ผู้คนในบ้านไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะเกิดเื่แบบนี้ขึ้น เมื่อได้เห็นถังซิ่วที่ร่างกายดูอ่อนแอส่วนซูชางเหวินนอนจมกองเืโดยที่ไม่รู้ความเป็ตายนั้นก็ทำให้ภายในบ้านระงมไปด้วยเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
ไม่นานหลังจากนั้น ตำรวจก็ได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ มันแปลกที่ว่าซูชางเหวินที่นอนอยู่นั้นเมื่อตำรวจมาถึงแล้วก็ได้สติกลับมาก่อนที่จะยืนขึ้น ในส่วนของถังซิ่วนั้นได้แต่ทำเสียง “เย้ยหยัน” อยู่บนพื้น
เมื่อเห็นตำรวจอยู่เต็มห้องก็ทำให้ซูชางเหวินได้แต่สั่นกลัวพร้อมกับมองลงไปที่ถังซิ่วผู้ซึ่งกำลังนอนอยู่ที่พื้น เขาระลึกได้ถึงเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่เขาโดนอีกฝ่ายทำร้ายร่างกายจึงทำให้ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ
“คุณเ้าหน้าที่ตำรวจ ,ในบ้านของผมมีขโมยและมันได้แอบเอาเงินสามพันหยวนไป ผมสงสัยว่าจะเป็ไอ้เด็กชั่วคนนี้ รบกวนคุณช่วยจับมันไปด้วย”
ซูชางเหวินที่ยังไม่ทันจะได้รับรู้ของความเ็ปที่นิ้วของตัวเองก็ได้ชี้ไปที่ใบหน้าของถังซิ่วพร้อมทั้งกัดฟันเอาไว้แน่นจนดัง “กร๊อบๆ”
“เราได้รับรายงานว่ามีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้น ใครเป็คนแจ้งเข้าไป ?”
ระหว่างที่ยังมีเสียงร้องไห้ระงมก็ได้มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
ตำรวจหญิงคนนั้นไม่ได้สนใจคำพูดของซูชางเหวินแม้แต่น้อยแต่ทว่ากลับหันมองไปรอบๆและสายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่ซางเหม่ยหยุนก่อนที่จะสอบถามเธอ
หลังจากที่เธอเห็นสายตาที่ดุร้ายของตำรวจหญิงคนนั้น ซางเหม่ยหยุนเองก็ได้ก้มหัวลงและตอบด้วยเสียงแหบๆว่า
“คุณเ้าหน้าที่ตำรวจคะ เมื่อกี้นี้ฉันเป็คนแจ้งไปเองค่ะ ฉันเห็นว่าสามีนอนจมกองเือยู่เท่านั้น, อีกอย่างคือก่อนหน้านี้เขาไม่หายใจเลยค่ะจึงทำให้ฉันเผลอคิดว่าสามีเสียชีวิตไปแล้วถึงได้แจ้งไปโดยไม่ได้ไตร่ตรองและทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของซางเหม่ยหยุนนั้นเฉิงเสวี่ยเหม่ยก็ได้แต่ทำสีหน้าราบเรียบ
“คุณเ้าหน้าที่ตำรวจครับ คุณต้องจับไอ้เด็กชั่วคนนี้นะครับ มันไม่ใช่แค่ขโมยเงินไปสามพันหยวนเท่านั้นแต่เมื่อกี้มันยังทำร้ายร่างกายผมด้วย”
เมื่อเฉิงเสวี่ยเหม่ยกำลังตรวจสอบอาการาเ็ของถังซิ่วและซูชางเหวินก็เป็ตอนที่ซูชางแหวินได้รีบะโออกมาทันที
เฉิงเสวี่ยเหม่ยได้มองไปที่ซูชางเหวินแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร, เธอทำเป็หูทวนลมและสั่งให้ลูกน้องจัดการที่เกิดเหตุต่อไป
“คุณตำรวจหญิง, ผมกับหัวหน้าของหน่วยรักษาความปลอดภัยของคุณเป็คนรู้จักกัน, ผมเองยังเคยไปนั่งดื่มกับผู้กำกับเติ้งและได้บริจาคเงินส่วนหนึ่งให้กรมตำรวจด้วย ”
เมื่อเห็นเฉิงเสวี่ยเหม่ยไม่สนใจในคำพูดของเขาจึงทำให้เขารู้สึกเสียหน้าเป็อย่างมากและพูด ออกไปแบบนี้
“จะพูดแบบนี้ไปเพื่ออะไร ทำไมไม่บอกเสียเลยล่ะว่ากรมตำรวจนี้เป็สิ่งที่ครอบครัวของนายเป็คนก่อตั้งขึ้นถึงได้สั่งให้ฉันจับใครก็ได้น่ะ?”
