HACK ME! ศึกรักสังเวียนไซเบอร์ (มี Ebook)

    ตอนที่ 20 TRP

    20 | TRP  นั่งทำงานเพลินไปหน่อย ละสายตาจากจอคอมอีกทีจึงเห็นว่าฟ้ามืดไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ฉันเซฟงานที่ทำอยู่ ปิดระบบฐานลับแล้วเก็บของเตรียมกลับบ้าน ยังไม่ทันเปิดประตูออกไปก็นึกถึงตัวอักษร ‘TRP’ ขึ้นมาเลยชะงักเท้าไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยน่าจะระวังตัวไว้หน่อยดีกว่าฉันหยิบหมวกผ้าสีดำขึ้นมาสวม ตามด้วยผ้าปิดปากสีขาวอีกชั้นเพื่ออำพรางใบหน้าจากผู้ที่ไม่หวังดีกับฉัน เมื่อจัดเครื่องแต่งกายจนดูมิดชิดแล้วก็ออกจากห้อง แล้วตรงไปที่รถทันทีลานจอดรถเงียบเชียบไร้ผู้คน ฉันกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ถึงแม้ตลอดทางจะดูเหมือนว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ก็ยังไม่อยากวางใจมากเกินไป ฉับพลันนั้นหางตาก็เหลือบไปเห็นเงาคนหลบวูบหายไปทางหลังเสาต้นหนึ่งทางขวามือเอาแล้วไง จู่ ๆ ขนอ่อนตามใบหน้าก็ลุกเกรียวขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงฉันตัดสินใจหลบวูบหลังเสาต้นใหญ่ใกล้ตัว เริ่มใจคอไม่ดีซะแล้วสิ ค่อย ๆ ชะโงกหน้ามองเสาต้นนั้นก็ไม่เห็นมีความเคลื่อนไหวอะไร จึงล้วงมือเข้าไปหยิบที่ช็อตไฟฟ้าแบบปากกาในกระเป๋ามาถือไว้ ค่อย ๆ ย่องเข้าไปแอบข้างเสาต้นถัดไปที่ใกล้เป้าหมายมากขึ้น สลับกับโผล่หน้าออกไปมองเป็นระยะ ๆ จนได้มาแอบอยู่หลังเสาที่ใกล้ที่สุด ตัดสินใจชะโงกออกไปมองอีกครั้ง แล้วจรดฝีเท้าย่องอย่างเงียบเชียบเข้าไปประชิดเสาต้นนั้นทันที‘ตั้งสติ อย่าลนลาน’ฉันได้แต่ท่องเตือนตัวเองอยู่ในใจ เพื่อลดความกลัวที่กำลังวิ่งขึ้นสมองคนร้ายคงอยู่หลังเสานี่เอง พอรวบรวมความกล้าและตั้งสติแน่วแน่ ฉันก็พุ่งเข้าชาร์จหลังเสาทันที! จ่อปากกาช็อตไฟฟ้าไปข้างหน้าเป็นเกราะกำบังตัวเองไว้แล้วสิ่งที่ได้พบเต็มสองตาระหว่างที่กลั้นใจออกไปเผชิญหน้าก็คือความว่างเปล่า ไม่มีใครสักคน ฉันหันรีหันขวาง สอดส่ายสายตามองอย่างหวาดหวั่นก็ไม่เห็นมีใครอยู่แถวนี้เลยเป็นไปได้ยังไง ก็ฉันเห็นเงาคนหลบวูบหายมาตรงนี้นี่นา แล้วระหว่างที่ย่องใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก็ดูดีแล้วว่าไม่มีใครเดินออกจากตรงนี้เลย หรือฉันตาฝาดเพราะคิดมากเกินไปไม่ใช่แน่นอน ฉันไม่ใช่คนวิตกจริตง่าย ๆ จนเก็บมาเห็นเป็นภาพหลอน ฉันสำรวจรอบ ๆ เพื่อความแน่ใจว่าไม่มีใครจริง ๆ พลันหูก็ได้ยินเสียงแว่วมาตามลม จึงหยุดจับต้นทางเสียง ตามไปแอบฟังเงียบ ๆ“แหม่ เสี่ยม่ายทิ้งหนูหรอกน่า คงสวยของเสี่ยอย่างองเสี่ยเลยน้า...”ยิ่งเข้าไปใกล้ ก็ยิ่งได้ยินเสียงพูดชัดเจนขึ้น“ล่ายซี่ เสี่ยจะแอบอีแก่ที่บ้างมาหาหนูทุ้ก...วังเลยน่า อย่าลืมอาบน้ำแต่งตัวสวย ๆ รอเสี่ยนะจ๊ะ ฮี่ ๆ”พอเข้าไปใกล้จนจับใจความได้ก็ถึงกับพ่นลมหายใจระบายความกดดันออกมาพรืดใหญ่ อาจจะเป็นตาแก่บ้ากามนี่ละมั้ง เจ้าของเงาดำที่เห็นเมื่อกี้ เพราะแถวนี้ก็ไม่มีใครแล้ว โห่...