15
เผ่ากง
“อะไรนะ!?พวกไท่จะยกทัพมาตีเรารึ?”
‘หมินห่าน’าาผู้นำเผ่ากงพูดด้วยความไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินจากม้าเร็ว
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะพวกมันบ้าไปแล้วหรือกระไรถึงกล้ายกทัพมา” ม้าเร็วพูดด้วยความขบขัน
นั่นสินี่พวกมันบ้าไปแล้วหรือไงถึงยกทัพมาตงหยวนในเวลานี้ หมินห่านคิด
ไม่ก็คงลำพองว่าตัวเองเก่งขนาดไม่มีผู้ใดเทียบเห็นว่าส่งพยัคฆ์แห่งไท่ซานที่ชื่อเฟยหงมาด้วย
หึ…พยัคฆ์ก็พยัคฆ์เถอะเจอความหนาวเย็นของที่นี่เข้าไปก็กลายเป็พยัคฆ์แช่แข็งละ
ถ้าให้เขาเดาเ้าตัวคงไม่อยากยกทัพมาหรอกแต่ขัดพระราชโองการจากฮ่องเต้สติเฟื่องที่ชื่อต้าเทียนอะไรนั่นไม่ได้มากกว่าตงหยวนเเต่เดิมเคยตกอยู่ภายใต้อำนาจของพวกไท่มานานหลายชั่วอายุคนโดนกดขี่กดราคาสินค้าสารพัด พยายามประกาศอิสรภาพก็หลายครั้ง พวกมันก็ยกทัพมาตีกลับ
ล่าสุดก็สมัยของพ่อเขา สมัยที่ในตอนนั้นเขายังเป็แค่องค์ชายแล้วต้องช่วยพ่อออกรบเขาได้รบกับไอ้เฟยหง เขาพลาดท่าถูกฟันตกจากหลังม้า แทนที่มันจะฆ่าเขามันกลับขี่ม้าจากไป ปล่อยให้ทหารของเขามาช่วยเขาั้แ่นั้นมาเขาจึงแค้นมันฝังใจเพราะมันทำให้เขาเสียหน้า
และหลังจากต้องกลับไปเป็เมืองขึ้นของพวกมัน จนถึงตอนเขารับ่ต่ออยู่ๆ พวกไท่ก็เรียกขุนนางของพวกมันที่มาประจำอยู่ที่นี่กลับไปซะงั้น
เมื่อหมินห่านให้คนไปสืบดูได้ความว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีพระบัญชาเรียกให้กลับไปพอสืบลึกลงไปกว่านั้นก็ยิ่งประหลาดใจกับความคิดพิสดารของฮ่องเต้ต้าเทียนองค์นี้และดูเหมือนจะไม่สนใจเื่ดินแดนตัวเขาจึงได้ยกเลิกการส่งเครื่องบรรณาการไปให้พวกไท่ จากวันนั้นถึงตอนนี้ก็เป็เวลาสองปีกว่าแล้วที่ตงหยวนได้อิสรภาพกลับคืนมาแถมพวกนั้นมันก็ไม่เห็นจะมีทีท่าอะไร
แต่อยู่ๆ ฮ่องเต้นั่นก็ส่งพวกนี้มาแถมมาในฤดูหนาวเพื่อมายึดดินแดนคืน
จะส่งมาเชือดพวกเขาหรือให้พวกเขาเชือดพวกมันกันแน่!? เห็นทีคงจะประมาทพวกเขาเกินไปหารู้ไม่ว่าพวกเขาค้นพบกลวิธีการรบใหม่แล้ว!
“นี่เป็โอกาสของพวกเราที่จะเอาคืนพวกมันบอกทหารทุกนายเตรียมตัวให้พร้อม พวกมันอาจมาถึงเมื่อไรก็ได้ และอย่าลืมให้ทหารทุกนายพกดอกเหมันต์ติดตัวไว้ด้วยหลังการรบถ้าเราชนะข้าจะตบรางวัลให้ทุกคนอย่างงาม” หมินห่านออกคำสั่ง
“พ่ะย่ะค่ะ!”แม่ทัพเอก ‘ชีเล่ยหัว’ รับคำสั่งหลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปเตรียมตัวสักพักก็มีร่างบอบบางที่เวลาไปเดินกลางลมคงโดนพัดปลิวกับผิวขาวราวหิมะดูน่าทะนุถนอมในอาภรณ์สีน้ำเงินและเสื้อคลุมหนังกวางหิมะอันเป็เอกลักษณ์ประจำเผ่า ค่อยๆย่างกายเข้ามา
“ท่านพี่เพคะ”น้ำเสียงใสกังวานที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกเย็นสบายค่อยๆ เอ่ยออกมา
“มีอะไรหรือน้องหญิง?”
“น้องได้ยินมาว่าพวกไท่จะยกทัพมารบกับเรา...”