เมื่อเฉิงเสวี่ยเหม่ยเห็นท่าทีออกคำสั่งของซูชางเหวินแล้วจึงได้พูดยั่วยุเขาทันที
ซูชางเหวินไม่เคยคิดเลยว่าขนาดตัวเองแสดงอำนาจความสัมพันธ์ของเขากับกรมตำรวจแล้วแต่เธอกลับไม่ไว้หน้าเขาเลย เขาจึงได้แต่หมดคำพูดและเงียบต่อไป
หลังจากที่ซูชางเหวินไม่ได้ขัดการทำงานของเธอแล้วเฉิงเสวี่ยเหม่ยก็ได้ตรวจอาการาเ็ของเขาและถังซิ่วต่อไป
เฉิงเสวี่ยเหม่ยพบว่ากระดูกแขนของซูชางเหวินนั้นเคลื่อน แต่กลับกัน มันเป็เพราะว่าอาการาเ็ของถังซิ่วนั้นมีมากมายเต็มตัวของเขาจึงส่งผลให้เขาไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นได้
เฉิงเสวี่ยเหม่ยยืนยันได้ว่าาแของถังซิ่วนั้นดูเหมือนจะสาหัสอย่างมากแต่จริงๆแล้วเขาไม่ได้เป็อะไรมากทว่าเธอได้รับรายงานมาว่าก้อนเืที่อยู่ตรงพื้นนั้นเป็สิ่งที่ถังซิ่วบ้วนออกมาจึงทำให้เธอสับสนเป็อย่างมากและคิดว่าดวงตาของเธอมีปัญหาหรือเปล่า
“เธอรู้สึกว่าร่างกายของเธอเ็ปตรงไหนบ้างหรือเปล่า ?”
เฉิงเสวี่ยเหม่ยมองหน้าและถามถังซิ่วด้วยความเป็ห่วง
“ผมไม่เป็ไรครับพี่สาว ผมไม่อยากไปโรงพยาบาลเพราะไม่อยากทำให้แม่เป็ห่วง”
ถังซิ่วตอบเธอกลับไปพลางส่ายหน้าด้วยน้ำเสียงเบาเหมือนเสียงยุง
“หัวหน้าเฉิง ,เราต้องรายงานให้หัวหน้าหวังหรือไม่ ?”
เมื่อยืนยันได้ว่าไม่ได้มีใครถูกฆ่าในที่เกิดเหตุแถมไม่มีใคราเ็ร้ายแรง ,ตำรวจคนอื่นก็ได้เดินมาถามเฉิงเสวี่ยเหม่ยโดยทันที
“ผู้กำกับเติ้งยังคงอยู่ในที่ประชุม เมื่อวานเขาได้บอกมาว่าเราต้องช่วยประหยัดกองกำลังตำรวจ เื่เล็กๆแค่นี้จำเป็ต้องเรียกคนอื่นมาจัดการอีกงั้นรึ? ”
เฉิงเสวี่ยเหม่ยจ้องไปที่เ้าหน้าที่ตำรวจและตอบอย่างไม่พอใจ
เ้าหน้าที่คนอื่นๆที่มากับเธอนั้นถึงกับมึนงงคิดว่าหูตัวเองเพี้ยนไปเพราะจริงๆแล้วปกติเธอจะไม่รับทำคดีที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะและไม่ชอบยุ่งเื่ของคนอื่น
อย่างไรก็ตามหลังจากที่ระลึกได้ถึงสถานการณ์และบทสนทนาก่อนหน้านี้ของเธอและซูชางเหวินแล้วก็ทำให้พวกเขาเข้าใจเื่ราวว่าทำไมถึงเป็เช่นนี้
ในกรมตำรวจนี้ ,เฉิงเสวี่ยเหม่ยเกลียดการทำงานของหัวหน้าหวังฮาวเป็อย่างมาก การที่ซูชางเหวินได้พูดว่าเขาและหัวหน้าหวังเป็เพื่อนกันนั้นเหมือนเป็การขุดหลุมฝังศพตัวเองแท้ๆ
หลังจากที่เฉิงเสวี่ยเหม่ยออกคำสั่งไปแล้ว เ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้แยกย้ายกันไปค้นบ้าน
เมื่อเห็นเ้าหน้าที่ตำรวจกำลังค้นบ้านของตัวเองซูหยานหนิงและซูเชียงเฟย์เองก็ถึงกับหน้าซีดเผือดและตัวสั่นเทาโดยทันที พวกเขาไม่อยากจะให้เ้าหน้าที่ตำรวจสืบคดีนี้ต่อไปแล้วแต่ก็ไม่มีความกล้าพอที่จะเอ๋ยปาก
