Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

    บทที่ 113 นิสัยเสียที่แก้ไม่หาย

    นิสัยเสียที่แก้ไม่หาย

     

                ผลลัพธ์จากความตั้งใจที่เต็มเปี่ยมนั้นจบลงที่การหายไปของเสบียงอาหารครึ่งหนึ่งที่เก็บสะสมเอาไว้ในยุ้งฉางและสภาพของมิโดริที่อ้วกออกมาได้อย่างน่าสงสารเป็นที่สุด

                ภาพของมิโดริที่อ้วกของเหลวเขียวๆออกมาและทำให้เกิดเป็นต้นไม้ต้นหนึ่งนั้นทำเอากัสถึงกับอ้าปากค้างและต้องหยุดการเคลื่อนไหวของเขาลงในทันที

                “ม..ไม่ไหวแล้วค่ะ ท่านกัส..อุ๊บ!”

                หลังจากพูดจบมิโดริก็อ้วกออกมาอีกทำให้กัสต้องยอมรับแล้วว่ามิโดริได้ถึงขีดจำกัดของเธอแล้วจริงๆจนต้องยอมหยุดการฝึกฝนวิชาของเขาลงอย่างเสียไม่ได้

                กัสตัดสินใจอุ้มมิโดริกลับไปยังบ้านพักเงียบๆโดยที่ไม่มีใครเห็นก่อนจะจัดการห่มผ้าให้เธอแล้วร่ายเวทชำระกายออกมาครั้งหนึ่งเพื่อกำจัดหลักฐานแล้วมองดูสีหน้าของมิโดริที่ดูอ่อนเพลียหากแต่มีสีแดงระเรื่อดูอิ่มเอิบจนเห็นได้ชัด

                โดยเฉพาะสีผมที่กลายเป็นสีเขียวสดใสที่ดูมีชีวิตชีวาเป็นที่สุด

                ‘เล่นมากไปจริงๆ แฮะเรา..แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เลวเหมือนกัน’

                กัสครุ่นคิดในใจถึงผลลัพธ์จากความพยายามในครั้งนี้ร่างกายของเขาในตอนนี้สูงขึ้นถึง 2 เซนติเมตรความแข็งแกร่งของกายเนื้อเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากจนไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นผลลัพธ์ที่ได้มาจากการเริงรักเพียงค่ำคืนเดียว

                ทว่าผลเสียจากการพยายามสุดกำลังก็มีอยู่เช่นกันหนึ่งนั้นคือเสบียงอาหารในยุ้งฉางที่หายไปเกินครึ่ง พวกผักดอง เบียร์ แป้ง น้ำตาลหรือของอื่นๆ จำพวกเนื้อสัตว์ตากแห้งหรือเนื้อหมักเกลือล้วนหายไปจนแทบหมดสิ้น

                แม้จะไม่ได้คำนวณค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับการซื้อเสบียงอาหารเหล่านั้นแต่กัสก็มั่นใจว่ามูลค่าที่เขาต้องจ่ายไปในวันนี้น่าจะมีมากกว่า 1 พัน DP

                เมื่อคิดถึงมูลค่าที่ต้องจ่ายกัสก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าน้อยๆพลางคิดในใจว่าเขาคิดดีแล้วจริงๆ ที่ไม่ได้ขอให้มิโดริช่วยฝึกก่อนหน้านี้

                เพราะถ้าต้องจ่ายขนาดนี้ก่อนที่แผนการจะก้าวเข้าสู่ขั้นที่สองแล้วละก็เกรงว่ารายจ่ายขนาดนี้กัสคงจะจ่ายไม่ไหว

                ถึงแม้ว่าเขาจะโชคดีที่ไม่ได้เริ่มฝึกฝนวิชาร่วมกับมิโดริก่อนหน้านี้แต่การมาฝึกเอาตอนนี้ก็มีปัญหาอยู่บ้างเช่นกันซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นโชคร้ายของมิโดริก็ว่าได้

