ฉินเหม่ยเหนียงลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในยามเช้าก็พบว่านางยังอยู่ในหมู่บ้านเกษตรดังเดิม ข้างกายของนางถึงแม้ว่าจะว่างเปล่าแต่ก็ยังมีร่องรอยความอบอุ่นของชิงจู๋ที่นอนอยู่ข้างกายของนางตลอดทั้งคืน นางยกแขนขาเรียวบางและผอมแห้งของตนเองขึ้นมาเพ่งพิศดู แล้วก็ก้มลงดูตนเองอย่างละเอียดอีกครั้ง
นางในยามนี้ทั้งผอมแห้งและมีเนื้อตัวสกปรก เสื้อผ้าที่นางสวมใส่มีลักษณะเก่าขาดมีร่องรอยปะชุนนับไม่ถ้วน นี่คือเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ตอนที่นางยังเป็เด็ก ฉินเหม่ยเหนียงขยับตัวลุกขึ้นมานั่งมองไปรอบๆ ด้วยสายตาเพ่งพิศ เมื่อชิงจู๋เดินเข้ามาจึงได้เห็นว่าเ้านายของตนยังคงนั่งทำสีหน้าสับสนอยู่บนที่นอน
“คุณหนู ท่านยังไม่ลุกขึ้นมาอีกหรือเ้าคะ บ่าวตักน้ำล้างหน้ามาวางไว้บนโต๊ะให้แล้วนะเ้าคะ หรือว่าวันนี้ให้บ่าวช่วยปรนนิบัติคุณหนูล้างหน้าดีหรือไม่เ้าคะ” ถ้อยคำของชิงจู๋ช่วยเรียกสติของนางกลับคืนมา นางจ้องมองชิงจู๋อีกครั้งแล้วจึงหลุบตาลง ในใจก็คิดว่าถ้าหากนี่คือความฝันก็ช่างเป็ความฝันที่ดีเหลือเกิน อย่างน้อยชิงจู๋ของนางก็ยังมีชีวิตอยู่
“เ้าไม่ต้องมาช่วยข้าหรอก ข้าทำเองได้” เอ่ยจบฉินเหม่ยเหนียงก็ลงจากเตียงแล้วเดินตรงไปยังอ่างล้างหน้าที่มีน้ำอุ่นวางรออยู่แล้ว ส่วนชิงจู๋หลังจากเห็นว่าเ้านายตื่นแล้วนางก็วิ่งไปที่โรงครัวเพื่อช่วยหลี่ฮูหยินทำอาหารเช้า
หลังจากล้างหน้าและทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วฉินเหม่ยเหนียงก็เดินไปยืนมองตนเองที่หน้ากระจก กระจกบานนี้ถึงแม้ว่าจะขุ่นมัวไม่แจ่มชัดเหมือนกระจกที่ฉินเหม่ยเหนียงเคยใช้ในตอนที่อยู่ในเมืองหลวง แต่ก็สามารถสะท้อนให้เห็นว่าตอนนี้นางไม่เพียงแค่อยู่ในบ้านชนบทแต่นางยังเป็เพียงเด็กหญิงที่มีอายุไม่ถึงสิบขวบเสียด้วยซ้ำ
เสื้อผ้าที่นางสวมใส่ทั้งเก่าขาดและสั่นเต่อ รูปร่างผอมโซของนางทำให้ฉินเหม่ยเหนียงอดจิกเล็บไปที่แขนของตนเองเพื่อพิสูจน์ไม่ได้ ยังไม่ทันได้ออกแรงก็ได้เห็นรอยเล็บและรอยเืที่ซึมออกมาพร้อมกับความเจ็บแสบอันคุ้นเคยฉินเหม่ยเหนียงก็พลันเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยินดีในทันที นางไม่ได้ฝันไปแต่ยามนี้นางได้ย้อนเวลากลับมาเป็เด็กอีกครั้งต่างหาก
ฉินเหม่ยเหนียงดีใจจนเผลอฟาดมือลงไปบนโต๊ะเต็มแรง คิดไม่ถึงว่าแค่เพียงฟาดฝ่ามือลงไปโต๊ะไม้เนื้อหนาจะแตกหักจนทำให้ทั้งกระจกและข้าวของที่วางอยู่บนโต๊ะร่วงหล่นลงไปบนพื้นในทันที