เล่นเอาใจหายใจคว่ำหมด มัวแต่หลีสาวไม่รู้เวล่ำเวลา ไอ้หื่นหัวงูเอ๊ย! อย่าให้รู้นะว่าเมียชื่ออะไร จะตามไปฟ้องให้หมดเลยว่าแอบมากกเมียน้อยอยู่ที่นี่ ชิ!หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่น่าจะมีอันตราย และก็ทนฟังตาแก่นี่หลีสาวไม่ไหวแล้วด้วยแหละ ฉันจึงกลับมาที่รถ กดรีโมตปลดล็อก เปิดประตูหลังแล้วโยนกระเป๋าลงไปที่เบาะ พออ้อมมาด้านหน้าเพื่อจะเข้าไปนั่งประจำที่คนขับ สายลมอ่อน ๆ ก็พัดมาปะทะตัวจนรู้สึกเย็นเยือกขึ้นมากระดาษใบหนึ่งปลิวตามแรงลมจนมาหยุดอยู่ข้าง ๆ ล้อหน้า ฉันนึกสงสัยเลยก้มลงหยิบมาดู แต่แค่แว่บแรกที่เห็นสิ่งซึ่งปรากฏอยู่กลางหน้ากระดาษนี้ ฉันก็แทบหยุดหายใจ ยืนตัวแข็ง ขนลุกซู่ เบิกตาโพลงจับจ้องมันไม่วางตา‘TRP’อีกแล้ว!ฉันตั้งสติ รีบหันมองรอบกายทุกซอกทุกมุม เขาต้องหลบอยู่แถวนี้แน่ ๆ คนที่ส่งกระดาษใบนี้มา แต่มองแล้วมองอีกก็ไม่เห็นใครสักคน คราวนี้จะอ้างว่าตาฝาดหรือคิดมากไปแบบเมื่อกี้คงไม่ได้แล้วเพราะมันเห็นกันจะ ๆ คาตา  ซ้ำยังมีหลักฐานคามือ ฉันรีบกระชากเปิดประตูรถแล้วโดดเข้าไปนั่งที่คนขับ สตาร์ตรถได้ก็เหยียบคันเร่งพุ่งออกไปจากตรงนี้ทันทีหลังจากเจอเรื่องหลอนชวนสติแตกมา ฉันก็ขับรถไปตามทางเรื่อย ๆ ลุกลี้ลุกลนมองฝ่าความมืดไปรอบ ๆ พอดึงสติกลับมาอีกทีก็พบว่ากำลังแล่นฉิวลิ่วขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำที่มุ่งหน้ากลับบ้าน คงเป็นสัญชาตญาณที่สั่งการว่าต้องเลี้ยวตรงไหน ไปทางไหน เพราะเวลาที่คนเราเจอเรื่องเครียด เรื่องน่ากลัว หรือกำลังไม่สบายใจอย่างมาก ที่ที่เราอยากกลับไปที่สุดก็คือบ้าน คนที่เราอยากเจอที่สุดก็คือครอบครัวทันใดนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแซงขึ้นมาจากทางซ้ายแล้วตวัดปาดหน้ารถฉันเพื่อขึ้นขวา ด้วยความตกใจฉันตะปบกดแตรเสียงดังลั่น โก่งตัวเหยียบเบรกสุดแรงจนเกิดเสียงบดล้อกับพื้นถนนดังสนั่น พร้อมกันนั้นร่างของฉันก็กระแทกเข้ากับพวงมาลัยรถดังปึ้ก ความเจ็บจุกแล่นปราดขึ้นมาทันทีจนน้ำตาเล็ด มือหนึ่งกุมหน้าผาก อีกมือก็จับพวงมาลัยแน่นเผื่อว่าจะระบายความเจ็บปวดผ่านไปให้พวงมาลัยได้แบ่งเบาบ้าง ฉันเหลือบไปมองไอ้ตัวต้นเหตุก็เห็นว่ามันยังไม่ได้ไปไหน มันหยุดรถแล้วจ้องมาที่ฉันนิ่งแต่สิ่งที่ทำให้ฉันตกใจสุดขีดอีกครั้งจนแทบจะร้องกรี๊ดก็คือ ลายเพนต์ข้างรถมอเตอร์ไซค์คันนั้นTRPแม้ลักษณะตัวอักษรจะแตกต่างจากที่เคยเห็นบนแผ่นกระดาษ ดูเป็นลวดลายและมีลูกเล่นมากกว่า แต่ฉันรู้ดีว่าความหมายมันเหมือนกัน เพราะมันก็ยังหมายถึงไอ้โรคจิตนั่นที่ชื่อ the Ripper!