                เมื่อเช้าของวันใหม่มาถึงซีต้าก็เดินมาหากัสก่อนจะหวดฝ่ามือใส่หัวเขาเต็มแรงเล่นเสียกัสถึงกับหัวทิ่มโต๊ะท่ามกลางสายตาของเหล่าน้องสาวที่มองมาด้วยความตกใจ

                “เจ้าเด็กบ้านี่!! เมื่อวานเจ้าเล่นกันหนักขนาดไหนกันหืม!รู้ไหมว่าตอนนี้มิโดริถูกเจ้าเล่นจนป่วยเลยนะรู้ไหม”

                การตบหัวและคำตำหนินี้ทำเอากัสถึงกับอึ้งจนหัวสมองว่างเปล่าก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นมาในสภาพที่อาบไปด้วยเลือด

                “มิโดริ..ป่วย”

                “ก็ใช่นะสิ! เจ้านี่นะโตขนาดนี้แล้วไม่รู้จักควบคุมตัวเองบ้างหรือไงกัน! ข้ารู้ว่าเจ้าอยากรีบฝึกวิชาให้สำเร็จแต่เจ้าก็ควรจะเห็นใจมิโดริบ้างไม่ใช่คิดว่าเธอรับไหวแล้วจะฝืนเข้าไปแบบนั้น..ยัยเด็กคนนั้นก็จริงๆเลยฝืนจนชินก็เลยไม่ยอมเอ่ยปากบอกว่าไม่ไหว”

                พูดแล้วซีต้าก็ยิ่งหงุดหงิด แต่เมื่อเห็นสภาพของกัสที่หัวแตกจนเลือดอาบหัวใจของเธอก็อ่อนยวบจนต้องยื่นมือออกไปปัดเส้นผมของกัสเพื่อดูบาดแผลก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วร่ายเวทรักษาง่ายๆ ครั้งหนึ่งบาดแผลที่เล็กเท่านิ้วมือก็หายสนิทในเวลาเพียงอึดใจเดียว

                “คราวหน้าจะทำอะไรก็ระวังหน่อยละครั้งนี้ยังดีที่เป็นมิโดริหากคราวหน้าเป็นคนอื่นละก็..มันอาจจะไม่จบลงที่แค่ป่วยหรอกนะ”

                พูดจบซีต้าก็เดินกลับไปยังบ้านของเธอจากนั้นก็เดินเข้าไปในโรงกลั่นเพื่อค้นหายาที่เธอสกัดเอาไว้มาให้มิโดริทาน

                ส่วนกัสนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังนั่งนิ่งคิ้วขมวดเขากัดฟันด้วยความหงุดหงิดพลางคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน

                ‘ข้า..พลาดอีกแล้ว’

                คิดแล้วกัสก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและยิ้มฝืนๆให้กับน้องสาวพลางปลอบโยนพวกเธอหลายคำก่อนจะร่ายเวทชำระกายออกมาคราบเลือดตามใบหน้าและเสื้อผ้าก็หายไปจนหมดจากนั้นจึงร่ายเวททำความสะอาดใส่คราบเลือดที่เปื้อนโต๊ะ

                “พวกเจ้ากินกันไปก่อนนะ ข้าจะไปดูมิโดริสักหน่อย”

                พูดจบกัสก็เดินออกไปทันที เขาเดินหน้าตรงไปยังบ้านพักของมิโดริก่อนจะเปิดประตูเข้าไปก็พบมิซ่าที่ยิ้มน้อยๆมาให้กัส หากแต่ดวงตาของเธอนั้นแฝงไว้ด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจ

                “เล่นสนุกเกินไปนะคะท่านกัส”

                “อ่า..ข้าสำนึกผิดแล้วนะตะกี้ซีต้าก็หวดข้าเสียเต็มแรง..นึกว่าหัวจะระเบิดเสียแล้ว”

                ได้ยินแบบนั้นมิซ่าก็ยิ้มขำด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะสมน้ำหน้ามากว่าเห็นใจก่อนจะตรงเข้ามาแหวกเส้นผมของกัสดูด้วยความเป็นห่วง

