วันรุ่งขึ้นหลังอาหารมื้อเที่ยงราวหนึ่งชั่วยาม อาซิ่นเข้ามารายงาน ฟังเยว่ฉิวซึ่งกำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าอยู่ในห้องว่านายน้อยตระกูลเผิงรออยู่หน้าเรือน
หลายวันมานี้นางไม่เคยได้พบหน้าชายหนุ่มและคนในครอบครัวของเขาสักครั้ง เขามาก็ดีแล้วนางจะได้ถือโอกาสกล่าวลา หากเขายังมีไมตรีกับนางบ้าง อย่างน้อยก่อนออกจากจวนนางหวังจะได้คารวะบิดาและมารดาเขาตามมารยาทเสียก่อน
ฟังเยว่ฉิววางมือจากผ้าปักที่ใกล้เสร็จหญิงสาวคิดว่าก่อนออกจากถูหยาง นางมีของขวัญเล็กน้อยมอบให้คุณหนูหลันผ้าเช็ดหน้าหลายผืนที่บรรจงทำขึ้น นางคาดหวังเป็อย่างยิ่ง ว่าเด็กสาวผู้เป็ดั่งดวงใจของบิดาบุญธรรมจะชอบมัน
แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านกิ่งไม้และใบที่สอดสานกันของต้นปาเจี่ยวเฟิง[1]ข้างซุ้มประตูอิฐลงมายังพื้นสวนหน้าเรือนเ้าของร่างสูงใหญ่ในชุดสีเมฆหม่นปักลายด้วยเส้นไหมดำยืนมือไพล่หลังหันหน้าออกนอกเรือน เมื่อนางเดินผ่านโถงหน้าออกมา
“เยว่เอ๋อร์คารวะคุณชาย”นางย่อกายให้กับเื้ัของเขา
ชายหนุ่มหันกลับมาบอกด้วยน้ำเสียงไม่นุ่มนวล แต่ก็ไม่กระด้างเกินไปนัก
“ท่านย่า้าพบเ้า”
นางมาอยู่จวนสกุลเผิงครึ่งเดือนผ่านไปแล้วเพิ่งมีโอกาสจะได้พบหน้าท่านย่าของเขา หรือจะเป็เื่แมวที่ชื่อเสี่ยวจื้อ
ฟังเยว่ฉิวมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัดเผิงเซิ่งอี้จึงคลี่คลายความกังวลของนาง “ไม่เกี่ยวกับเื่เสี่ยวจื้อท่านพ่อเคยบอกแล้วนี่ว่าให้ข้าพาเ้าไปคารวะท่านย่า”
ฟังดังนั้นแล้วหญิงสาวจึงดูผ่อนคลายลง นับเป็เื่ดีเหมือนกันได้พบหน้าผู้าุโของตระกูลครานี้จะได้ล่ำลาให้ถูกต้องตามธรรมเนียม “เยว่เอ๋อร์เข้าใจแล้ว”
เผิงเซิ่งอี้ไม่กล่าวกระไรต่อชายหนุ่มออกเดินนำ ่ขายาวก้าวย่างอย่างองอาจฟังเยว่ฉิวไม่สามารถจะก้าวทัดเทียมเขาได้ทันหญิงสาวจึงสาวเท้าตามพร้อมกับทอดสายตามองตามลาดหลังที่หยัดตรงอย่างหลงใหลไหล่กว้าง ร่างกายสูงใหญ่กำยำน่าพิสมัย ยากที่หญิงใดจะละสายตาจากเขาตัวนางก็เช่นกัน แม้เ็ปใจถลำลึกครั้งแล้วครั้งเล่า ก็มิอาจหักใจไม่ให้แลตาม
ผู้เดินนำรู้สึกได้ว่าทุกย่างก้าวถูกจับจ้องจากคนเื้ันับแต่ได้รู้ความจริงว่าตนถูกมอมเมาด้วยเหล้าผสมยาจนมีสัมพันธ์กับนาง ใจเขาก็รู้สึกประดักประเดิดกับการเอ่ยปากสนทนากับหญิงสาวทั้งสองจึงเดินเงียบๆ จนกระทั่งมาถึงเรือนประจิม
