ตอนที่ 4
หญิงสติไม่ดี
ยังไม่ทันข้ามวันดีข่าวเื่อดีตนางโลมจูเหลี่ยวหมินสติเลอะเลือนหลังจากฟื้นขึ้นมาถูกลือกันไปทั่วทั้งจวนจวิ๋นอ๋อง
บ่าวรับใช้หญิงหลายคนที่เคยได้ยินข่าวลือในหลายๆเื่เกี่ยวกับนางมา ก่อนที่จะถูกฮ่องเต้น้อยไถ่ตัวมาเพื่อเป็สตรีในจวนอ๋องล้วนไม่เชื่อว่านางจะกลายเป็เช่นนั้นจริงๆ
พวกนางคิดว่าหญิงสาวนางนี้คงแสร้งทำเพื่อไม่ให้ถูกประทานเป็ของกำนัลให้กับเหล่าทหารกล้าใต้บังคับบัญชาของท่านอ๋องหลี่เหยียนจวิ๋นเสียมากกว่า
นับั้แ่ฮ่องเต้น้อยขึ้นนั่งบนบัลลังก์ัพระองค์ก็ทรงขยันส่งสาวงามให้กับเสด็จอาไม่ขาดเมื่อใดก็ตามที่ท่านอ๋องหลี่เหยียนจวิ๋นเสด็จกลับมายังเมืองหลวงฮ่องเต้น้อยจะส่งสาวงามมารอจวิ๋นอ๋องอยู่ที่จวนไปเสียทุกครั้งดังนั้นหากไม่มีธุระจำเป็จริงๆ จวิ๋นอ๋องจะเลี่ยงไม่เสด็จกลับมาที่เมืองหลวง
ครั้งนี้ที่จวิ๋นอ๋องเสด็จกลับมาก็ด้วยราชโองการเรียกตัวของฝ่าาหลังจากที่เพิ่งนำกลุ่มทหารสู้รบกับเผ่าเจเป่ยชนะนอกจากฮ่องเต้น้อยจะประทานของรางวัลมากมายให้กับจวิ๋นอ๋องและผู้ใต้บังคับบัญชาแล้วพระองค์ยังประทานคุณหนูจากตระกูลอัน ซึ่งเป็จวนของราชครูมาหนึ่งนางและนางโลมอันดับหนึ่งแห่งหอบุปผางามอีกหนึ่งนาง
หญิงสาวทั้งสองล้วนมีความงามที่แตกต่างกันคนหนึ่งงดงามน่ารักเหมาะสมกับวัยส่วนอีกคนงดงามเย้ายวนสะกดจิตผู้คนให้หลงใหลั้แ่คราแรกที่พบหน้า
คนภายนอกต่างพนันขันแข่งเกี่ยวกับสาวงามทั้งสองอย่างดุเดือดบ้างก็ลงว่าท่านอ๋องจะเลือกเพียงอดีตนางโลมเป็สตรีในจวนอ๋องเพราะว่านางงดงามกว่าผู้ใด สตรีเช่นนี้บุรุษใดบ้างไม่อยาก
บ้างก็ลงว่าพวกนางทั้งสองคนล้วนเหมาะสมที่จะได้ตำแหน่งในจวนอ๋องแต่ยังมีเสียงต่างที่ลงความเห็นว่าบางทีจวิ๋นอ๋องอาจไม่เลือกพวกนางสักคนก็อาจเป็ได้เพราะพระองค์เป็พวกนิยมตัดแขนเสื้อหลายปีมานี้ไม่มีสตรีใดข้างกายพระองค์สักคนเดียว
เพราะที่ผ่านมาไม่เห็นจวิ๋นอ๋องสนใจสตรีนางใดมาก่อนจนกระทั่งพวกเขาได้ยินข่าวลือที่เหนือความคาดหมายหลังจากที่ท่านอ๋องเพิ่งกลับจากชายแดนได้เพียงหนึ่งวัน
ภายในจวนอ๋องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่คุณหนูอันที่หลายคนมองข้ามกลับถูกเลือกให้เป็สตรีในจวนอ๋องถึงขนาดที่ท่านอ๋องจัดพิธีมงคลขึ้นในจวน แต่งคุณหนูอันหลงซีเป็พระชายารอง
แต่แล้วงานมงคลเป็อันล้มไม่เป็ท่าเมื่ออยู่ๆ คุณหนูอันหลงซีเกิดป่วยหนัก ถึงขั้นหมดสติไปยาวนาน จนป่านนี้ก็ยังไม่ฟื้นเสียที
ดูเหมือนอาการป่วยครั้งนี้จะมีเงื่อนงำซ่อนอยู่
"ฉันเบื่อโจ๊กข้าวแล้ว ไม่มีอย่างอื่นให้ฉันกินแล้วเหรอ"สายลมใบหน้าบึ้งตึงมองดูถ้วยโจ๊กด้วยความรู้สึกเอือนเต็มที