                “มันสมควรไหมคะท่านกัสก็รู้ว่าข้ากับท่านอาจารย์เป็นผู้รักษาสำหรับพวกเราแล้วสิ่งที่ทำร้ายสุขภาพล้วนเป็นสิ่งที่พวกเราไม่ชอบ..หากท่านสังเกตจะเห็นว่าข้ากับอาจารย์แทบจะไม่ดื่มเลยทั้งที่เผ่าอสูรอย่างพวกเรามักจะดื่มกันตั้งแต่เด็ก”

                พอได้ยินมิซ่าพูดแบบนั้นกัสก็นึกขึ้นมาได้เช่นกันว่าเขานั้นแทบจะไม่เห็นซีต้ากับมิซ่าดื่มเหล้าเลยสักครั้งมากสุดพวกเธอก็ดื่มเพียงแก้วเดียวแตกต่างจากเขากับน้องๆที่ดื่มกันจนเป็นเรื่องปกติ

                เมื่อเห็นสีหน้าของกัสที่สลดลงมิซ่าก็ยิ้มน้อยๆพลางลูบเส้นผมของกัสอย่างเบามือราวกับต้องการปลอบโยน

                “ไม่ต้องห่วงมิโดริหรอกค่ะเธอแค่ไม่ชินกับการแบกรับพลังที่มากมายขนาดนี้..ถึงข้ากับอาจารย์จะบอกว่าขีดจำกัดในการสะสมพลังของเธอนั้นสูงมากแต่การที่เธอไม่เคยสะสมพลังเอาไว้ในปริมาณที่มากขนาดนี้มาก่อน อยู่ๆมามีพลังมากขนาดนี้ร่างกายของเธอก็เลยปรับตัวไม่ทัน สภาพของเธอตอนนี้ก็คล้ายๆคนที่เมาค้างนั่นแหละค่ะ”

                พูดแล้วมิซ่าก็เดินกลับไปหามิโดริพลางสางเส้นผมสีเขียวสดของเธอให้เป็นระเบียบพลางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าของเธอเบาๆ

                “ให้ข้าดูเองเถอะ ยังไงเสียมันก็เป็นความผิดของข้า”

                “..เข้าใจแล้วค่ะ ตอนนี้อาการของเธอคงตัวแล้วแต่ร่างกายคงจะไม่ปกติเท่าไหร่เพราะแบกรับพลังเอาไว้มากยังไงก็ให้เธอปรับตัวกับพลังสักวันสองวันก็ไม่เป็นไรแล้วค่ะ”

                กัสรับคำเบาๆ พลางรับผ้าจากมือของมิซ่าไปแล้วบรรจงซักมันในถังน้ำก่อนจะบิดจนหมาดแล้วเช็ดตามเนื้อตัวของมิโดริอย่างเบามือ

                ความรู้สึกผิดอัดแน่นอยู่ในดวงตาของกัสเขารู้สึกว่าตัวเองได้ลืมตัวอีกแล้ว นิสัยเดิมๆของเขาที่มักจะมุ่งตรงไปข้างหน้าและชอบลืมสิ่งที่อยู่โดยรอบ นิสัยเสียที่แก้ไม่หายนี้นึกไม่ถึงว่าจะปรากฏขึ้นมาในลักษณะแบบนี้ได้

                ‘ข้า..ยังไม่โตจริงๆ’

                กัสถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางคิดทบทวนความทรงจำจากชีวิตที่แล้วความทรงจำในช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสุดจริงๆ

                เขาเพียงรับรู้ทุกอย่างเข้าใจทุกอย่าง แต่กลับไม่ได้มีส่วนร่วมกับความทรงจำเหล่านั้นด้วยเหตุนี้เขาจึงขาดประสบการณ์ของการไตร่ตรองและทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

                การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่แค่การมีชีวิตอยู่นานหรือการผ่านประสบการณ์ต่างๆ มามากหากแต่เป็นการคิดวิเคราะห์และทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ซึมซับประสบการณ์ต่างๆเข้าไปในจิตใจและเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิดอย่างเป็นธรรมชาติ

                เช่นนี้ต่างหากที่สมควรเรียกว่าการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

                ส่วนตัวเขานั้นประสบการณ์ที่ได้รับจากช่วงเวลาที่กลายเป็นราชาอันเดธนั้นมันแทบไม่ต่างอะไรจากการเฝ้ามองความทรงจำของผู้อื่น เขาอาจจะได้รับความรู้และมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งขึ้นจากประสบการณ์เหล่านั้น

                แต่สิ่งที่กัสขาดไปก็คือการทบทวนหวนนึกและการนำประสบการณ์เหล่านั้นมาเป็นบทเรียนให้กับตัวเองต่างหาก

                “ขอโทษนะมิโดริ..”