ฟังเยว่ฉิวครั้นเห็นหญิงสูงวัยเมื่อวันก่อนถูกประคองออกมายังสวนหน้าเรือนประจิมโดยสาวใช้คนเก่าจึงพุ่งกายนำหน้าเผิงเซิ่งอี้ที่ผ่อนฝีเท้าลง นางร้องทักออกไปด้วยความยินดี
“ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอท่านยาย”
เผิงไหน่ไนจับมือกับหญิงสาวทว่าสายตามองผ่านไปยังหลานชายนางยิ้มให้เขาเล็กน้อยกับสีหน้าซึ่งมีแววประหลาดใจของเขา
“ข้าก็ไม่คิดว่าจะได้เจอเ้าอีก”
“ที่ล้มวันนั้นท่านไม่เป็อะไรแน่นะเ้าคะ”
“ข้ายังแข็งแรงอยู่”หญิงชรายืดอกยืดตัวขึ้น
“ดีแล้ว แต่...เอ๊ะ!วันนี้ท่านยายทำไมมองดูแปลกตาไป” ขณะกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นอันหลิวก็เดินถือถาดวางกาน้ำชาและขนมออกมาจากในเรือน
“คารวะท่านป้าอันหลิว”ฟังเยว่ฉิวย่อกายให้อันหลิว ซึ่งก่อนหน้านั้นนางได้เคยพบที่เรือนของนางถังจิ่วหยิน
“นี่เคยพบหน้ากันมาก่อนหรืออย่างไร”เผิงเซิ่งอี้ซึ่งคล้ายกลายเป็ส่วนเกินถามขึ้น
“หากเ้าอยากจะรู้ก็ตามมาคุยกับย่าเถอะ” ผู้เป็ย่ากล่าวพร้อมกับจูงมือฟังเยว่ฉิวให้เดินเคียงกันเข้าไปในศาลา
ย่า...ฟังเยว่ฉิวหยุดเดินหญิงสาวมองมือตัวเองที่ถูกกุมไว้ด้วยมือเหี่ยวย่นของหญิงสูงวัยเมื่ออีกฝ่ายแทนตัวเองว่า ‘ย่า’ ตัวนางถึงได้สังเกตถึงลักษณะเสื้อผ้าและการแต่งกายของหญิงชรา
เพ่งพินิจดีแล้วจึงกล้ารับรองได้ว่านางแต่งกายภูมิฐานด้วยเสื้อผ้าหลายชั้นอย่างคนตระกูลสูง แม้รูปแบบจะธรรมดาไม่ฉูดฉาดด้วยลายปักแต่เนื้อผ้าละเอียดตัดเย็บอย่างประณีตปิ่นระย้าซึ่งปักมวยผมก็สูงค่าทำจากทองคำประดับหยก หาได้เป็ไม้สลักธรรมดา
“ท่านยายคือท่านย่าของพี่...เอ่อคุณชายเซิ่งอี้หรือเ้าคะ”
“ก็ใช่น่ะสิไยต้องระมัดระวังคำพูดเช่นนั้นด้วยเล่า เคยเรียกเผิงเอ้อร์ของย่าอย่างไรก็เรียกแบบที่คุ้นปากเถอะ” ทุกคำพูดของเผิงไหน่ไนมาพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความเอ็นดู
ฟังเยว่ฉิวรีบดึงมือตัวเองออกนางทรุดตัวลงคุกเข่า เอาศีรษะโขกกับพื้น “เยว่เอ๋อร์มีตาหามีแววขออภัยที่เคยล่วงเกินท่าน”
“ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยทำอย่างกับข้าจะสั่งโบยเ้ากระนั้น”
“แต่...เยว่เอ๋อร์”
