หลังจากที่เดินทางเข้ามาในเมืองหลวงแล้ว เฟิ่งเซียนและสัตว์เทพทั้งสี่ก็มาถึงจวนขนาดกลางซึ่งเป็ที่พักของพวกตน จวนที่สะอาดสะอ้านราวกับมีผู้อยู่อาศัยเป็ปกตินี้ คงต้องยกความดีความชอบให้ศิษย์ของสำนัก ผู้ที่เป็คนซื้อจวนนี้ไว้ให้พวกนางแล้ว
"อีกเพียงสองวันจะถึงวันเปิดรับสมัครแล้ว ข้าจะออกไปดูภายในเมืองเสียหน่อย พวกเ้ากลับไปพักผ่อนเถิด"
"เ้าค่ะ/ขอรับนายหญิง"
สิ้นคำกล่าวของผู้เป็นายสัตว์เทพทั้งสี่ก็ได้กลับเข้าไปภายในมิติในทันที
เฟิ่งเซียนที่ตอนนี้อยู่ในอาภรณ์สีดำดูน่าเกรงขาม มีลวดลายกิ่งไผ่งดงามราวกับมันเคลื่อนไหวทุกครั้งที่นางขยับร่างกาย
ใบหน้าที่งดงามราวกับเทพเซียนลงมาจุตินี้ สามารถทำให้ผู้คนหลงไหล ตราตรึงได้จากการมองเพียงครั้งเดียว
เฟิ่งเซียนได้หยิบหมวกมาสวม ผ้าที่ครอบลงมานั้น แม้จะทำให้มองใบหน้างามไม่ชัดเจน แต่นี่ก็เพียงพอที่จะสามารถรับรู้ได้ถึงความงดงามแล้ว
เฟิ่งเซียนที่ตอนนี้อายุได้สิบสี่หนาวได้ไม่นาน แต่ฉายแววความงามออกมาล้นเหลือ
หลังจากจัดแจงแต่งกายทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งเซียนจึงเดินผ่านประตูจวนออกมา เพื่อเดินไปที่ถนนสายหลักที่มีห้างร้านอยู่มากมาย ทั้งร้านขายผ้าอาภรณ์ทั้งหลาย ร้านขายโอสถ ร้านขายตำรา รวมไปถึงโรงเตี้ยม และอีกมากมายนัก
เฟิ่งเซียนเดินเข้าไปที่เหลาอาหารแห่งหนึ่ง ดูจากภายนอกที่ดูหรูหราและยังมีผู้คนเข้าออกอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ คงเป็เหลาอาหารชื่อดังในเมืองเป็แน่
หลังจากที่เดินเข้ามาในร้านก็มีเสี่ยวเอ้อออกมาต้อนรับเป็อย่างดี ก่อนจะเดินนำนางขึ้นไปชั้นสองเพื่อหาโต๊ะที่นาง้า
โต๊ะที่เฟิ่งเซียนนั่งอยู่นั้นถือเป็โต๊ะที่ดีที่สุดโต๊ะหนึ่งก็ว่าได้ จากโต๊ะนี้สามารถมองลงไปเห็นทั่วร้าน รู้ว่าผู้ใดทำอะไรอยู่บ้าง
"รับอะไรดีขอรับ"
"ขอของขึ้นชื่อมาสักสามสี่อย่างและชาที่ดีที่สุด"
เฟิ่งเซียนสั่งไปอย่างผ่านๆ ราวกับว่าตนไม่ได้สนใจเื่รสชาติอาหารของร้านนี้อยู่แล้ว
เสี่ยวเอ้อที่รับคำสั่งก็รีบเดินลงไปที่ห้องครัวทันที ลูกค้าที่มีกลิ่นอายสูงส่งเช่นนี้
หากไม่ใช่เหล่าเชื้อพระวงค์ หรือเป็บุตรสาวของเ้าสำนักใหญ่สำนักใด ย่อมต้องเป็จอมยุทธ์ที่เก่งกาจเป็แน่
ตนที่เป็เพียงเสี่ยวเอ้อของเหลาอาหารแห่งนี้ มีหรือที่จะกล้าทำให้คนเช่นนี้ขุ่นมัวใจ
หลังจากที่เสี่ยวเอ้อหายไปสักพัก ไม่นานก็มีอาหารขึ้นชื่อมาเสิรฟนาง นางนั่งกินไปสำรวจไปอยู่ๆ ก็ไป สะดุดกับร่างสามร่างที่กำลังคุยกันเสียงดังคล้ายกับมีปากเสียงกันอยู่
เดิมทีเฟิ่งเซียนไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเื่ของผู้อื่นนัก แต่ต้องชะงักเพราะชื่อหนึ่งในสามคนนั้น
"ไป๋ฟางซิน! นางแพศยา ทั้งที่เ้าก็รู้อยู่เต็มอกว่าข้าชมชอบองค์ชายรองมากเพียงใด แต่เ้า! เ้าที่เป็สหายรักของข้าเหตุใดถึงทำเช่นนี้!!"
เสียงของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น มือชี้หน้าด่าสตรีที่อยู่หน้าตนด้วยความโมโห ร่างกายสั่นเทาใบหน้างามมีน้ำตาที่ไหลออกมา ทำให้เครื่องประทินโฉมที่แต่งแต้มมา เปรอะเปื้อนไปทั่วหน้าจนไม่เหลือเค้าความงามเฉกเช่นปกติ
ต่างกับสตรีตรงหน้าของนางที่คล้ายกับลูกนกตัวน้อยๆ ที่กำลังถูกรังแก บนใบหน้าแสดงออกถึงความรู้สึกผิด ดวงตาที่มีน้ำตาคลอคล้ายจะไหลออกมาได้ตลอดเวลา ร่างกายของนางสั่นเทด้วยความกลัว โดยมีชายหนุ่มโอบกอดเอาไว้ด้วยท่าทีปกป้อง
เฟิ่งเซียนที่ก้มมองเหตุการณ์ตรงหน้า แล้วได้แต่นึกขัน นางเพียงออกมาสำรวจเมืองเพียงเท่านั้น ผู้ใดจะคิดเล่าว่าจะได้มาเจอละครฉากใหญ่เช่นนี้
"เหลียนเพ่ยอิง เ้าฟังข้าก่อน ข้า...ฮึก! ข้าเพียงมาทานอาหารที่เหล่าอาหารแห่งนี้ เเล้วบังเอิญพบกับองค์ชายรอง ฮึก! คนที่เ้าหมายตาข้าไม่กล้าแม้แต่จะคิดแย่ง"
ไป๋ฟางซินที่ร้องไป ตัวสั่นไป แก้ตัวกับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็สหายตน
เหลียนเพ่ยอิงเป็คุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพอุดร และยังเป็คนที่รู้จักกับฟางซินมาั้แ่เด็ก
นางไว้ใจสหายคนนี้มาก มักจะมาเล่าเื่ราวขององค์ชายรองให้ฟางซินฟังอยู่บ่อยครั้ง แต่ในวันนี้วันที่นางต้องมาเห็นภาพบาดตาบาดใจระหว่างสหายรักของนางและคนที่นางรักสุดหัวใจ
"เ้าไม่มีสิทธิ์มาว่านาง เปิ่นหวางไม่ได้เป็อันใดกับเ้า หากเปิ่นหวางจะชมชอบในตัวไป๋ฟางซิน ตัวเ้ามีสิทธิ์ห้ามหรือ"
เสียงขององค์ชายรองดังกึกก้องไปทั่วเหลาอาหาร ผู้คนต่างมุงดูอย่างสงสัยใคร่รู้
ตัวของเหลียนเพ่ยอิงที่ได้ยินชายอันเป็ที่รักกล่าวเช่นนั้น ก็แทบจะเข่าทรุดลงไปกับพื้น ตัวนางที่ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและเสียใจ น้ำตาที่ไหลอาบแก้มจนแทบมองภาพข้างหน้าไม่ชัด
นางพยายามฉุดกระชากไป๋ฟางซินออกจากอ้อมออกของชายอันเป็ที่รัก ก่อนที่นางจะทำสำเร็จ ก็ได้มีคลื่นพลังขององค์ชายรองกระแทกเข้าที่อกของนางเข้าอย่างจัง
ร่างของเหลียนเพ่ยอิงลอยออกมาจากจุดที่เคยยืนอยู่ ก่อนจะล้มกระแทกโต๊ะที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เืที่กระอักออกมานั้น ยังไม่เ็ปเท่ากับรู้ว่าผู้ที่กระทำคือใคร