                คำขอโทษที่ส่งออกไปโดยไม่คิดที่จะได้รับการให้อภัยนี้ทำให้มิโดริที่กำลังจะตื่นเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเธอสับสนอยู่ชั่วขณะคล้ายกับไม่รู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ หรือว่าตื่นขึ้นมาแล้ว

                เด็กสาวยื่นมือออกมาอย่างอ่อนแรงและกุมมือของกัสเอาไว้ทำให้เขาได้สติกลับมาอีกครั้ง

                “ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะท่านกัส..ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง”

                ได้ยินแบบนั้นกัสก็ยิ่งรู้สึกผิดจนเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกทว่าความหงุดหงิดของเขาก็ถูกมิโดริทำลายทิ้งไปด้วยการเคลื่อนไหวของเธอ

                เส้นผมที่กลายเป็นสีเขียวสดใสนั้นยืดยาวออกไปอย่างรวดเร็วก่อนจะคว้าเข้าที่เมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในชามจากนั้นก็ยกมาทั้งเมล็ดและชามจนมาอยู่ในมือของเธอ

                ทว่าเด็กสาวนั้นยังป่วยอยู่ทันทีที่ชามส่งมาถึงมือของเธอนั้น ความรู้สึกอ่อนแรงก็ทำให้เธอถือชามเอาไว้ไม่อยู่จนทำมันหลุดมือไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

                “ระวัง!”

                กัสยื่นมือออกไปคว้าไว้ในทันทีแล้วยกขึ้นมาด้วยความตกใจก่อนจะปลอบใจมิโดริที่เสียขวัญเพราะทำเมล็ดพันธุ์ที่มีค่าเท่ากับลูกสาวของเธอหลุดมือ

                “ไม่เป็นไรนะ..ตอนนี้เจ้าป่วยอยู่ พักผ่อนก่อนเถอะเรื่องนี้อย่าเพิ่งทำอะไรเลย”

                “ข้าทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะท่านกัส ไม่สิ..ต้องบอกว่าการที่ข้าป่วยแบบนี้เลยต้องทำมากกว่า..ท่านน่าจะรู้นะคะท่านกัสว่าพลังที่ท่านมอบให้ข้าเมื่อคืนก่อนมันมากขนาดไหนตัวข้าในตอนนี้ไม่อาจรับเอาพลังที่มากขนาดนี้เอาไว้ได้ก็เลยป่วยหากจะทำให้ตัวเองดีขึ้นละก็ อย่างน้อยก็ต้องระบายพลังออกไปก่อน”

                คำพูดที่มีเหตุมีผลนี้ทำให้กัสไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาปฏิเสธเขาก็เลยอาสาถือชามให้และช่วยพยุงมิโดริให้ลุกขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียงเอาไว้

                “ไหวแน่นะ”

                “ค่ะ ขอเพียงเส้นผมยังขยับไหว ข้าก็มั่นใจว่าสามารถทำได้แน่นอนค่ะ”

                พูดแล้วมิโดริก็ยิ้มน้อยๆ ด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ จากนั้นจึงขยับเส้นผมขึ้นมาแล้วบิดมันเป็นเกลียวจนส่วนปลายของเส้นผมทุกเส้นมารวมกันจนดูคล้ายกับเถาวัลย์สีเขียวเส้นหนึ่ง