“ฮว่าเซียงพานางลุกขึ้น” สาวใช้รับคำสั่งแล้วเข้ามาประคองฟังเยว่ฉิวแล้วเผิงไหน่ไนก็ยื่นมือของตนมาจูงมือหญิงสาวเข้าไปนั่งในศาลาหลบพิรุณ
“เ้าเคยพบท่านย่ามาก่อนแต่ทำไมจึงเรียกท่านว่าท่านยาย” เผิงเซิ่งอี้นั่งลงยังฝั่งตรงข้ามซักถามขึ้นท่านย่าของเขาดูเหมือนจะเคยพบนางแล้ว ไยต้องให้เขาพานางมาทำความรู้จักกันอีกเล่า
“เื่มันยาวน่าไว้ย่าจะเล่าให้เ้าฟังทีหลังก็แล้วกัน มาพร้อมหน้าก็ดีแล้ว อันหลิวรินชา”
อันหลิวรับคำสั่งอย่างว่องไวมิต่างจากฮว่าเซียงที่จัดขนมวางใส่จานเล็กของเ้านายแต่ละคนรวมทั้งจานสำหรับฟังเยว่ฉิวด้วย เผิงไหน่ไนยอมรับหญิงสาวพวกนางในฐานะบ่าวย่อมต้องให้ความนอบน้อมต่อนางด้วยเช่นกัน
“อยู่กินขนมเป็เพื่อนคนแก่หน่อยเป็ไรย่าคงไม่รบกวนเวลาเ้านะเยว่เอ๋อร์”
เผิงไหน่ไนให้ความสนิทสนมกับนางด้วยการแทนตัวว่า...ย่าคนไม่มีญาติผู้ใหญ่อย่างฟังเยว่ฉิวถึงกับน้ำตารื้น
“ไม่รบกวนเ้าค่ะเยว่เอ๋อร์อยู่ว่างๆ ก็ได้แต่นั่งปักผ้าเช็ดหน้าเท่านั้นเอง”
“ดีๆไว้วันหลังมานั่งปักผ้ากับย่า ย่าอยากดูฝีมือเ้าด้วยเผื่อจะใช้ไหว้วานปักเย็บของเล็กๆ น้อยๆ ให้”
“เยว่เอ๋อร์ฝีมือเพียงพื้นๆ”
“เถอะ...จะพื้นอย่างไรย่าก็อยากเห็น ไว้พรุ่งนี้ถ้าอยู่แต่ในเรือนแล้วเหงา ก็มาหาย่านี่ส่วนเ้านะเผิงเอ้อร์ หากไม่มีงานนอกจวน ย่าก็หวังว่าเ้าจะมาหาย่าพร้อมเยว่เอ๋อร์”
เหตุใดเขาจะต้องมาพร้อมนางเล่า...ฟังเยว่ฉิวคิด
“เยว่เอ๋อร์มาเองได้เ้าค่ะ”หญิงสาวคาดเดาเอาเองว่าความ้าของเผิงไหน่ไนกำลังทำให้เผิงเซิ่งอี้ปฏิเสธอยู่ในใจ
“ตามใจ...ย่าก็ไม่ได้อยากบังคับใจใครหรอกนะกินขนมก่อนเถอะ ชาเกสรบัวอุ่นๆ ช่วยบำรุงหัวใจ”
ผู้เป็ย่ายกชาขึ้นจิบนำเผิงเซิ่งอี้และฟังเยว่ฉิวจึงค่อยๆ ยกถ้วยชาตนเองขึ้นจิบตามผู้เปิดหัวข้อสนทนายังคงเป็เผิงไหน่ไนนางซักถามชีวิตความเป็อยู่ของหญิงสาวที่เมืองไท่ซาแต่พยายามไม่แตะต้อง่ที่นางอยู่กินกับผู้เป็หลานชายเมื่อซักถามได้เป็ที่พอใจแล้วจึงสัพยอกชายหนุ่มไปว่าวันนี้ไม่ช่างพูดเหมือนดังเช่นทุกวัน
“ก็ท่านย่ามีเพื่อนคุยถูกคอแล้วเผิงเอ้อร์ยังจะสำคัญอยู่หรือ” นับเป็การดีอยู่มากที่เขากลายเป็ผู้ฟังจึงค่อยๆ เก็บรายละเอียดจากสิ่งที่หญิงสาวเล่าได้เช่นกัน
เผิงไหน่ไนเบ้ปากพยักพเยิดกับฟังเยว่ฉิว “ตัวก็ออกโต ไยใจน้อยเช่นนี้เล่า หลานย่าสำคัญแต่หลานสะใภ้ก็สำคัญไม่แพ้กันหรอกเฮ้อ...คนแก่จะมีอะไรดีใจไปกว่ามีลูกหลานมาพูดคุยอยู่ใกล้ตัว”