เช้า เที่ยงเย็น อาหารทั้งสามมื้อล้วนเป็โจ๊กข้าวทั้งสิ้น แม่ครัวที่นี่ทำอาหารเป็แค่นี้เองเหรอ
"ยังเหลือพรุ่งนี้อีกวันนะเ้าคะ" สาวใช้ก้มหน้าตอบ
"ม่ายยยยยนะ"
ั้แ่ฟื้นขึ้นมาเธอไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปที่ไหนทั้งสิ้นนอกจากนั่งกินนอนกินอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี้แล้ว เธอยังเบื่อโจ๊กข้าวด้วย
ใครก็ได้ช่วยบอกฉันที ฉันมาทำอะไรที่นี่
"คุณหนูได้เวลาทานยาแล้วเ้าค่ะ"
หญิงสาวคนเดิมยกถ้วยยาเข้ามาสายลมยกมือขึ้นปิดปากทันที "ฉันไม่กิน" เธอส่ายหน้ารั่วๆ คอแทบหัก"ฆ่าฉันให้ตายเถอะ ยาขมยิ่งกว่าฟ้าทะลายโจรบ้านฉันซะอีก"
"ท่านหมอบอกว่าดื่มยาถ้วยนี้แล้วจะช่วยให้คุณหนูกลับมาเดินได้ในเร็ววันเ้าค่ะ" สาวใช้เริ่มคุ้นชินกับท่าทางประหลาดของคุณหนูจูเหลี่ยวหมินแล้วจึงไม่ได้ใอะไรหากจะเห็นปฏิกิริยาแปลกประหลาดเช่นนี้อยู่บ่อยๆ
"ผู้กำกับสั่งให้ฉันต้องกินจริงๆ เหรอ"เธอไม่คิดว่านอกจากต้องแสดงให้สมบทบาทแล้ว ยังจะต้องกินยาขมถ้วยนี้จริงๆ อีกไม่รู้ว่าในถ้วยยาใส่สิ่งใดลงไปบ้าง วางยาพิษเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้
"เ้าค่ะ" สาวใช้คิดว่าผู้กำกับที่คุณหนูจูเหลี่ยวหมินกล่าวถึงคิดว่าน่าจะใช่ท่านหมอ
"วางไว้ตรงนั้นแหละ แล้วเธอก็ออกไปได้"
สายลมทำทีไล่ให้ผู้หญิงคนนี้ออกไปจากห้องทั้งถ้วยและยาขมลอยละลิ่วออกไปนอกหน้าต่างอย่างแม่นยำ ยาขมใครจะกินก็กินเถอะส่วนเธอขอบาย ไม่หายก็นอนเป็ง่อยอยู่อย่างนี้นี่แหละ
ถึงเวลาพลบค่ำหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนเดิมเดินกลับเข้ามาหาสายลมในห้องอีกครั้งและถามหาถ้วยยากับเธอ
"คุณหนูทานยาแล้วหรือเ้าคะ" สาวใช้มองไม่เห็นถ้วยยาบนโต๊ะข้างเตียงนอน
"ฉันกินหมดแล้ว" สายลมตอบหน้านิ่ง
"แล้วถ้วยยาล่ะเ้าคะ บ่าวจะได้นำกลับไปล้างที่ห้องครัวเ้าค่ะ"
สายลมสายตาล่อกแล่กจะเทยาทิ้งแต่ดันลืมว่าถ้วยยาก็บินออกนอกหน้าต่างไปด้วย "หายไปแล้ว"
"หายไปไหนเ้าคะ" สาวใช้ยืนงงหนักยิ่งกว่าเดิมหลังจากที่ออกมาจากห้องคุณหนูจูเหลี่ยวหมิน ตนก็ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องตลอดเวลามั่นใจว่าไม่มีใครผ่านประตูเข้ามาอย่างแน่นอน ถ้วยยาหายไปได้อย่างไร
"ไม่รู้...." เธอลากเสียงยาว รู้ว่าตนเองมีความผิด"เอาเป็ว่ามันหายไปแล้ว"
สาวใช้ไม่ได้กล่าวถามเพิ่มเดินไปยกอ่างเข้ามาพร้อมกับผ้าสะอาด "บ่าวจะเช็ดตัวให้กับคุณหนูนะเ้าคะคืนนี้จะได้นอนสบายตัวเ้าค่ะ"
พอหญิงสาวคนนี้เอ่ยถึงเื่นี้สายลมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้อาบน้ำ "อาบน้ำดีกว่าน่าจะสบายตัวมากกว่าเช็ดตัว"