                ช่วงเวลาต่อจากนั้นภาพที่น่าประทับใจที่คนปกติทั่วไปไม่มีวันได้เห็นก็เกิดขึ้น

                เส้นผมของมิโดรินั้นเรืองแสงสีเขียวออกมาก่อนจะมีส่วนขยายเพิ่มเติมยืดยาวออกมาจากเส้นผมพวกมันเป็นแสงสีเขียวที่ค่อยๆรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นภาพมายาของเถาวัลย์ที่มีดอกไม้อยู่ตรงปลาย

                ต่อจากนั้นไม่นานดอกไม้ก็ค่อยๆเบ่งบานและเผยให้เห็นเกสรดอกไม้ที่มีสภาพเป็นผลึกแก้วสีเขียวสดใส

                แสงสีเขียวสุกสว่างราวกับดวงดาวมันเรืองแสงที่อ่อนโยนและนุ่มนวลอย่างมาก ทั้งที่แสงเจิดจ้าถึงเพียงนั้นแต่กลับไม่ทำให้กัสรู้สึกว่าเคืองตาเลยสักนิด

                เขามองเห็นรายละเอียดทุกอย่างที่เกิดขึ้นจนกระทั่งเกสรสีเขียวนั้นหลั่งของเหลวสีเขียวมรกตออกมาหยดหนึ่ง

                หยดน้ำสีมรกตตกลงบนเมล็ดพันธุ์และซึมเข้าไปในพริบตาราวกับหยดน้ำที่ตกลงบนผืนทราย มันดูดซึมเข้าไปอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง

                และช่วงเวลาต่อจากนั้นหยดน้ำสีมรกตก็หยดลงมาทีละหยดๆยิ่งหยดลงมามากเท่าไหร่สีผมของมิโดริก็ยิ่งซีดลงเท่านั้นเธอรักษาสภาพแบบนี้เอาไว้จนกระทั่งใบหน้าของเธอซีดขาวและเส้นผมกลายเป็นสีเขียวอ่อนมิโดริก็หยุดลงก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความยินดี

                “สุดยอดเลยค่ะพลังที่ข้ามีในตอนนี้ถึงกับสามารถกลั่นหยาดแห่งชีวิตได้ถึง 12 หยด”

                ท่าทางของมิโดรินั้นเห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมากทว่ากัสนั้นไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าหยาดแห่งชีวิตมันคืออะไร สิ่งเดียวที่เขาพอจะทราบคือหยาดแห่งชีวิต12 หยดนั้น ได้ทำให้เมล็ดพันธุ์ของมิโดริเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตไปถึง 3 ส่วนแล้ว

                แม้จะไม่เข้าใจกลวิธีการให้กำเนิดชีวิตใหม่ของเผ่าภูตพฤกษาแต่สิ่งหนึ่งที่กัสมั่นใจคือทันทีที่เมล็ดพันธุ์ของมิโดริกลายเป็นสีเขียวมรกตทั้งเมล็ดการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของเธอก็จะเสร็จสมบูรณ์

                “ดีแล้ว ได้ยินแบบนั้นข้าก็สบายใจเอาเป็นว่าเจ้าพักผ่อนก่อนเถอะนะ..เอาไว้เจ้าหายดีเมื่อไหร่แล้วอยากจะได้พลังเพิ่มก็ให้บอกข้าข้าสัญญาว่าครั้งหน้าข้าจะไม่ฝืนเจ้าอีกต่อไป”

                คำสัญญาที่กัสมอบให้นั้นทำให้มิโดริหน้าแดงก่ำ แต่ถึงจะเขินอายยังไงเธอก็ยังยิ้มและมองตากัสด้วยความรักที่ลึกซึ้งก่อนจะพยักหน้าแทนคำตอบ

                “เด็กดี..นอนพักซะนะ”

                หลังจากปลอบมิโดริอีกครู่หนึ่งกัสก็เดินออกไปจากนั้นก็เริ่มทำงานของเขาต่อเพื่อเร่งหา DP มาชดเชยส่วนที่เขาเสียไปเมื่อวันก่อน

                ตามกำหนดแล้ววันนี้คือวันหยุดอีกวันหนึ่งแต่เมื่อกัสลุกขึ้นมาทำงาน เหล่าน้องสาวที่มองดูอยู่ อิจิโกะกับน้องรวมไปถึงหญิงสาวคนอื่นๆ ก็พลอยไม่สบายใจและพากันเริ่มทำงานบ้างเช่นกัน