“หยานหนิง เชียงเฟย์ ,เ้าหน้าที่ตำรวจก็พูดอยู่เมื่อกี้ว่าพ่อของลูกไม่ได้เป็อะไรมาก ,พวกลูกไม่ต้องเป็กังวลไปหรอก”
ซูชางเหวินเองก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าที่เป็กังวลของลูกๆ เขานั้นคิดว่าพวกลูกๆกำลังใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงได้ปลอบลูกๆตัวเอง
เมื่อได้ยินคำพูดปลอบใจของผู้เป็พ่อแล้ว สองพี่น้องนั้นแทบอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ
ไม่นานหลังจากนั้นตำรวจก็ได้พบเงินสามพันหยวนที่หายไปภายในบ้าน
ขณะที่เ้าหน้าที่ตำรวจค้นก็เจอเงินในตู้เสื้อผ้าที่อยู่ในห้องนอนห้องหนึ่งและพวกเขาเองก็ยังพบกับลายนิ้วมือที่ติดอยู่ มันเป็เพราะตู้เสื้อผ้านี้ไม่ค่อยจะได้ทำความสะอาดจึงทำให้มีฝุ่นเกาะอยู่มากมาย นั้นเป็เหตุให้สามารถมองเห็นลายนิ้วมือที่คนร้ายเผลอทำติดไว้ได้อย่างชัดเจน
หลังจากที่เฉิงเสวี่ยเหม่ยจ้องมองอยู่พักหนึ่ง เธอได้กวาดสายตาไปทั่วทั้งห้องและหยุดอยู่ที่ซูเชียงเฟย์
“เพื่อนตัวน้อยเชียงเฟย์ , เธอสามารถอธิบายให้ฉันเข้าใจหน่อยได้ไหม ว่าทำไมถึงได้ปรากฏลายนิ้วมือของเธอบนตู้นั่น”
เฉิงเสวี่ยเหม่ยจ้องมองไปที่ซูเชียงเฟย์พร้อมทั้งกล่าวออกมาอย่างดุร้าย
“ไม่ ไม่,ผมไม่ได้เป็คนสร้างเื่นี้ ,จริงๆแล้วมันเป็ความคิดของพี่สาวของผมที่สั่งให้ผมเอาเงินไปซ่อนเพื่อจะได้โยนความผิดไปให้ถังซิ่ว เธอบอกกับผมเองว่าเธอเกลียดหน้าถังซิ่วและเธอยังบอกอีกว่าเขานั้นเป็แค่เด็กปัญญาอ่อน ชื่อเสียงด้านลบที่โรงเรียนของเขามีมากมาย ต่อให้เรา จะโยนความผิดให้เขายังไงเขาก็ไม่มีทางหาข้อแก้ตัวได้ ”
แรกๆนั้นซูเชียงเฟย์รู้สึกผิดแต่ไม่กล้าพูดออกไป, ทว่าหลังจากได้ยินน้ำเสียงที่ดุร้ายของเฉิงเสวี่ยเหม่ยก็ทำให้ความกล้าที่จะปิดบังความจริงนั้นพังทลายลง เขาได้รีบอธิบายเพื่อโยนความผิดไปให้พี่สาวโดยทันที
“หนู…….หนู….หนูแค่อยากจะแกล้งถังซิ่วก็เท่านั้น หนูไม่ได้้าให้เื่มันกลายเป็แบบนี้”
ซูหยานหนิงรีบแก้ตัวทันทีเมื่อเธอได้เห็นแววตาของคนรอบข้างที่จ้องมองมาที่เธออย่างแปลกประหลาด
ต่อให้คนในบ้านไม่ต้องฟังคำวินิจฉัยของเฉิงเสวี่ยเหม่ย พวกเขาก็สามารถแยกแยะเื่ราวได้ทัน ที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ ฮ่าๆ น่าสนใจดีหนิ ครอบครัวของขโมย้าให้จับผู้บริสุทธิ์ ครอบครัวพวกนี้มันเยี่ยมจริงๆ! ”
“พวกเธอพูดไว้ก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรอว่าสำหรับครอบครัวเธอแล้ว แค่เงินสามพันหยวนนั้นไม่ได้มากมายอะไร , ทำไมถึงได้เอาเปรียบแม่ม่ายและเด็กกำพร้าพ่อคนหนึ่งกัน ?”