ฉินเหม่ยเหนียงนิ่วหน้าพลางก้มลงไปหยิบแผ่นไม้ที่แตกหักขึ้นมาดู แผ่นไม้ถึงจะเก่าแต่ความหนาแน่นยังคงมีอยู่ นางจึงออกแรงหักแผ่นไม้อีกครั้งอย่างไม่ต้องใช้ความพยายามเท่าใดนัก เห็นแผ่นไม้แตกหักตามที่นางคาดคิดไว้โดยที่นางยังไม่ทันออกแรงดีด้วยซ้ำฉินเหม่ยเหนียงก็เผยรอยยิ้มยินดีออกมา
ไม่เพียงได้ย้อนเวลากลับมาแต่์ยังมอบพละกำลังมาให้นางอีกด้วย ในเมื่อ์มอบหนทางให้นางเช่นนี้ฉะนั้นนางก็ควรจะจัดการความเป็อยู่ในวัยเด็กของตนให้ดีขึ้นมาเสียหน่อยไม่เช่นนั้นก็คงไม่คุ้มค่าที่ได้ย้อนเวลากลับมา เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็มุ่งตรงไปยังโรงครัวที่หลี่ฮูหยินและชิงจู๋กำลังช่วยกันทำอาหารอยู่ในทันที
บ้านของตระกูลฉินในชนบทหลังนี้มีสองสามีภรรยาตระกูลหลี่เป็ผู้ดูแลความเรียบร้อย ที่นี่ทั้งแห้งแล้งกันดารและอยู่ห่างไกลเมืองหลวง อาหารการกินของพวกนางสองคนล้วนต้องอาศัยสองสามีภรรยาตระกูลหลี่จัดการให้ สองสามีภรรยาใช้ข้ออ้างว่าทางเมืองหลวงไม่ได้ส่งค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลพวกนางมานานแล้ว ประกอบกับความแห้งแล้งและความหนาวเย็นทำให้อาหารการกินขาดแคลน พวกเขาจึงไม่สามารถหาอาหารดี ๆ มาเลี้ยงนางซึ่งเป็เ้านายและชิงจู๋สาวใช้ของนางได้
นอกจากนี้หลี่ฮูหยินมักจะใช้ถ้อยคำเสียดสีและมักว่ากล่าวพวกนางอยู่เสมอ ว่าเดิมทีก็ใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากแล้ว ยังมีตัวภาระแบบพวกนางมาให้เลี้ยงดูอีก ทุกครั้งที่ได้ยินฉินเหม่ยเหนียงมักจะแอบไปร้องไห้คนเดียวอยู่เสมอ แต่ชิงจู๋กลับทำเป็ไม่สนใจคำพูดของหลี่ฮูหยินนางพยายามช่วยงานในบ้านทุกอย่างที่ทำได้ นานวันเข้าถ้อยคำเสียดสีต่าง ๆ ก็ลดลงไป
เพียงแต่วันนี้กลับผิดแปลกไปจากทุกวัน คุณหนูใหญ่ผู้เอาแต่เก็บตัวเงียบและเ้าน้ำตาคนนั้นกลับออกจากห้องนอนของนาง แล้วเดินตรงไปยืนมองหลี่ฮูหยินที่กำลังสั่งงานชิงจู๋จนหัวหมุนด้วยสายตาเ็า
"หากข้าจำได้ไม่ผิดทุกเดือนทางจวนใหญ่ในเมืองหลวงมักจะส่งเงินมาให้ไม่น้อยกว่าสิบก้วนกระมัง พวกเ้าสองสามีภรรยายังกล้ากล่าวหาว่าทางเมืองหลวงไม่ได้ส่งเงินมาให้พวกข้าอีกหรือ" เสียงเ็าของฉินเหม่ยเหนียงทำให้หลี่ฮูหยินหันไปมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดุดันในทันที
"เงินสิบก้วนพวกข้าได้จริงเ้าค่ะ เพียงแต่แค่ค่าใช้จ่ายในการดูแลบ้านค่าอาหารและค่าของใช้ล้วนแล้วแต่มีราคาสูง เงินที่ได้มาไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของคนสี่คนหรอกนะเ้าคะ" น้ำเสียงของหลี่ฮูหยินทำให้ชิงจู๋รีบเดินมายืนบังฉินเหม่ยเหนียงเอาไว้ในทันที
