภาวะอ่อนล้าสุดขีดในทันใด เขารู้ดีว่าด้วยสภาพร่างกายในยามนี้ เขาไม่อาจต้านทานการโจมตีของเฒ่าอสรพิษได้อีกต่อไปแล้ว
ทว่า เื่ราวกรับผกผันเมื่อเฒ่าอสรพิษกลับก้าวเท้าถอยหลังออกไปอีกหนึ่งก้าว ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความระแวงสงสัย "พลังหมัดหมุนวนอันแปลกประหลาดเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่คนพิการหรือผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาจะสามารถปลดปล่อยออกมาได้... เ้าเด็กผู้นี้มีความลับอันน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ ข้าจะไม่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเอาชีวิตไปทิ้งกับสิ่งที่ข้ายังมิอาจคาดเดาได้อย่างแน่นอน!"
"เฒ่าอสรพิษ! เหตุใดเ้าจึงถอยหนี! สังหารพวกมันแล้วนำแก่นในมาให้ข้าเเดี๋ยวนี้!" มู่เฉียนแผดเสียงะโสั่งด้วยความขัดเคืองใจ
"ทองคำที่เ้าจ่ายมา มิคุ้มค่ากับการต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่!" เฒ่าอสรพิษตอบกลับด้วยน้ำเสียงเ็า ก่อนจะสะบัดกายทะยานตัวหนีหายเข้าสู่ความมืดของป่าไปโดยไม่แยแสเสียงะโสั่งของมู่เฉียนอีกต่อไป
มู่เฉียนหน้าถอดสีด้วยความโกรธและความกลัว เมื่อเห็นยอดนักฆ่าละทิ้งงาน มันส่งเสียงสบถด่าทอแล้วรีบวิ่งกระหืดกระหอบตามเฒ่าอสรพิษไปทันที ทิ้งให้หลินชางและเฟิงเสี่ยวยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบที่กลับคืนมาอีกครั้ง
หลินชางรีบก้าวเข้าไปช่วยพยุงร่างของเฟิงเสี่ยวที่ข้อมือหักให้ลุกขึ้นนั่ง "เ้าเป็อย่างไรบ้าง"
"เ็ปเจียนตาย... ทว่ายังไม่ถึงแก่ชีวิต" เฟิงเสี่ยวส่งยิ้มฝืนๆ ใบหน้าซีดขาวด้วยความเ็ป เขามองดูหลินชางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามนับร้อย "เมื่อครู่นี้... พลังหมัดของเ้า..."
"อย่าได้เอื้อนเอ่ยถามสิ่งใดเลย" หลินชางตัดบทด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทว่านุ่มนวล "ข้าจะเล่าความจริงให้เ้าฟังเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทว่ายามนี้พวกเราต้องรีบจัดเข้าเฝือกดามข้อมือของเ้าเสียก่อน"
เฟิงเสี่ยวมองหน้าเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะผยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจโดยไม่อาจซักไซ้ต่อ ความไว้วางใจที่ก่อตัวขึ้นตลอดการร่วมทุกข์ร่วมสุขส่งผลให้เขาเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวหลินชางโดยไร้ข้อกังขา
เมื่อจัดการเข้าเฝือกดามข้อมือให้เฟิงเสี่ยวเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็ตัดสินใจย้ายสถานที่พักผ่อนไปยังจุดอื่นที่ปลอดภัยกว่าเดิม ด้วยเกรงว่ามู่เฉียนอาจจะนำกำลังคนมาสมทบอีก หลินชางรับหน้าที่แบกสัมภาระทั้งหมดไว้บนบ่า พร้อมกับคอยพยุงเฟิงเสี่ยวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
ระหว่างทาง หลินชางสังเกตเห็น กระต่ายเขี้ยวเหล็ก อสูรขนาดเล็กตัวหนึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้า เขาจึงเลือกใช้สติปัญญาโดยการทำกับดักบ่วงเชือกง่ายๆ วางไว้ตามทางเดิน แล้วรอคอยอย่างอดทน จนกระทั่งกระต่ายอสูรเดินมาติดกับดัก ส่งผลให้เขาได้รับแก่นในอสูรเพิ่มมาอีกหนึ่งก้อนโดยไม่ต้องออกแรงต่อสู้ให้าเ็เพิ่ม
ค่ำคืนที่สองในป่าต้องห้ามผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น หลินชางและเฟิงเสี่ยวเข้าพักผ่อนภายในโพรงหินที่ลึกและปลอดภัยกว่าเดิม ก่อกองไฟดวงเล็กและโรยผงเกลือปิดล้อมบริเวณไว้เช่นเดิม
เฟิงเสี่ยวนั่งพิงผนังหิน มองดูหลินชางที่กำลังใช้น้ำซุปรักษาาแอย่างเงียบเชียบ
"หลินชาง... ข้ามิได้้าซอกแซกเื่ความลับของเ้าเพื่อนำไปบอกกล่าวแก่ผู้ใด" เฟิงเสี่ยวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ข้าเพียงแค่อยากจะล่วงรู้ว่า สหายที่ข้าไว้วางใจมากที่สุดในยามนี้ กำลังแบกรับภาระอันหนักหน่วงสิ่งใดอยู่เพียงลำพังหรือไม่"