                กำหนดการของอาทิตย์หน้านั้นยังไม่ได้ถูกแก้ใหม่ทำให้ข้ารับใช้กลุ่มใหม่นั้นเกิดอาการทำตัวไม่ถูกและพยายามทำหน้าที่ที่กัสมอบหมายให้ก่อนหน้านี้อย่างตั้งใจ

                ด้วยเหตุนี้สวนผลไม้ที่มีกำหนดการปรับปรุงในวันพรุ่งนี้ก็เลยถูกปรับปรุงเสียก่อน

                เริ่มต้นจากการขุดทางน้ำที่หนอนสาวถูกเรียกตัวไปให้ช่วยขุดเพราะไม่มีใครว่างมาขุดทางน้ำให้ผีเสื้อสาวก็ลงมาช่วยชี้เส้นทางที่ต้องขุดและถือโอกาสปรับปรุงการเชื่อมต่อของทางน้ำชั้นนอกและชั้นในไปด้วยเลย

                แมงมุมสาวเองก็เริ่มทอใยเก็บเอาไว้เพื่อรอการใช้งานการทำงานในส่วนนี้ทำให้พวกเธอกินเยอะขึ้นมากทีเดียวเพราะต้องใช้สารอาหารจำนวนมากในการผลิตเส้นใยที่มีความแข็งแรง

                ทางด้านของท่านหญิงน้อยคริสตัลเองก็ดูจะตกใจไม่น้อยกับการทำงานก่อนกำหนดของกัสเธอก็เลยออกคำสั่งให้กับข้ารับใช้ของเธอและช่วยกันลงมือบุกเบิกเส้นทางในเหมืองน้ำแข็งก่อนจะส่งมอบปลาน้ำแข็งโลหิตม่วงจำนวนมากมาให้กัสในช่วงเย็นของวัน

                ส่วนตัวกัสนั้นหลังจากวางมือจากการทำงานช่วงสั้นๆเพื่อหา DP มาชดเชยเขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าทุกคนกำลังทำงานกันอย่างขยันขันแข็งทั้งที่วันนี้สมควรที่จะเป็นวันหยุด

                “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย..”

                เมื่อกัสเดินออกมาและส่งเสียงครางออกมาด้วยความตกใจนั้นนิโกะที่เดินผ่านมาพอดีก็หยุดลงและอธิบายให้กัสเข้าใจอย่างรวดเร็วก่อนจะยิ้มน้อยๆและวิ่งหายเข้าไปในประตูมิติที่เชื่อมต่อกับดินแดนรกร้างในทันที

                “เป็นเพราะข้าอีกแล้วหรอ..ให้ตายเถอะ..ต่อจากนี้ต้องระวังหน่อยแล้ว”

                คิดแล้วกัสก็ส่ายหน้า แม้อยากจะหยุดทุกคนเอาไว้ แต่เขาก็ทำใจตัดสินใจไม่หยุดหากแต่วิ่งกลับไปบ้านและเริ่มต้นวางแผนใหม่อีกครั้งอย่างตั้งใจเพื่อกำหนดตารางงานของอาทิตย์หน้าใหม่ให้เสร็จก่อนพรุ่งนี้

                เมื่อทุกคนทำงานหนักจากเดิมที่เป็นวันหยุดที่ไม่มีกำหนดการที่จะได้รับ DP ก็กลายเป็นว่ามีรายรับมากกว่า 1 พัน DP เสียอีก

                รายรับส่วนใหญ่ยังมาจากเหมืองน้ำแข็งซึ่งทำให้กัสตกใจเล็กน้อยหลังจากได้รับรายงานจากบราวนี่ที่ลงไปช่วยขุดเหมืองด้วยเนื่องจากงานใหม่ของเธอยังไม่ถูกกำหนด

                และเพราะบราวนี่ได้มีโอกาสลงไปช่วยขุดเหมืองด้วยเธอจึงได้เห็นทักษะควบคุมน้ำแข็งของคริสตัลและข้ารับใช้