ฉันพูดไม่ออก ตัวแข็งไปหมดราวกับถูกแช่แข็ง ได้แต่อึ้งและจ้องไปที่รถคันนั้นจนมันขี่รถพ้นสายตาไป และทันใดนั้นเองฉันก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเสียงดังปึ้ก ๆ ขึ้นข้างตัวในระยะประชิด ใครบางคนจงใจเคาะกระจกรถ ฉันผวาหนีแล้วหันขวับไปมองก็พบคุณตำรวจจราจร ก้ม ๆ มอง ๆ เข้ามาในรถ จึงค่อยคลายความตกใจแล้วลดกระจกลง“คุณเป็นอะไรมากไหมครับ บาดเจ็บหรือเปล่า”  “เอ่อ หัวกระแทกนิดหน่อยนะค่ะ แต่ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” ฉันตอบออกไปทั้ง ๆ ที่ยังสวมผ้าปิดปาก แต่จริง ๆ แล้วฉันโกหกคุณตำรวจนะ เพราะหัวยังเจ็บจี๊ด ๆ อยู่เลย ไม่เป็นอะไรที่ไหนล่ะคุณตำรวจพูดเสียงจริงจังขึ้นมา “ถ้างั้นคุณขับรถมาจอดข้างทางดูแผลก่อนดีกว่าไหม รถคุณกีดขวางการจราจรอยู่นะครับ”ฉันสะดุ้งอีกที มองกระจกหลังก็เห็นขบวนรถติดยาวเหยียด บ้างก็บีบแตรลั่น บ้างก็ลดกระจกโวยวาย บางคันพยายามหลบเข้าทางซ้ายทางขวาเพื่อขับเลี่ยงรถฉันออกไป“เอ่อ คือฉันไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ เดี๋ยวฉันไปเลยดีกว่า”คุณตำรวจพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเตือนสติให้ขับรถอย่างระมัดระวัง แล้วฉันก็รีบเคลื่อนรถออกไปเพราะกลัวจะโดนคันข้างหลังลงมาด่าเอาพอขับลงสะพานมาได้สักพักก็ชิดซ้ายตรงสี่แยกที่จะเลี้ยวไปบ้าน เหลือบมองกระจกหลังก็เห็นว่ามีรถคันหนึ่งอยู่ห่างออกไปพอสมควร ฉันไม่ได้สนใจนัก ตบไฟเลี้ยวซ้ายก่อนจะหักเข้าแยกมา เหลือบไปมองกระจกหลังอีกครั้งก็ต้องร้องเอ๊ะในใจ รถคันเมื่อกี้นี้ก็เลี้ยวมาเหมือนกันเหรอ ตอนแรกไม่เห็นเปิดไฟเลี้ยวเลยมาถึงช่วงถนนที่มีไฟสว่างจึงสังเกตว่ารถคันหลังนั้นเป็นรถเก๋งสีดำสนิท ดำไปจนฟิล์มกระจกรถด้วย กลัวแสงเกินไปหรือเปล่าเนี่ย บ้าแล้ว มืดทั้งคันแบบนั้นไม่ต้องมองแล้วทางเทิง หรือว่ากลัวใครจะเห็นหน้าหรือไงนะเฮ้ย!แล้วสมองก็ประมวลผลภาพรถคันหลังนี้ไปตรงกับภาพรถคันหนึ่งในลานจอดรถของคอนโดฯ! ตอนที่ฉันกำลังสติแตกอยู่ที่ลานจอดรถ หมุนคว้างกวาดตาหาเจ้าของเงาลึกลับและคนส่งจดหมายขู่นั่น ก็มีแว่บหนึ่งที่เห็นรถเก๋งลักษณะนี้จอดอยู่แถวนั้นด้วยเวร! ฉันโดนตาม ตามมาตั้งแต่คอนโดฯ แล้วด้วย ทำยังไงดีฉันลนลานไปหมด ทำอะไรไม่ถูก กำพวงมาลัยแน่น คอยมองรถคันนั้นจากกระจกหลังเป็นระยะ  พยายามตั้งสติและรักษาระดับความเร็วของรถไว้ เพื่อไม่ให้คันหลังรู้ว่าฉันรู้ตัวแล้ว ในหัวก็คิดคำนวณว่าอีกไกลแค่ไหนจะถึงบ้าน พอมีเวลาสลัดไอ้รถราหูนั่นหลุดไหม แล้วถ้าเกิดว่าฉันสลัดมันไม่หลุดล่ะ ถ้ามีรถพวกมันคันอื่นคอยดักอยู่ข้างหน้าล่ะ แล้วถ้ามันตามฉันไปจนถึงบ้านล่ะ จะเป็นยังไงแม่! ใช่...