เพ่ยอิงที่ในตอนนี้สภาพแทบไม่เหลือเค้าความงามแล้ว ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยเสือดและเศษฝุ่น ถูกสาวใช้ส่วนตัวมาพยุงออกไป สายตาที่ยังมองไปที่ชายหนุ่มมีเพียงความเ็ปและไม่เข้าใจ
นางผิดอันใด นางที่รักเขาและมั่นคงกับเขาเสมอมาถูกสหายที่ไว้ใจที่สุดแย่งไปต่อหน้า แล้วเหตุใดคนผิดถึงเป็นางเล่า
หลังจากเพ่ยอิงออกจากร้านไป ฟางซินที่อยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มนั้นยังคงตัวสั่นร้องไห้ไม่หยุด ราวกับว่าตนนั้นเป็ผู้ถูกกระทำ
"ไม่เป็ไร เปิ่นหวางจะจัดการเื่นี้ให้เ้าเอง เปิ่นหวางไม่ยอมให้เ้าเสื่อมเสียแน่ "
หลังจากองค์ชายรองเอ่ยวาจาเสร็จก็สั่งให้องครักษ์เบิกทางให้ตนขึ้นรถม้า เพื่อไปส่งหญิงสาวที่จวน
เฟิ่งเซียนที่มองเหตุการณ์ทั้งหมดก็ได้นึกขำขึ้นมา หนึ่งคนสหาย หนึ่งชายที่ผูกใจรัก ทั้งที่เป็ผู้ถูกกระทำแต่ต้องเป็ตัวร้ายให้คนทั้งเมืองกร่นด่า อนิจจาโลกนี้ช่างหามีความยุติธรรมไม่
หลังจากชมงิ้วฉากใหญ่จบ เฟิ่งเซียนที่ตอนนี้เดินออกมาจากร้าน ก็คิดจะเดินสำรวจเมืองอีกหน่อย เมื่อเดินมาได้สักประมาณหนึ่งก็มาเจอเข้ากับป้ายขนาดใหญ่ ที่สลักคำว่า'ไป๋' อยู่
นางที่นึกถึงความทรมาณและความเ็ปของเฟิ่งเซียนคนเก่าแล้วก็อดที่จะสงสารไม่ได้ สถานที่ที่เรียกว่าบ้านแต่คล้ายกับนรกบนดินแห่งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เด็กตัวเล็กๆ ผู้หนึ่งควรพบเจอเลย
หลังจากกลับมาจากการสำรวจเฟิ่งเซียนก็เดินกับมาที่จวนก่อนที่จะเข้าไปภายในมิติเพื่อพักผ่อน ก่อนจะฝึกฝนเพิ่มพลังปราณต่อไป
ผ่านไปสองวันแล้วจากเหตุการณ์ในวันนั้น วันนี้คือวันลงสมัครประลองที่นางรอคอย เฟิ่งเซียนตั้งใจจะลงแข่งขันประลองวรยุทธ์ นางยังไม่อยากให้ผู้ใดรู้เื่ที่นางสามารถปรุงโอสถได้
ผู้ปรุงโอสถนั้นสามารถฝึกวรยุทธ์ได้เฉกเช่นเดียวกับคนทั่วไป แต่การฝึกสองสายนั้นเป็เื่ยากมาก ผู้ปรุงโอสถส่วนมากจึงเน้นพัฒนาด้านถนัดของตนมากกว่า
ในการแข่งขันนี้ไม่มีข้อห้ามในการลงแข่งสองสาย เพราะการประลองจะใช้สนามประลองเดียวกัน แต่แทบจะไม่มีผู้ใดเลยที่จะทำเช่นนั้น
เสียอย่างไรหากชนะและได้เป็หนึ่งในยี่สิบคน ย่อมได้ไปแข่งขันระดับแคว้นที่จะจัดในอีกสองเดือนข้างหน้าอยู่แล้ว จะไปเหนื่อยให้เปลืองแรงไปเพื่อเหตุใด