"เช่นนั้นพวกเ้าก็ไปจากที่นี่เสีย ที่นี่คือบ้านของข้าเงินสิบก้วนไม่พอเลี้ยงดูคนสี่คนได้ แต่สำหรับเด็กแบบพวกข้าสองคนย่อมต้องเพียงพอให้พวกข้าใช้จ่ายอยู่แล้ว" ถ้อยคำของฉินเหม่ยเหนียงทำให้หลี่ฮูหยินเดาะลิ้นแล้วยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันในทันที
"จุ๊ๆ สงสัยเมื่อคืนพายุจะโหมกระหน่ำรุนแรงมากเกินไป เช้านี้คุณหนูใหญ่ของพพวกเราจึงได้ปีกกล้าขาแข็งเช่นนี้ ตาเฒ่า ตาเฒ่าเอ้ย เ้าเข้ามานี่ทีสิ ไม่รู้ว่าวันนี้คุณหนูของพวกเรากินดีหมีหัวใจเสือมาจากที่ใด จึงได้กล้าหาญถึงขั้นมาขับไล่ข้าเช่นนี้ได้" เห็นหลี่ฮูหยินเอ่ยเรียกสามีของนางให้เข้ามาเช่นนี้ ชิงจู๋ก็หันไปมองฉินเหม่ยเหนียงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงในทันที นางอดเรียกฉินเหม่ยเหนียงด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวไม่ได้
"คุณหนู!"
"เ้าไม่ต้องกลัว ข้าเป็เ้าของบ้านหลังนี้พวกเขาไม่กล้าทำอันใดพวกเราหรอก ถึงแม้ท่านพ่อจะไม่โปรดปรานข้าแต่ก็ยังไม่อาจจะลืมเลือนข้าไปได้หรอก อีกทั้งยังมีท่าย่าของข้าที่ยังคงจดจำข้าคนนี้ได้อยู่อีกคน ถึงอย่างไรตำแหน่งคุณหนูใหญ่ตระกูลฉินก็เป็ของข้า หากพวกเขากล้าทำร้ายข้าก็อย่าคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตที่ดีอีกต่อไปเลย" คำพูดของฉินเหม่ยเหนียงทำให้ผู้ดูแลหลี่ที่กำลังเดินเข้ามาถึงกับชะงักไป เขามองไปที่หลี่ฮูหยินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามแต่นางกลับชี้นิ้วไปที่ฉินเหม่ยเหนียงแล้วเอ่ยวาจาใส่นางด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
"คุณหนูใหญ่หรือ ใช่เ้าเป็คุณหนูใหญ่แต่เ้าลืมไปหรือเปล่าว่าถ้าหากไม่มีพวกข้าอยู่เด็กอย่างเ้าจะอยู่อย่างไร ทั้งของกินของใช้เสื้อผ้าล้วนเป็ข้าและสามีคอยดูแล บ้านหลังใหญ่ที่มีสภาพเก่าแก่คร่ำคร่าเช่นนี้หากไม่มีพวกข้า แล้วเ้าจะอยู่ได้เพียงลำพังกับสาวใช้ของเ้าได้จริงๆ หรือ"
"เ้าหาเสื้อผ้าให้ข้าหรือ? มอบของกินของใช้ให้ข้าหรือ? เ้าช่างหน้าหนาเสียจริงที่กล้าเอ่ยมาเช่นนี้ เสื้อผ้าที่ข้าและสาวใช้ของข้าสวมใส่ล้วนเป็เสื้อผ้าเก่าที่ข้านำมาจากเมืองหลวงเกือบทั้งหมด พวกเ้าดูรอยปะชุนพวกนี้สิ ดูความสั่นเต่อนี่สิ แล้วยังเื่ของกินต่อให้ข้าถูกเลี้ยงดูอย่างละเลยในท้ายจวนตระกูลฉินก็ยังไม่เคยต้องอดอยากถึงขั้นนี้เลย" ถ้อยคำของฉินเหม่ยเหนียงทำให้ผู้ดูแลหลี่ถึงกับพูดไม่ออก