มันจะรู้ที่อยู่บ้านของฉัน แล้วมันก็จะรู้ว่าฉันมีแม่รออยู่ที่บ้าน ฉันจึงตัดสินใจว่าจะไม่กลับบ้านเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของแม่ ต้องหาทางสลัดไอ้บ้านั่นให้หลุดแล้วค่อยกลับไปเก็บตัวที่คอนโดฯ หาทางออกอีกทีเมื่อลำดับแผนการทั้งหมดเรียบร้อยก็ขับตรงต่อไปตามปกติ เพราะอีกประมาณครึ่งกิโลเมตรข้างหน้าจะมีที่กลับรถ ค่อยอาศัยจังหวะเผลอชิงกลับรถแล้วหนีเอาตัวรอด ฉันมองเห็นจุดกลับรถแล้ว แต่โชคไม่ดีอย่างใจคิดเมื่อกระจกหลังกับกระจกข้างขวาสะท้อนให้เห็นว่ามีรถกระบะคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วสูงทางเลนขวาไกลออกไปไม่ถึงร้อยเมตร แถมยังตามติดด้วยรถสิบล้อ รถบรรทุก และรถประจำทางมาอีกเพียบ แต่ลองคำนวณดูแล้วฉันว่าเอาอยู่ จึงตัดสินใจหักพวงมาลัยเข้าขวาทันทีเสียงแตรรถกระบะคันหลังแผดลั่นพร้อม ๆ กับแตรของรถสิบล้อ แสงไฟหน้าสาดเข้ามาในตัวรถสว่างจ้าจนแสบตา แสดงว่ารถกระบะใกล้เข้ามาในระยะกระชั้นชิดมาก ๆ จนไม่อยากจะคิดเลยว่าเฉียดไปกี่เมตร ฉันเหยียบคันเร่งมิดเท้า บึ่งหน้าตั้ง หักพวงมาลัยวาดเป็นวงกลับรถมาอยู่อีกฝั่งถนนได้อย่างหวุดหวิดจะโดนกระบะเสยข้าง แล้วกระเด็นไปมุดอยู่ใต้ท้องกิ้งกือยักษ์นั่นเอา!ส่วนรถเก๋งมาเฟียคันนั้น มันตั้งตัวไม่ทันก็ยังพยายามจะหักเข้าขวาเพื่อกลับรถตามฉันมา แต่โดนเสียงแตรสกัดดาวรุ่งจากสิบล้อพ่วงห้ามเอาไว้จนต้องหักกลับเข้าไปเลนเดิม คงจะตามมาไม่ทันแล้วแหละเพราะข้างหลังยังมีขบวนรถตามมาอีกนับไม่ถ้วน ถ้ายังดึงดันจะแทรกเข้ามาคงโดนบี้แน่นอนฉันไม่รอช้ารีบบึ่งไม่คิดชีวิตกลับมาที่คอนโดฯ  เร็วที่สุดเท่าที่กำลังของรถและสภาพการจราจรจะเอื้ออำนวย เท้าเหยียบคันเร่งลึกลงไปอย่างไม่ยอมถอนขึ้นมาอีกเลยถ้าไม่จวนจะเสยใครเข้าน่ะนะ ซึ่งตลอดทางก็เกือบจะชนคันหน้า เฉี่ยวคันข้าง ๆ ชุลมุนไปหมด แถมยังมีจังหวะหนึ่งที่มัวแต่มองกระจกหลังจนลืมมองข้างหน้า เบนสายตากลับมาอีกทีก็พบว่าท้ายรถเบนซ์ป้ายแดงอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร แม่เจ้า!ฉันหักพวงมาลัยหลบออกซ้ายทันทีจนล้อเกยขึ้นไปอยู่บนฟุตพาท แต่ก็อาศัยความดันทุรังเหยียบขึ้นมาจนแซงเบนซ์คันนั้นได้ด้วยสภาพครึ่งคันวิ่งบนถนน อีกครึ่งคันวิ่งบนฟุตพาท ความกลัวมันทำให้เราบ้าระห่ำได้ขนาดนี้เลยหรือเนี่ย ฟอร์มูลาวัน ดริฟต์ติ้ง ชัด ๆ!จนมาถึงสี่แยกไฟแดงสุดท้ายก่อนถึงดอนโด รถติดพอสมควร ฉันหันกลับไปมองรอบ ๆ อีกครั้งจนแน่ใจว่าไม่โดนตามอีกจึงเริ่มเบาใจลงได้บ้าง สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นไฟเขียวพอดีจึงเลี้ยวขวาเข้าซอยคอนโดฯ  ในจังหวะที่แสงไฟสาดไปตามวงเลี้ยว หางตาก็เหลือบไปเห็นรถเก๋งคันหนึ่งจอดเปิดไฟหรี่อยู่ข้างคอนโดฯ   รถราหูนั่น!เท้าฉันเหยียบเบรกแรงอย่างไม่ต้องคิด นั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย ขนลุกซู่ตั้งแต่หัวยันปลายเท้าไม่จริงน่า...