หลินชางหยุดมือจากการทำแผล เงยหน้ามองกองไฟที่ส่องสว่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยความระมัดระวัง "ข้ามิใช่คนพิการทางเส้นชีพจรอย่างที่ผู้คนภายนอกตราหน้า... ทว่าในยามนี้ข้ายังไม่อาจเปิดเผยรายละเอียดให้เ้าฟังได้ มิใช่เพราะข้ามิไว้ใจเ้า หากแต่เพราะความลับนี้มีความสำคัญยิ่ง หากรั่วไหลออกไป อาจนำมาซึ่งภัยพิบัติและการนองเืมากกว่าที่เ้าจะจินตนาการได้"
เฟิงเสี่ยวผยักหน้ารับฟังอย่างสงบ "ข้าเคารพในการตัดสินใจของเ้า หากวันใดที่เ้าพร้อมจะบอกกล่าว ข้าก็พร้อมที่จะรับฟังเสมอ"
ทั้งสองนั่งพักผ่อนชมเปลวไฟร่วมกัน จนกระทั่งความเหนื่อยล้าส่งผลให้เฟิงเสี่ยวหลับสนิทไปก่อน หลินชางรับหน้าที่เฝ้ายามเพียงลำพังอีกครั้ง ในใจรู้สึกซาบซึ้งต่อโชคชะตาที่ได้ส่งสหายแท้เช่นเฟิงเสี่ยวมาเคียงข้างในยามยากลำบากเช่นนี้
หลินชางช่วยจัดผ้าพันแผลให้เฟิงเสี่ยวอีกครั้ง ในหัวใจของเขายังคงครุ่นคิดถึงคำพูดทิ้งท้ายของเฒ่าอสรพิษที่ว่า 'เ้าคนนี้มีความลับซ่อนอยู่'
หากแม้แต่นักฆ่ารับจ้างยังสามารถััได้ถึงความผิดปกติภายในร่างของเขา ย่อมหมายความว่าความลับที่เขาปกปิดมานานนับสิบปีเริ่มที่จะสั่นคลอนแล้ว เขามองดูท้องฟ้าที่มืดมิด สามวันที่เหลืออยู่ในป่าต้องห้ามแห่งนี้ ย่อมมิใช่เพียงการเอาชีวิตรอดจากสัตว์อสูรเท่านั้น หากแต่เป็การปกป้องความลับอันยิ่งใหญ่ของตระกูลและเอาชีวิตรอดจากความโลภของมนุษย์ด้วยเช่นกัน
เขานึกถึงคำสั่งเสียของท่านปู่อีกครั้ง การซ่อนเร้นที่สมบูรณ์แบบคือเกราะคุ้มกายเพียงชิ้นเดียวที่เขามี หากเกราะนี้พังทลายลง วันที่เหล่ามหาสำนักเทพ์จะมาถึงตัวเขาก็คงอยู่อีกไม่ไกล
ยามรุ่งอรุณของวันที่สาม หลินชางตื่นขึ้นด้วยเสียงขับขานของฝูงนกป่า ซึ่งเป็สัญญาณบ่งบอกว่าพื้นที่บริเวณนี้ปราศจากสัตว์อสูรร้าย เขาปลุกเฟิงเสี่ยวให้ตื่นขึ้นเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางต่อ
"เหลือเวลาอีกสี่วัน..." เฟิงเสี่ยวพึมพำขณะลองขยับท่อนแขนที่เข้าเฝือก แม้จะยังเ็ปแต่ก็ส่งยิ้มออกมาได้ "พวกเราผ่านพ้นมาได้ครึ่งทางแล้ว"
หลินชางผยักหน้ารับ มองไปยังเส้นทางเบื้องหน้า แม้จะเต็มไปด้วยอันตรายและอุปสรรค ทว่าในจิตใจของเขากลับรู้สึกว่าตนเองเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นกว่าวันแรกมาก ทั้งเรือนร่าง จิติญญา และพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
ทั้งสองเก็บสัมภาระออกเดินทางต่อ โดยมิมุ่งหวังว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล
ระหว่างการเดินทางในเช้าวันที่สาม ทั้งสองได้พบกับค่ายพักแรมร้างกลางป่าลึก เต็นท์ผ้าใบขาดวิ่น กองไฟดับสนิทมานานหลายวัน และข้าวของสัมภาระกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ไร้ร่องรอยของเ้าของค่ายหรือคราบเืใดๆ
"เ้าของค่ายแห่งนี้คงจะประสบภัยจนต้องหลบหนีไปอย่างทุลักทุเล" เฟิงเสี่ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
หลินชางเข้าสำรวจสัมภาระที่ถูกทิ้งไว้ พบถุงยาสมุนไพรสมานแผล ม้วนเชือกป่านคุณภาพดี และมีดสั้นสภาพดีเล่มหนึ่ง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเลือกเก็บเอาเฉพาะสิ่งที่จำเป็ต่อการเอาชีวิตรอด และทิ้งส่วนที่เหลือไว้ตามเดิม
"พวกเรามิใช่หัวขโมย" หลินชางเอ่ยบอกเมื่อเห็นสายตาของเฟิงเสี่ยว "ขอยืมใช้เพียงสิ่งจำเป็ หากมีโอกาสในภายภาคหน้า ย่อมต้องหาทางชดใช้คืนให้แก่เ้าของอย่างแน่นอน"
เฟิงเสี่ยวยิ้มและผยักหน้าเห็นพ้อง ทั้งสองเก็บสัมภาระที่จำเป็แล้วก้าวเดินต่อไป ทิ้งค่ายร้างไว้เื้ัพร้อมกับความหวังว่าเ้าของค่ายจะยังมีชีวิตรอด ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งในผืนป่าต้องห้ามแห่งนี้