“ แม่ลูกคู่นี้ถือว่าโชคร้ายจริงๆที่มีญาติพี่น้องแบบนี้ ,แถมยังต้องถูกกล่าวหาเสียๆหายๆโดยเปล่าๆ เลยงั้นหรอ!? “
จริงๆแล้ววันนี้มันเป็งานวันเกิดอายุครบสี่สิบปีของซูชางเหวิน, อาจพูดได้ว่างานเลี้ยงมื้อกลางวันนั้นจบลงแล้วและแขกๆภายในงานบางคนก็กลับไปก่อนแล้วแต่ก็ยังมีบางคนที่ยังอยู่ในงานต่อ
หลังจากเื่อื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับถังซิ่วนั้นจริงๆแล้วเื่ที่พบเงินในห้องนอนนั้นมีแค่ไม่กี่คนที่รับรู้ ส่วนแขกในงานนั้นยังไม่ได้รับรู้เื่อะไรแต่ทว่าตอนนี้ในเสี้ยวพริบตาเดียวนี้เองที่ผู้คนทั่วทั้งงานต่างรับรู้ถึงเื่นี้กันหมดแล้ว
ยังไงก็ตาม การชอบยุ่งเื่ชาวบ้านนั้นเป็เื่ปกติของคนอยู่แล้วแถมเื่นี้ยังเกี่ยวข้องกับเ้าของงานเลี้ยงนี้อีกจึงทำให้เป็ไปไม่ได้เลยที่จะเลี่ยงไม่ให้ผู้คนสนใจ,ไม่ใช่แค่การมาถึงของตำรวจจะทำให้แขกในงานเลี้ยงรู้สึกว่าเื่นี้มันสนุกขึ้น ,ยังมีเพื่อนบ้านรอบๆข้างตามมาเพื่อรับชมเื่น่าสนุกนี้อีกด้วย
่แรกๆผู้คนต่างก็คิดว่าถังซิ่วนั่นแหละที่เป็คนขโมยเงินไป, แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผยแล้วนี่มันเปรียบได้กับหน้ามือและหลังเท้าเลยทันที พวกเขามองสองแม่ลูกซูหลิงหยุนและถังซิ่วด้วยความสงสาร ,ทว่าเมื่อเทียบกับสายตาสมเพชและเกลียดชังที่มองไปที่ครอบครัวของซูชางเหวินนั้นมันเทียบกันไม่ได้เลย
ซูชางเหวินและภรรยานั้นไม่เคยคิดเลยว่าความจริงมันจะเป็แบบนี้ เขาเองก็ใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกัน
เมื่อพวกเขาััได้ถึงสายตาที่มองมาด้วยความสมเพชและยั่วยุแถมยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู ครอบครัวของเขาถึงกับรู้สึกร้อนผ่าวเหมือนมีกระทะมานาบอยู่บนใบหน้าโดยทันที
“คุณตำรวจครับ, ซ่อนเงินของตัวเองนี้ถือเป็การขโมยหรือเปล่า ? ขอโทษด้วยที่ทำให้คุณต้องมาพบเจอเื่น่าปวดหัวในวันนี้ ”
ใช้เวลาอยู่นานก่อนที่ซูเชงเหวินจะระงับอารมณ์ของตัวเองได้พร้อมเดินไปอยู่ตรงหน้าของเฉิงเสวี่ยเหม่ยก่อนที่จะถามออกมาอย่างอ่อนน้อม
“แอบซ่อนเงินของตัวเองนั้นมันไม่ได้ถือเป็ความผิดหรอกแต่ถึงอย่างไรก็ตาม, ตามกฎหมายของเมืองนี้นั้นการแจ้งความเท็จต้อเ้าหน้าที่และโยนความผิดเพื่อปิดบังไปที่คนอื่นนั้นมีความผิดร้ายแรง, ต้องถูกจำคุกสูงสุด 3 ปี รวมทั้งถูกควบคุมและกีดกันสิทธิ์ทางการเมือง ,คุณไม่ใช่แค่บิดเบือนความจริง เท่านั้นซ้ำยังใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นตามกฎหมายแล้วการทำร้ายร่างกายคนอื่นโดยเจตนานั้นให้โทษสูงสุดถึงสามปี ถ้าได้รับาเ็ก็จะมีโทษั้แ่ สามถึงสิบปี , เป็เพราะว่าคุณนั้นได้ทำร้ายร่างกายของถังซิ่วอย่างสาหัสถึงขั้นที่กระอักเืฉะนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงสิบปีก่อนหรอก อย่างน้อยๆมันต้องมีสามถึงห้าปีอย่างแน่นอน ”