มันตามกลับมาทางไหนถึงได้ไวขนาดนี้ มีทางลัดอื่นใกล้กว่าทางที่ฉันมาเหรอ หรือว่ามันจะไม่ได้มีแค่คันเดียว แต่ยังมีพรรคพวกอีกยิ่งคิดยิ่งใจเต้นแรง เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามไรผมแล้วไหลลงอาบข้างแก้ม มือที่กำพวงมาลัยก็ชื้นแฉะไปหมดฉันหันรีหันขวางมองไปที่รถดำมืดที่ยังจอดนิ่งสนิทอยู่นั่นสลับกับมองไปรอบๆ ดูว่าจะขอความช่วยเหลือใครได้บ้างถ้าเกิดเหตุรุนแรงขึ้นมาจริง ๆ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงบีบแตรรถดังขึ้นมาจากข้างหลัง ฉันเงยหน้ามองกระจกหลังก็เห็นว่ามีรถอีกคันจะเลี้ยวเข้าคอนโดฯ แต่ติดรถฉันที่จอดจังก้าขวางทางเขาอยู่และแล้วก็มีผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเปิดประตูลงมาจากรถของไอ้วายร้ายนั่น ชายหนุ่มวัยละอ่อนอีกคนก็ตามลงมา แล้วผู้หญิงคนนั้นก็โถมตัวเข้ากอดเด็กหนุ่มอย่างออดอ้อนฉันเลยถอนหายใจโล่งอก แค่รถคล้ายกัน ไม่ใช่รถของ the Ripper เฮ้อ...ฉับพลัน เสียงแตรก็แผดลั่นไล่หลังอีกครั้ง“ว้าย!” ฉันสะดุ้งจนตัวโยน คราวนี้รถคันหลังคงจะบีบแตรด้วยแรงโมโหน่าดู ดังยาวเชียวฉันเคลื่อนรถเข้าไปหาที่จอดที่ใกล้ที่สุด เมื่อได้ที่จอดแล้วก็รีบคว้าเอาหมวกมาสวมลวก ๆ ฉุดกระเป๋าขึ้นจากเบาะหลัง ผลักประตูผัวะออกมา กดรีโมตล็อกรถก่อนจะจ้ำอ้าวเข้าคอนโดฯ ทันที พอมาถึงหน้าลิฟต์ก็เห็นว่าประตูลิฟต์กำลังจะปิด เลยต้องตะโกนโหวกเหวกให้คนข้างในรอก่อน หันไปมองข้างหลังก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งสวมแจ็กเกตหนังสีดำ กางเกงยีนสีดำ แถมสวมแว่นดำอีก ยืนกอดอกพิงเสาใหญ่ในล็อบบี จงใจจ้องมาที่ฉัน แค่นั้นก็ขนลุกซู่ชาวาบไปทั้งตัวอีกครั้งที่ขาเจ้ากรรมทำงานโดยไม่ทันได้คิด หยุดกึกยืนขาสั่นอยู่อย่างนั้น“the Ripper…” ฉันพึมพำกับตัวเอง พลันกระชับกระเป๋าขึ้นมากอดแนบอกแน่น ไม่จริงน่า...จะใช่เขาได้ยังไง เขาไม่น่าจะตามมาได้ทันนะ“คุณ จะไปไหมคะ” หญิงสาวด้านในลิฟต์กดเปิดประตูรออยู่ร้องถามมา ฉันยืนตัวสั่นค่อย ๆ สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะรวบรวมความกล้าหันกลับไปมองชายชุดดำคนนั้นช้า ๆ ปรากฏว่าเขาถอดแว่นดำออก ส่งรอยยิ้มกว้างให้แก่สาวน้อยรูปร่างอ้อนแอ้นที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา ก่อนจะควงแขนกันออกไปจากคอนโดฯฉันถอนหายใจโล่งอกอีกครั้ง หันกลับจะเข้าลิฟต์ก็เห็นว่า ประตูลิฟต์กำลังจะปิดสนิท“ไปด้วยค่ะ ไปด้วย” ฉันพุ่งไปกดปุ่มเรียกลิฟต์ด้วยความเร็วสูง ประตูลิฟต์จึงค่อยๆ เปิดอีกครั้ง แต่เปิดยังไม่ทันสุดฉันก็กระโดดเข้าไปด้านในอย่างว่องไว ก่อนจะส่งยิ้มแห้ง ๆ พร้อมเอ่ยขอโทษเบา ๆ ให้หญิงสาวหน้ามุ่ยในลิฟต์ พอประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 31 ฉันก้าวขาออกไปข้างหนึ่งก่อนแล้วชะโงกตัวออกไปดูลาดเลาตามทางเดินซ้ายขวา เห็นว่าปลอดคนถึงค่อยก้าวออกมาทั้งตัว หญิงสาวในลิฟต์มองตามฉันอย่างสงสัย แต่ฉันไม่มีกะจิตกะใจสนใจสายตาใครทั้งนั้น รีบก้าวไปตามทางเดินพลางหันมองรอบตัวเลิ่กลั่กอย่างหวาดระแวง ถ้าจะเรียกว่าจิตตกจนเข้าขั้นวิกฤตแล้ว ฉันก็ยอมรับในที่สุดก็มาถึงหน้าห้อง มองรอบ ๆ จนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครแถวนี้จึงจ้องไปที่ตาแมวเพื่อสแกนม่านตา