"จะดีหรือเ้าคะ" สาวใช้มีท่าทางลังเล"ให้บ่าวไปถามกับท่านหมอก่อนดีกว่าเ้าค่ะ" ข้ารับใช้เล็กๆเช่นตนไม่สามารถแบกรับความผิดทั้งหมดไหวแน่หากเกิดคุณหนูจูเหลี่ยวหมินเป็อะไรขึ้นมาอีกครั้ง
"แค่อาบน้ำจะถามคนอื่นไปทำไม" เธอไม่เข้าใจหญิงสาวคนนี้เอาซะเลย"ถ้ายุ่งยากมาก ฉันแค่เช็ดตัวตามที่เธอบอกก็ได้"
สายลมยื่นมือไปหยิบผ้าสะอาดมาจุ่มน้ำในอ่างทองเหลืองบิดหมาดๆ ซับไปที่ใบหน้า รู้สึกสดชื่นขึ้นมาหน่อย
"อ๊ะ เธอจะทำอะไร" สายลมยกมือขึ้นปิดหน้าอกตนเองด้วยความใ
"บ่าวจะช่วยถอดชุดออกให้เ้าค่ะ"
สายลมมองไปรอบๆห้อง "ในนี้มีกล้องซ่อนอยู่หรือเปล่า" เธอก็มียางอายอยู่บ้างนะนึกอยากจะให้ถอดก็ถอดอย่างนั้นเหรอ
"ในนี้ไม่มีใครอยู่ นอกจากคุณหนูกับบ่าว คุณหนูสบายได้เ้าค่ะ"
"ไม่เป็ไร เช็ดแค่แขนกับใบหน้าลำคอก็พอแล้วแหละ"ถึงจะบอกว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง แต่เธอก็ยังอดไม่ได้ที่ระแวงอยู่ดี
หลังจากที่เช็ดตัวเสร็จสายลมก็ได้รับกระจกหนึ่งบานมาถือไว้เงาสะท้อนรูปหน้าของเธอยังคงดูอ่อนวัยเหมือนเดิมแต่ที่แปลกไปคงจะเป็ผมที่ยาวจนน่าใมากกว่า
"ทำไมผมของฉันยาวขนาดนี้"
สายลมจับไปที่ผมของตนเองเธอไม่เคยไว้ผมยาวแบบนี้มาก่อน อย่างมากก็ถึงกลางหลัง แต่นี่ยาวเลยไปถึงก้นของเธอ
จะยาวไปไหนเนี่ยใช้ผูกคอแทนเชือกนี้ตายจริงแท้เลยนะ
หรือว่าพวกเขาจะต่อผมให้กับเธอว่าแล้วสายลมก็ใช้มือคลำๆ บนศีรษะ ไม่พบรอยต่อผมบนศีรษะของเธอบางทีพวกเขาอาจจะใส่วิกผมเหมือนในละครให้กับเธอก็อาจเป็ได้
สายลมกระชากหนังศีรษะของตนเองไปสุดแรงและผลที่ได้ "โอ๊ยยยยย เจ็บ เจ็บ ผมจริงๆ หรือนี่"นอกจากจะเจ็บจริงจนน้ำตาไหลแล้ว ผมขยุ้มหนึ่งยังติดมากับมือเธอด้วย
สาวใช้ทำหน้าเหวอราวกับเห็นผีไม่คิดว่านอกจากคุณหนูจูเหลี่ยวหมินจะสติเลอะเลือนแล้ว ตอนนี้ยังเป็บ้าไปด้วยสาวใช้จะกล่าวห้ามก็ห้ามไม่ทัน สงสัยวันพรุ่งนี้คงมีเื่เล่าให้เพื่อนสาวใช้ด้วยกันฟังอีกหลายเื่
ทางฝั่งของคุณหนูอันหลงซียังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาในเร็ววันจวิ๋นอ๋องนั่งเฝ้านางด้วยพระทัยที่เป็ห่วงอยู่ทุกเช้าเย็น
"หลงซี เ้าตื่นได้แล้ว เหตุใดถึงได้หลับนานเช่นนี้"จวิ๋นอ๋องกุมมือหญิงสาวไว้แน่น ประทับริมฝีปากบนหลังมือนาง เนิ่นนานกว่าจะถอนออก
พ่อบ้านเข้ามารายงานกับจวิ๋นอ๋องว่าท่านราชครูกับฮูหยินมาขอเข้าพบเพื่อเยี่ยมอาการป่วยของบุตรสาว
จวิ๋นอ๋องอนุญาตให้พวกเขาทั้งสองเข้ามาพร้อมทั้งนำทางให้คนทั้งสองมายังห้องของอันหลงซีด้วยตนเอง
สิ่งนี้แสดงออกชัดเจนถึงพระทัยที่จวิ๋นอ๋องมีต่ออันหลงซีมากเพียงใด
"โธ่ หลงซีลูกแม่ ชีวิตของเ้าช่างน่าสงสารเหลือเกิน"เกาฮูหยินแทบจะถลาเข้าไปหาอันหลงซีในทันที น้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงก็สามารถบีบออกมาได้ดั่งใจสั่ง