เผิงเซิ่งอี้กุมมือตัวเองลงบนหลังมือของเผิงไหน่ไน“เผิงเอ้อร์สัญญาว่าต่อไปนี้จะใช้เวลาอยู่กับท่านย่าให้มาก”
“แล้วเ้าล่ะเยว่เอ๋อร์”
ฟังเยว่ฉิวไม่คาดว่าจะถูกถามด้วยคำถามเดียวกันนางตริตรอง ก่อนตอบออกมาว่า “เยว่เอ๋อร์คงอยู่ที่นี่ไม่นานนักเวลาที่เหลือ ขอให้ท่านโปรดเมตตาสั่งสอนด้วยเ้าค่ะ”
“ท่านย่าสิอย่าเรียกท่านเฉยๆ เ้ามิได้เป็บ่าวของย่า จะให้สั่งสอน กลับบอกมีเวลาอยู่สั้นๆฟังคล้ายว่ากำลังฝืนใจอยู่ ย่าไม่ชอบฝืนใจใครหรอกนะ”
“เยว่เอ๋อร์ไม่ได้หมายความเช่นนั้นเพียงแต่...เพียงแต่”
“เผิงเอ้อร์ออกปากไล่เ้าแล้วหรือ”เผิงไหน่ไนสรุป แล้วค้อนสายตาให้หลานชายหนึ่งหน
“มะ...ไม่เ้าค่ะไม่เกี่ยวกับคุณชาย เยว่เอ๋อร์มีธุระต้องจัดการ อาจจะ...อาจจะอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน”นางแบ่งรับแบ่งสู้ ดีใจยิ่งที่เผิงไหน่ไน้าให้นางอยู่ต่อเว้นเสียแต่ว่านางรู้คำตอบของเผิงเซิ่งอี้แล้ว
เขาไม่ปรารถนาให้นางอยู่เกินกำหนดสองเดือนแน่แท้...
สีหน้าร้อนรนพิพักพิพ่วนใจของฟังเยว่ฉิว ทำให้หญิงชราไม่กล้าล้อเล่นกับความรู้สึกของหญิงสาวมากนัก
“เอาเถอะๆขืนย่าเซ้าซี้เ้าตอนนี้คงได้มีคนร้องไห้กันว่าแต่ว่าตอนนี้แผลเ้าเป็อย่างไรแล้ว” นางได้ฟังอันหลิวเล่าเื่รอยข่วนของเสี่ยวจื้อบนแขนและมือของหญิงสาวเมื่อวันนั้นที่แสร้งไปหกล้มที่สวนหน้าเรือนบูรพาฝั่งขวาก็มองเห็นร่องรอยของาแนางอยู่บ้าง
“ใกล้หายแล้วเ้าค่ะ”
“ยื่นมือ ยื่นแขนออกมาฟังเฉยๆ ไม่เห็นกับตา ย่าไม่เชื่อ” ฟังเยว่ฉิวจึงถลกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยผู้เป็ย่าของสามีกลับยกแขนนางวางบนโต๊ะตั้งใจให้เผิงเซิ่งอี้ได้เห็นาแของหญิงสาวด้วย
“แผลใกล้หายเพราะยาของคุณชายเ้าค่ะ”
อืม...หลานชายของนางมิได้ใจร้ายนักหญิงชราอมยิ้มเมื่อผินหน้าสบสายตากับเผิงเซิ่งอี้
“เยว่เอ๋อร์ขออภัยเื่เสี่ยวจื้อหากเยว่เอ๋อร์ระวังมากกว่านั้น”
เ้าของแมวส่ายหน้า“เื่มันแล้วไปแล้วและเ้าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดต่อย่าหรือผิดต่อเสี่ยวจื้อ เลิกโทษตัวเองย่ามียาดีอีกตัวจะให้เ้า” นางพยักหน้ากับอันหลิวคนสนิทจึงเดินกลับเข้าไปในเรือน