ทันทีที่ประตูห้องเปิดออกฉันก็ดีดตัวเข้าไป กระชากประตูปิดและล็อกอัตโนมัติอย่างเรียบร้อย ไฟในห้องสว่างโร่ โทรทัศน์ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ลมเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศสัมผัสผิวกายคลายความร้อนรุ่มในใจลง ที่นี่แหละ ที่ที่ฉันรู้สึกว่าปลอดภัยที่สุดในตอนนี้ฉันทรุดตัวลงนั่งพิงประตูอย่างหมดแรง ปล่อยอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดออกมากับน้ำตาอย่างไม่ปิดบัง จะต้องอายใครล่ะ ที่นี่มีแต่ทีวี โซฟา ตู้ กับโต๊ะแค่นั้นแหละที่อยู่กับฉัน น้ำตาแห่งความกดดันไหลอาบแก้มจนชุ่ม ที่ร้องไห้ไม่ใช่ว่าฉันนึกเสียใจที่ไม่ยอมฟังคำขู่ของไอ้แฮ็กเกอร์โรคจิตนั่นจนต้องมีสภาพแบบนี้ แต่มันรู้สึกกลัวและกดดันมากกว่าเพราะถึงฉันจะยิ่งใหญ่ในโลกไซเบอร์แค่ไหน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงฉันก็เป็นเพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ยังรักชีวิต รักครอบครัวของตัวเอง ฉันเป็นห่วงแม่เหลือเกิน ห่วงมากกว่าตัวเองเสียอีก ห่วงจนไม่กล้ากลับบ้าน ป่านนี้แม่คงนั่งรอฉันอยู่แน่ ๆ ฉันนั่งทำงานอยู่ในฐานลับอย่างเคร่งเครียดเพราะตั้งใจจะเร่งแปลงโฉมระบบ Cosmic ให้เสร็จ แล้วจะได้ดำเนินการตามแผนการขั้นต่อไปซะที แต่แล้วจู่ ๆ สัญญาณเตือนของคอนโดฯ ก็ดังลั่นแหลมไปทั่วไฟไหม้!ฉันเด้งตัวจากเก้าอี้แล้วเปิดประตูห้องออกไปดูสถานการณ์ข้างนอก ผู้คนตามห้องต่าง ๆ วิ่งหนีตายกันอลหม่าน บ้างก็กรีดร้องอย่างเสียขวัญ บ้างก็ร้องเรียกหาคนในครอบครัว ตรงทางเดินอีกด้าน เพลิงกำลังลุกไหม้อย่างโชติช่วงและลามใกล้เข้ามาจนเกือบจะถึงห้องของฉันอยู่แล้ว!ฉันกลับเข้าห้องลับคว้ากระเป๋าและฮาร์ดดิสก์ที่เก็บข้อมูลสำคัญไว้ แม้จะรู้ดีว่ายามอันตรายมาถึงตัวเช่นนี้ต้องหนีเอาชีวิตให้รอดก่อน แต่ข้อมูลพวกนั้นมันสำคัญมากจนทิ้งไว้ไม่ได้จริงๆ แต่แล้วก็ต้องผงะอยู่หน้าห้องนี่เองเมื่อเพลิงไหม้ลุกลามมาถึงหน้าประตูห้องฉันแล้ว ฉันตกใจสุดขีด รีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ เปิดฝักบัวราดตัวจนชุ่มก่อนจะคลุมหัวด้วยผ้าเช็ดตัวเปียก ๆ อีกที พอจัดการตัวเองเรียบร้อยก็วิ่งออกมาเผชิญหน้าประตูเพลิง รวบรวมสติและความกล้าทั้งหมดที่มี เปิดประตูออก เปลวไฟเหลืองอมส้มพวยพุ่งเข้ามาในห้องราวกับปีศาจร้าย ฉันเอี้ยวตัวหลบใช้ประตูเป็นเกราะกำบังแล้วกัดฟันวิ่งเข้าหากองไฟที่ล้อมทางออกไว้ มันเสี่ยงมากก็จริง แต่นอกจากรอความตายแล้วนี่ก็เป็นหนทางเดียวเท่านั้นทันทีที่ร่างกายตกอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ ไอความร้อนก็โลมเลียผิวกายจนแสบไปหมด แล้วไหนจะควันไฟที่ทำให้แสบตาจนแทบลืมไม่ขึ้นอีก ฉันเริ่มเคลื่อนไหวได้ช้าลง สะดุดบางอย่างเข้าอีกจนล้มกลิ้งขลุกขลักไปตามพื้นทางเดิน รู้สึกแสบที่แขนซ้ายมาก พอยกขึ้นดูก็เห็นว่าโดนไฟลวกจนเป็นรอยแดงยาวตั้งแต่ข้อศอกไล่ลงมาถึงหลังมือ แต่ยังไม่มีเวลามาสนใจตอนนี้ รวบรวมกำลังและสติ ลุกพรวดแล้วจ้ำอ้าวไปที่บันไดหนีไฟที่อยู่ข้างหน้านี้เองแต่เมื่อไปถึง กลับพบว่าประตูทางหนีไฟเปิดไม่ออก พยายามดันเท่าไรก็แทบจะไม่ขยับบ้าเอ๊ย!  