เฟิ่งเซียนที่ตอนนี้เดินมาถึงจุดรับสมัคร และมองสำรวจจำนวนคนที่จะลงประลองในครั้งนี้ สมแล้วที่เป็การประลองเพื่อแฟ้นหาอัจฉริยะของแคว้น สำนักน้อยใหญ่ พรรคมาร พรรคธรรมะต่างส่งศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่นของตนมาอย่างมากมาย
ระหว่างสำรวจอยู่นั้นเฟิ่งเซียนก็พบเข้ากับศิษย์สำนักเพลิงบุปผาที่กำลังยืนต่อแถวเพื่อรอสมัครอยู่เช่นเดียวกัน
วิธีการสมัครนั้นไม่ได้ยากเย็นอันใด ไม่มีค่าสมัคร เพียงแค่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดก็สามารถสมัครได้แล้ว
เฟิ่งเซียนที่ตอนนี้กดพลังของตนลงมาที่ระดับนักรบขั้นกลางจากระดับกษัตริย์ขั้นกลาง ย่อมสามารถผ่านได้อย่างง่ายดาย
ก่อนที่นางจะเดินไปต่อแถวรอรับสมัครเฉกเช่นคนอื่นๆ แต่ด้วยใบหน้างามของนางนั้นย่อมเป็ที่สนใจของผู้พบเห็น
ผู้คนได้แต่สงสัยกันว่านางเป็ผู้ใดกัน เหตุใดจึงงดงามได้มากถึงเพียงนี้ แล้วยิ่งกอปรกับกลิ่นอายน่าเกรงขามและสง่างามของนาง หญิงงามนางนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่
หลังจากยืนรอสมัครได้ไม่นานเฟิ่งเซียนก็ได้ยินเสียงพูดคุยของคนรอบข้างดังขึ้น สาเหตุของการพูดคุยไม่ใช่ผู้ใดเลย คนเ่าั้ก็คือบรรดาพี่น้องร่วมบิดาของนาง
"เ้าเห็นหรือไม่นั่นเหล่าอัจฉริยะตระกูลไป๋"
"คุณชายใหญ่'ไป๋เทียนเหลียน'หล่อเหลายิ่งนัก ได้ข่าวว่าเพียงวัยสิบเก้าก็สามารถไต่ขึ้นระดับได้ถึงผู้ฝึกตนขั้นปลายแล้ว ช่างเก่งกาจยิ่ง"
"คุณหนูรอง ไป๋ฟางซินก็ไม่น้อยหน้า อายุเพียงสิบสี่แต่อยู่ในระดับหลอมหลวมขั้นปลายแล้ว"
"เ้าดูสิคุณหนูอีกสองคนที่เหลือแม้ไม่ได้เป็ลูกของฮูหยินใหญ่ แต่ระดับพลังของพวกนางนั้นก็อยู่ที่หลอมรวมขั้นต้นแล้ว สมแล้วที่ได้เป็ตระกูลของเหล่าอัจฉริยะ คนที่สามารถสู้กับตระกูลไป๋ได้ คงมีแค่เหล่าเชื้อพระวงค์เป็แน่"
เสียงที่ดังชื่นชมจากผู้คนที่มาสมัครและชาวบ้านนั้น ทำให้เหล่าผู้เยาว์ของตระกูลไป๋พอใจนัก พวกตนรอเวลานี้มาเนิ่นๆ นาน ถูกเรียกว่าอัจฉริยะแล้วอย่างไร หากชนะการแข่งขั้นนี้ได้ย่อมถูกขนานนามว่า 'อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะเป็แน่'
เฟิ่งเซียนที่แค่มองดูก็รู้ความคิดของบรรดาพี่น้องนั้นได้แต่ทำสีหน้าเอือมระอากับความโง่เขลานี้ อัจฉริยะอันใดกัน พลังระดับนี้สู้ศิษย์สำนักนางไม่ได้ด้วยซ้ำ
*****