                ซึ่งถ้าจะพูดว่าขุดเหมืองสู่บอกว่าเป็นการจับปลาดูจะเหมาะกว่าเนื่องจากคริสตัลไม่ได้ใช้อุปกรณ์ในการขุดหากแต่ใช้มือของเธอแหวกน้ำแข็งออกเป็นช่องและใช้ทักษะควบคุมน้ำแข็งของเธอเปิดทางภายในเหมืองและเดินเข้าไปถึงตัวปลาได้อย่างง่ายดาย

                แม้กระทั่งเศษน้ำแข็งที่ปกติต้องใส่ถังและขนออกไปทิ้งข้างนอกคริสตัลกับข้ารับใช้ก็สามารถส่งมันขึ้นไปด้านบนได้ด้วยทักษะควบคุมน้ำแข็ง

                ทว่าสิ่งที่ทำให้บราวนี่ตกใจที่สุดไม่ใช่ทักษะเหล่านี้แต่เป็นระดับความลึกที่พวกเธอลงไปได้ต่างหาก

                สำหรับกัสและบราวนี่แค่ระดับ 3 เมตรก็นับว่าลำบากแล้ว ขีดสุดในระดับที่พอจะฝืนทำงานได้ก็คือ 3เมตรครึ่ง

                แต่กับคริสตัลและข้ารับใช้พวกเธอลงไปได้ลึกถึง 5 เมตรอย่างสบายๆโดยเฉพาะคริสตัลที่ลงไปถึงก้นทะเลสาบที่ลึกกว่า 10 เมตรได้อย่างสบายๆ

                และเมื่อถึงช่วงเวลาส่งมอบปลาน้ำแข็งโลหิตม่วงกัสก็ต้องตกใจเมื่อเห็นปลาขนาด 20 เซนติเมตรไปจนถึง 30เซนติเมตรรวมอยู่ในกองปลาด้วย

                ขนาดของปลาที่ใหญ่จนน่าตกใจนี้ทำให้กัสทึ่งมากและยิ่งทึ่งเข้าไปอีกเมื่อพบว่าพวกมันมีจำนวนที่มากกว่า100 ตัวเสียอีก

                “ทั้งหมดนี้คือ..ครึ่งหนึ่ง งั้นหรือ”

                “ค่ะ ทั้งหมดนี้คือครึ่งหนึ่งตามสัญญาค่ะส่วนอีกครึ่ง..ท่านคริสตัลกำลังรีดเลือดของพวกมันอยู่ค่ะ”

                กัสตอบรับด้วยความทึ่งพลางมองดูปลาที่กองอยู่ตรงหน้าก่อนจะมองไปยังประตูมิติและขอให้บราวนี่ส่งปลาพวกนี้กลับไปให้คริสตัลรีดเลือด

                “ถ้านางต้องการเลือดปลาละก็ ส่งให้นางทั้งหมดเลยก็ได้แล้วแลกเอาเนื้อปลากลับมาก็แล้วกัน”

                “ทราบแล้วค่ะ ถ้ายังงั้นข้าขอตัวก่อนนะคะ”

                “ฝากด้วยนะครับท่านอา แล้วก็..บอกนางด้วยว่าครั้งหน้าก็ให้ทำแบบนี้ได้เลยไม่ต้องถาม”

                บราวนี่พยักหน้ารับเล็กน้อยจากนั้นก็ขนปลาใส่รถเข็นอย่างรวดเร็วแล้วขนมันกลับเข้าไปในดินแดนพายุหิมะเพื่อส่งมอบปลาทั้งหมดให้กับคริสตัลเพื่อให้เธอรีดเลือดออกไปได้ตามที่ต้องการ

                ส่วนเนื้อปลานั้นให้เก็บกลับไปและให้คิดมูลค่าของเลือดตามปริมาณและแลกกับเนื้อปลาที่คริสตัลไม่ใช้กลับมา