ติดอะไรเนี่ย ฉันถอยหลังจนชนผนังทางเดิน แล้วรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดวิ่งชนประตู แรงกระแทกทำให้จุกจนตัวงอทรุดฮวบไปกองกับพื้น แต่อย่างน้อยก็ไม่เจ็บตัวเปล่าเพราะมันทำให้ประตูเปิดได้ ระหว่างที่กำลังนั่งเอามือกุมไหล่ซ้ายด้วยความเจ็บ ปวดแสบปวดร้อนอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีมือใครคนหนึ่งเอื้อมมาจับข้อเท้าฉันฉันกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ เพราะผู้ชายที่นอนอยู่ตรงหน้าเนื้อตัวโดนไฟไหม้จนแทบจะเกรียมไปทั้งตัว มือที่จับข้อเท้าฉันอยู่เริ่มงอหงิกเพราะไฟครอก เขาส่งเสียงร้องครวญครางอย่างทรมาน ใบหน้าบูดเบี้ยว ดวงตาเบิกกว้างจ้องมาที่ฉันเหมือนกับผีดิบก็ไม่ปาน“ชะ ช่วย ดะ ด้วย  อ๊าก...” เสียงที่เปล่งออกมาฟังแทบไม่เป็นภาษาฉันถีบมือที่จับข้อเท้าออกด้วยความกลัว และกระเสือกกระสนหนีมือที่พยายามไขว่คว้ามาจับฉันให้ได้อีก พอตั้งตัวได้ก็รีบวิ่งกึ่งกระโจนลงบันไดมาทันที พอหันกลับไปมองก็เห็นว่าชายคนนั้น ไม่สิ เรียกว่าซากศพจะดูเข้าเค้ากว่า กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้น ค่อย ๆ เดินตามลงมา ฉันตาเบิกโพลงด้วยความกลัวอยู่ชั่วขณะ ขาแข็งจนแทบก้าวไม่ออก รู้ตัวอีกทีเขาก็เกือบจะถึงตัวฉันอยู่แล้ว“กรี๊ดดดด” ฉันกรีดร้องแล้วพยายามวิ่งหนีลงบันไดสุดชีวิต แต่ซากศพนั้นก็วิ่งตามลงมาอย่างไม่ลดละจากความสูง 31 ชั้น อีกทั้งร่างกายฉันก็เจ็บปวดจากฤทธิ์แผลไฟลวกจนมันแสบร้อนทุกครั้งที่ขยับตัวก็ว่าได้ ตอนนี้แทบจะวิ่งต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่ซากศพชายคนนั้นก็ไล่ตามมากระชั้นชิด ครางโหยหวนให้ฉันหยุดรอ ยื่นสองแขนที่แดงปนน้ำตาลไหม้ ผิวหนังย่นเยิ้มไขว่คว้าจะเอาตัวฉัน ฉันสะอิดสะเอียนจนแทบอาเจียนออกมา แต่ก็ต้องฝืนวิ่งต่อไปแม้ต้องฝืนร่างกายแค่ไหนก็ตามพอลงมาใกล้ชั้นล่าง ๆ ก็พบผู้คนที่วิ่งหนีเอาตัวรอดจากเปลวเพลิงด้วยเหมือนกัน ฉันปะปนไปกับฝูงคนจนกระทั่งพาตัวเองลงมาถึงพื้นด้านล่างได้สำเร็จ ฉันหยุดเหนื่อยหอบ หายใจเร็วแรงจนตัวโยน ต้องยึดเอาเสาใกล้ตัวไว้มั่นก่อนจะยืนไม่ไหว มองกลับขึ้นไปก็พบว่าชายคนนั้นไม่ได้ตามมาแล้ว แต่กลับปีนราวบันไดขึ้นไปต่างหาก!