นางเป็แม่เลี้ยงที่ไม่ได้รักลูกเลี้ยงไปกว่าลูกในไส้ของตนเอง
"อันหลงซีเกิดมาก็กำพร้ามารดาั้แ่นางอายุเพิ่งได้เพียงสามเดือนเศษ"ราชครูอันเริ่มเล่าเื่ของบุตรสาวให้กับจวิ๋นอ๋องฟังด้วยสีหน้าเศร้า"พอเกิดมาร่างกายก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก กระหม่อมตามหาหมอดีๆมารักษาทั่วทุกหนแห่งแต่ก็ทำได้เพียงประคับประคองให้นางมีชีวิตอยู่ได้ยืดออกไปสักนิดก็ยังดี"
หมอดีๆที่ท่านราชครูเอ่ยถึงก็คือหมอกำมะลอที่เกาฮูหยินยัดเงินปิดปากพามารักษาทั้งสิ้น
จวิ๋นอ๋องรับฟังสิ่งที่ผู้เป็พ่อตาเล่าด้วยสีหน้าสงบก่อนหน้านี้ได้สืบเื่ของหญิงสาวมาก่อนแล้ว ฮูหยินเอกคนปัจจุบันของท่านราชครูอันเป็พวกหน้าเนื้อใจเสือ ต่อหน้าแสร้งทำดี พอลับหลังกลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามส่วนท่านราชครูก็เอาแต่ปิดตาข้างนึงลืมตาข้างหนึ่งเลือกเข้าข้างฮูหยินเอกจนทอดทิ้งบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกคนก่อน
อันหลงซีของเขาต้องทนทุกข์อยู่กับแม่เลี้ยงใจร้ายคนนี้มาอย่างอดทนเพิ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่นเพียงแค่เดือนเดียวแท้ๆกลับรีบผลักไสไล่ส่งนางแต่งออกจากตระกูลอันทันที โดยไม่สนใจว่านางจะแต่งให้กับใครหากไม่ใช่เพราะราชโองการของฮ่องเต้น้อย บางทีนางอาจจะกลายเป็ฮูหยินของบุรุษอื่นไปแล้ว
ระหว่างที่ท่านราชครูพูดคุยอยู่กับจวิ๋นอ๋องเกาฮูหยินแอบสังเกตอาการป่วยของลูกเลี้ยงอย่างเงียบเชียบใบหน้าของอันหลงซีดูไม่เหมือนคนที่ป่วยหนักแต่อย่างใดราวกับคนที่นอนหลับไปเพียงเท่านั้นเอง
ก่อนที่เกาฮูหยินจะส่งลูกเลี้ยงขึ้นเกี้ยวมายังจวนอ๋องได้สั่งให้สาวใช้คนสนิทเพิ่มปริมาณยาพิษลงในน้ำชาที่ลูกเลี้ยงดื่มเป็ประจำตอนที่มาส่งลูกเลี้ยง เกาฮูหยินย่อมดูออกว่ายาพิษออกฤทธิ์เป็อย่างดีแล้วเหตุไฉนตอนนี้ถึงดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่ใกล้ตาย
หากลูกเลี้ยงของนางฟื้นขึ้นมาไม่เท่ากับว่าสิ่งที่นางแอบทำลับหลังผู้เป็สามีมาตลอดจะกลับกลายเป็ว่าส่งเสริมให้ลูกเลี้ยงได้ดีไปหรอกหรือถ้ารู้แต่แรกว่าท่านอ๋องจะเอ็นดูบุตรสาวจากตระกูลอันเป็พิเศษเช่นนี้เกาฮูหยินคงคิดส่งบุตรสาววัยสิบหกปีของตนเองชิงตัดหน้ามายังจวนจวิ๋นอ๋องไปก่อนแล้ว
เดิมทีเกาฮูหยินเป็สตรีที่ราชครูอันรักมากถึงขนาดแอบซ่อนนางเอาไว้ที่นอกจวนเพราะไม่้าให้สตรีที่ตนรักลำบากใจที่จะเป็รองสตรีอื่น
หลังจากที่มารดาของอันหลงซีตายท่านราชครูอันไม่รอช้าที่จะตบแต่งนางเข้ามาเป็ฮูหยินเอกเชิดหน้าชูตาอยู่ในชนชั้นสูงมาจนถึงทุกวันนี้