เฉิงเสวี่ยเหม่ยได้พูดไปพลางหัวเราะไปเพราะเห็นว่าซูชางเหวินนั้นยังไม่ตระหนักถึงความผิดของ ตัวเองแต่กลับพูดเพื่อลดทอนโทษของลูกชาย
เธอไม่สนใจคำอ้อนวอนของครอบครัวซูชางเหวินแม้แต่น้อยก่อนที่จะเหวี่ยงข้อมือและกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสว่า
“จับทุกคนที่เกี่ยวข้องไปสอบปากคำให้หมด”
“คุณตำรวจหญิง, นี่เป็เื่เข้าใจผิด...นี่เป็เื่เข้าใจผิด, ถังซิ่วนั้นเป็หลานของเราแล้วเราจะไปใส่ความเขาโดยเจตนาได้ยังไงกันหละ ?,ผมจะไปทำร้ายเขาโดยเจตนาได้ยังไงกัน? ”
ซูชางเหวินรีบแก้ตัวทันทีเมื่อได้เห็นท่าทางที่จริงจังของเฉิงเสวี่ยเหม่ยซึ่งทำให้เขาตื่นกลัวเป็อย่างมากพร้อมทั้งรีบดึงข้อมือของเธอ
ขณะที่ซูชางเหวินกำลังพูดกับเฉิงเสวี่ยเหม่ยนั้น ตัวเขาก็ได้มองไปทางซูหลิงหยุนโดยทันที
ซางเหม่ยหยุนเองก็พึ่งจะตระหนักได้ถึงบางสิ่ง, มีเพียงซูหลิงหยุนและลูกของเธอเท่านั้นที่จะช่วยครอบครัวของเธอได้
“น้องสาว ,เราเป็ครอบครัวเดียวกัน หยานหนิงและเชียงเฟย์เองก็อาจจะเล่นแรงเกินไปหน่อยแต่นี้ มันก็แค่การละเล่นของเด็กๆเท่านั้น, น้องบอกคุณตำรวจไปสิว่าเื่นี้เราจะแก้ไขปัญหากันเอง ”
ใบหน้าของซางเหม่ยหยุนนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มระหว่างที่พูดออกไป
เมื่อได้ยินคำพูดของซางเหม่ยหยุนนั้น ,ซูหลิงหยุนเองก็ได้หันหน้าหลบทันที
“น้องสาวของพี่ วันนี้เชียงเฟย์นั้นผิดจริงและฉันจะให้เขากล่าวขอโทษกับซิ่วน้อยและจบเื่นี้เอง,ถ้าเธอคิดที่จะจัดการเื่นี้แบบนี้ เราก็ขาดกันตรงนี้เลย ”
ซูชางเหวินได้พูดออกไปเมื่อเห็นน้องสาวตัวเองกล้าที่จะเมินเฉยต่อภรรยาของเขาได้ส่งเสียง “ฮึ้ม” ในลำคอพร้อมกล่าวด้วยท่าทางข่มขู่
“อย่าลืมไปล่ะว่าถังซิ่วนั้นยังต้องไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมต้นสตาร์ซิตี้ต่อ ผลการเรียนของเขานั้นย่ำแย่มาก แล้วเธอคิดว่าถ้าไม่มีฉันสักคนแล้วเขาจะไม่โดนไล่ออกอย่างงั้นเรอะ? ”
เสียงที่เย็นะเืได้ถูกปล่อยออกมาจากปากของซูชางเหวินพร้อมทั้งคำข่มขู่
ประโยคนั้นทำให้อุณหภูมิภายในบ้านลดลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายของซูหลิงหยุนเองก็กระตุกหลายครั้งก่อนที่จะหันกลับมามองที่ซูชางเหวิน
...