ชั่ววินาทีนั้นเอง ร่างไหม้เกรียมของเขาก็ตกลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ร่างแหลกเหลวกองอยู่แทบเท้าฉัน ใบหน้าที่บุบบี้ เลือดสาดกระเด็นไปทุกทิศทาง ดวงตาที่เบิกกว้างยังคงจ้องมาที่ฉัน ฉันมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง ไม่มีเสียงร้องใดเล็ดลอดออกมาได้ แม้ในใจนั้นจะหวีดร้องจนสุดเสียง ยกมือขึ้นปิดปากเพราะก้อนมวลบางอย่างในท้องดันขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ กลิ่นคาวเลือดตลบคลุ้งจนสะอิดสะเอียน ฉันค่อย ๆ ถอยออกมาจากกองเลือดที่นองท่วมเท้าแล้วกลับหลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตแล้วทันใดนั้น ด้วยความที่หลับหูหลับตาวิ่งแทบไม่ดูทางจึงชนเข้ากับใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง ฉันล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น แต่น่าแปลกที่ร่างนั้นกลับนิ่งตระหง่าน ไม่ไหวติงกับแรงกระแทกเลยสักนิดฉันเงยหน้ามอง จึงได้เห็นว่าเขาคือชายคนหนึ่งซึ่งสวมแจ็กเกตสีดำ กางเกงยีนสีดำ สวมแว่นดำ ในมือขวาถือคบเพลิงซึ่งเปลวไฟกำลังเต้นระริกลุกโชน ไม่ต่างกับเพลิงมหากาฬที่ลุกลามล้างผลาญอาคารจนวอดวายthe Ripper!ฉันรับรู้ได้ถึงแรงอาฆาตที่น่าขนลุกจากดวงตาที่อยู่หลังแว่นนั้น ฉันสั่นไปหมดทั้งตัว ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับลุกขึ้น ได้แต่เบิกตากว้างจ้องมองชายชุดดำที่อยู่ตรงหน้า เขาก้าวเข้ามาใกล้จนฉันต้องกระเสือกกระสนคลานหนี แต่ก็ไม่พ้น เขาคว้าแขนฉันแน่น กระชากให้ลุกขึ้นไปเผชิญหน้า ยื่นหน้ามาใกล้ราวกับจะให้ความเคียดแค้นชิงชังกัดกินจนร่างของฉันแหลกเหลวไปต่อหน้าต่อตาฉันกลัวแล้ว  กลัวแล้ว...เขาโยนคบเพลิงในมือทิ้งแล้วควักปืนที่เหน็บอยู่ด้านหลังออกมาจ่อหัวฉัน ปลายกระบอกปืนอันเย็นเยือกทำให้ฉันไม่กล้าขยับตัวสักนิด เขาเหยียดยิ้มเย้ยหยัน เปล่งเสียงออกมาเพียงเบา ๆ แต่ก็ทำให้ฉันต้องตาค้าง แทบจะหยุดหายใจ“ผมเตือนคุณแล้ว CZiS”ฉันได้ยินเสียงดังกริ๊กเบา ๆ ที่กลางหน้าผาก เขาคงขึ้นนกหรือปลดเซฟปืน หรืออะไรสักอย่าง ฉันตาเหลือกลานเพราะรู้ว่าเขากำลังจะลั่นไกปืนในวินาทีใดวินาทีหนึ่งต่อจากนี้ และฉันก็จะขาดใจตายในทันที ไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป ร่างกายของฉันสั่นเทิ้ม น้ำตาไหลพราก และกรีดร้องขอชีวิตสุดเสียง“อย่านะ อย่า...!”สิ้นเสียงหวีดแหลมอันสะท้านก้อง ฉันก็ทะลึ่งขึ้นนั่งหอบจนตัวโยน เหงื่อซึมออกมาจนชื้นหลัง บนผ้าปูที่นอนก็ชื้นเช่นกันฝันไป...ฉันแค่ฝันไปฉันพ่นลมหายใจออกมาเพื่อระบายความกดดันและความอึดอัดที่กำลังเล่นงานอย่างหนักหน่วง นี่คงคิดมากจนเก็บไปฝันได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้น่ากลัว  น่ากลัวเหลือเกิน
    ****************************************************************ฝากผลงานจ้า...Messy Buddy คุณบัดเดอร์ใช่เธอหรือเปล่า? (พิมพ์โดย สนพ. กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง)error loaded
    พิมพ์คำอธิบายที่นี่#E-Bookพร้อมให้ดาวน์โหลด ที่ MEB ขอหัวใจ 5 ดวงด้วยนะค้าาา#หนังสือเล่มสั่งซื้อได้ที่เพจเฟสบุ๊ก Groove Publishingหรือเพจแสนแก้ว ได้เลยค่ะ ยินดีพูดคุยและเซ็นให้ทุกเล่มค่ะ