“เนื้อนุ่มๆ มือสวยๆต้องมาเป็แผล น่าเสียดาย...น่าเสียดาย”
“แผลกับเยว่เอ๋อร์เป็เื่ปรกติ”ดีเท่าไรแล้วที่แผลเกือบทั้งหมดอยู่ใต้ร่มผ้าสามารถซ่อนเร้นจากสายตาผู้คนได้
“แล้ววันนั้นเ้าก็แบกย่าขึ้นหลังทั้งสภาพอย่างนี้”
“เยว่เอ๋อร์ไม่เป็ไรจริงๆเ้าค่ะ”
เผิงเซิ่งอี้ทำตัวเป็ผู้ฟังที่ดีจึงไม่กล่าวแทรกบทสนทนาของหญิงต่างวัยทั้งสองนางเพียงแต่เก็บความสงสัยไว้รอถามย่าของตน ว่าเหตุใดต้องให้ฟังเยว่ฉิวแบกขึ้นหลังและนางทั้งสองมีเหตุพบเจอกันได้อย่างไร เพราะน้อยนักที่ผู้เป็ย่าจะออกจากเรือนประจิม
“เจ็บก็บอกว่าเจ็บถูกรังแกก็บอกออกมา ไม่เห็นต้องเก็บไว้คนเดียว” น้ำเสียงและแววตาที่ทอดมานั้นเต็มไปด้วยความอาทรหัวใจที่บอบช้ำเพราะเป็ฝ่ายถูกกระทำด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็ส่วนเกินไม่คู่ควรจะอยู่ที่นี่ ทำให้ฟังเยว่ฉิวน้ำตาคลอ
“ไม่มีใครรังแกเยว่เอ๋อร์จริงๆนะเ้าคะ”
“จะบอกว่าตัวเองสุขสบายดีอย่างนั้นรึ”หญิงสาวคนนี้ทำนางรู้สึกฉิวนักผู้าุโที่สุดในจวนส่ายหน้าเล็กน้อย ไม่เชื่อคำปดเล็กๆ ของนาง
หญิงสาวพยักหน้าติดกันหลายครั้งข่มกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล นางไม่อยากถูกกล่าวหาว่าเป็คนเ้าน้ำตาจากผู้ใดโดยเฉพาะต่อหน้าชายหนุ่มเบื้องหน้า
“เยว่เอ๋อร์มีความสุขจริงๆยิ่งต่อไปจะได้มาที่จวนของท่านย่าบ่อยๆ ด้วยแล้ว”
“ก็แค่ปากหวานเอาใจคนแก่”
จังหวะนั้นอันหลิวกลับมายังศาลากลางสวนพร้อมยาทาหนึ่งตลับเผิงไหน่ไนรับยาตลับนั้นมาแล้ววางลงกลางฝ่ามือของฟังเยว่ฉิว
“ให้เ้า”
“ขอบคุณท่านย่าเ้าค่ะเยว่เอ๋อร์หาได้โป้ปด เยว่เอ๋อร์เป็เพียงนกน้อยพลัดถิ่นมาจากแดนไกลที่หลบหนาวหนีร้อนมาพึ่งใต้ร่มใบอาศัยเงาจากไม้ใหญ่ดั่งเช่นท่านย่านะเ้าคะ”
“ฟังสิอันหลิวฮว่าเซียง ช่างฉอเลาะเอาใจเก่งนักเด็กคนนี้นี่”
เสียงหัวเราะชอบใจของผู้เป็ย่าดึงรอยยิ้มขึ้นมาประดับบนใบหน้าคมคายของเผิงเซิ่งอี้อย่างไม่รู้ตัวหากการพูดคุยและใช้เวลาอยู่กับฟังเยว่ฉิวเป็ความสุขของท่าน เขาก็ยินดีและไม่มีข้อขัดข้องประการใดกับการพานางมาที่นี่
ทว่ารอยยิ้มของฟังเยว่ฉิวกลับมีอยู่ได้ไม่นานเมื่อฉงอวี้หลิงและเหมยเหม่ยกำลังเดินมุ่งตรงมายังศาลาหลบพิรุณ
[1]ต้นผีเสื้อไม้ยืนต้นสูงประมาณ ๑๒ เมตร ฐานใบรูปหัวใจไม่สมมาตร ออกดอกเป็ช่อสีขาวเกสรเป็ทรงยาวสีเหลือง