                พอตกเย็นปลากว่า150 ตัวก็ถูกส่งกลับมาในสภาพตัวใสกระจ่างปราศจากสีม่วงอย่างที่เคยมี

                พวกมันยังคงมีชีวิตทว่าอ่อนแอราวกับคนที่ถูกสูบพลังไปจนหมดและอยู่ในสภาพที่รอวันตายเพียงเท่านั้นกัสก็เลยไม่เสียเวลารอจัดการขายปลาทั้งหมดทิ้งไปเพื่อจบชีวิตของพวกมันในฐานะของสิ่งมีชีวิตเทียม

                วันนั้นรายรับของกัสพุ่งทะลุ2 พัน DP ไปอย่างง่ายดายทั้งที่ไหเคลือบดินเผาที่ขายไปในวันนี้มีเพียง300 กว่าใบเท่านั้น

                หากนับเฉพาะDP ที่ได้จากปลาน้ำแข็งแล้วละก็ มันมีมากกว่า 1 พัน DPเสียอีก

                “ท่านกัสค่ะท่านคริสตัลฝากบอกมาว่าหากเป็นไปได้อยากขอให้ท่านกัสขยายดินแดนให้ใหญ่กว่านี้ค่ะ นอกจากนี้ท่านคริสตัลยังอยากขออนุญาตท่านกัสทำการขยายเหมืองด้วยค่ะ”

                “ขยายเหมืองงั้นหรือ..แบบนั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อจำนวนปลาหรอกหรือ”

                “อาจจะมีผลอยู่บ้างคะแต่ท่านคริสตัลบอกว่าการขยายเหมืองนั้นจะขยายเพียงทางเดินเท่านั้นคาดว่าน่าจะกินพื้นที่ของทะเลสาบน้ำแข็งไม่มาก ดังนั้นจึงไม่น่าจะส่งผลเสียมากนักค่ะ”

                กัสนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจอนุญาตเพราะยังไงเสียคนที่ทำหน้าที่จับปลาน้ำแข็งก็คือคริสตัลในเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากขอ เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธ

                “ตกลง ให้นางทำตามที่ต้องการได้เลยวัตถุกับอุปกรณ์หรือคนช่วย หากต้องการเพิ่มก็ให้บอกได้เลย ข้าจะจัดให้ทันที”

                “ทราบแล้วค่ะ..ถ้ายังไงข้าขอตัวเข้าไปแจ้งให้ท่านหญิงทราบก่อนนะคะ”

                “เดี๋ยวก่อนครับท่านอา..คราวหน้า..ท่านไม่ต้องทำแบบนี้นะครับท่านเป็นลูกจ้างของข้าไม่ใช่ข้ารับใช้ หากนางจะบอกอะไรข้า คราวหน้าบอกให้นางส่งข้ารับใช้ของนางออกมาแจ้งอย่าได้ให้ท่านอามาทำงานในส่วนนี้ ข้าไม่ชอบ”

                เมื่อได้ยินคำพูดของกัสบราวนี่ก็นิ่งไปชั่วขณะโดยไม่รู้ว่าเธอกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่เพราะผ้าปิดหน้าที่หนาและความเกรงใจจนไม่กล้าใช้สัมผัสวิญญาณเข้าไปตรวจสอบ

                “ขอบคุณนะคะท่านกัสข้าจะจำเอาไว้ค่ะ..ทว่าครั้งนี้ข้าคงต้องขอทำหน้าที่คนส่งสารก่อนนะคะคราวหน้าข้าจะทำตามที่ท่านบอก..ไปก่อนนะคะ”

                ถึงจะมองไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายแต่คิดจากคำพูดที่มากกว่าเดิมกัสก็พอคาดเดาได้ว่าบราวนี่กำลังพึงพอใจและดูมีความสุขไม่น้อยจึงทำให้เขาพึงพอใจตามไปด้วย

                ‘ไม่เลว..ฝีมือของท่านหญิงน้อยคนนี้ไม่เลวเลยแบบนี้ยกดินแดนพายุหิมะให้นางดูแลเลยก็คงได้ ยังไงเสียหากมีสัญญาอยู่นางก็ไม่มีทางโกงข้าได้อยู่แล้ว’