“ถูกแล้ว”
“น้องคิดว่าพวกเราขอสงบศึกเถอะนะเพคะเราไม่ควรไปรบกับพวกนั้น” เหมยฮวาฮว๋าองค์หญิงประจำเผ่าผู้เป็น้องสาวของหมินห่านพูดแต่ทำให้ผู้เป็พี่ชายรู้สึกหงุดหงิด
“ทำไมเ้าพูดแบบนี้ล่ะน้องหญิง!เหมือนเ้าบอกกลายๆ ว่าเผ่าของเราไม่มีฝีมือ”
“หามิได้เพคะเพียงแต่น้องเกรงว่าพวกเราจะเสียท่า…” ไม่ใช่ว่านางคิดว่าเผ่าของนางไม่เก่งแต่เพราะนางรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็ใคร
“คนที่ต้องเสียท่าคือพวกมันเ้าก็รู้มิใช่รึว่าเผ่าของพวกเรามีอะไร”
“......”
“ยังไงก็ตามแต่พี่ตัดสินใจแล้วและจะมิมีวันเปลี่ยนใจ” แล้วหมินห่านก็เดินออกไปทิ้งให้ร่างบางยืนครุ่นคิดอยู่คนเดียว...
มิใช่ว่านางคิดว่าเผ่าตนเองอ่อนด้อยเผ่าของนางเื่การรบก็ถือว่ามากความสามารถ หากแต่ถ้าจะให้พูดตรงๆระหว่างพี่ชายนางกับบุรุษผู้นั้น...พี่ชายของนางเทียบไม่ติดจากการที่นางได้เห็นด้วยสายตาของตนเองวันที่เขาทำให้พี่ชายของนางตกจากหลังม้าแต่เขาก็ไม่ฆ่า
เพราะวัตถุประสงค์ที่มาตีเมืองของนางยามนั้นคือ้าแสดงแสนยานุภาพของไท่ซานให้เผ่านางเห็นจะได้ไม่กล้าแข็งข้อถึงเวลาจะผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว แต่นางยังคงจำหน้าและชื่อของบุรุษผู้นั่นได้แม่นยำบุรุษที่ขโมยหัวใจนางไปั้แ่แรกพบ...
เซี่ยเฟยหง…
---------------------------
ครานั้นนางอายุเพียง 9 หนาว วันนั้นเป็วันที่หิมะตกข้าได้แอบท่านพ่อและท่านพี่ไปเดินเล่นนอกเขตเมืองทั้งที่ก็รู้ทั้งรู้ว่ามันอันตรายแต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นข้าจึงเดินเตร่ออกไปเรื่อยๆเห็นเซี่ยเฟยหงที่ตอนนั้นปลอมตัวเป็ชาวบ้านมาเพื่อดูลาดเลา
เขามองนางด้วยความแปลกใจและถามว่ามาทำอันใดที่นี่ แล้วมากับผู้ใด นางจึงตอบไปว่ามาคนเดียวแต่เลี่ยงที่จะเอ่ยนามเขาพยักหน้ารับรู้แต่เขาก็บอกกับนางว่า
“ท่านไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่นะองค์หญิงน้อย”ข้าจึงถามเขากลับไปว่ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็องค์หญิง
“ข้ารู้มาว่าท่านหมินเหวิ่นมีพระธิดาอยู่องค์นึงทรงมีผิวสีขาวราวกับหิมะ แล้วผิวของท่านก็ขาวเด่นซะขนาดนี้”
“ขนาดนั้นเลย...”เขาพยักหน้าและพูดต่อว่า
“ท่านควรกลับไปได้แล้วข้าพูดจริงๆ” ร่างสูงพูดด้วยแววตาจริงจัง แต่ตอนนั้นจะให้กลับไปได้อย่างไรล่ะเพราะพอข้าหันกลับไปมองทางที่ตัวเองมารอยเท้าก็ถูกหิมะคลุมไปหมดแล้ว
เหมือนเฟยหงจะเข้าใจ เขาจึงถอนหายใจเบาๆ แล้วบอกว่าจะพาข้าไปส่งจากนั้นเขาก็อุ้มข้าแล้วเหาะออกจากที่ที่พวกเราอยู่กันไปหลังที่พักซึ่งไม่ค่อยมีคนเขาวางข้าลงบนพื้นแล้วทำท่าจะเหาะกลับไป ข้าจึงตัดสินใจเรียกไว้
“เดี๋ยว!”
“หืม?” เขาหันกลับมา
“ข้ายังไม่รู้จักชื่อท่านเลย”
“อ้อ…นามของข้าคือเซี่ยเฟยหง” แล้วเขาก็จากไปวินาทีนั้นหัวใจของข้าก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างบอกมิถูก…
จนไม่กี่วันต่อมานางได้เห็นหน้าเขาในสนามรบถึงรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็ทหารของฝ่ายศัตรู พลันข้าก็นึกสงสัยขึ้นมาว่า นี่ถ้าหากวันก่อนเขาจับข้าเป็ตัวประกันเพื่อบีบบังคับให้ท่านพ่อยอมจำนนก็ย่อมได้แต่ทำไมเขาไม่ทำ ช่างเป็คนที่มีคุณธรรมจริงๆ ท่วงท่าในการรบก็ดูดีไม่เบา
หรือว่าข้าจะชอบเขาเสียแล้ว…จะเป็ไปได้อย่างไรข้าเพิ่งเก้าหนาวเองนะ!มันจะเร็วไปหรือไม่…
แต่ถึงจะบอกว่ามันเร็วไปอย่างไรเสียภาพของเขาก็ยังติดตรึงอยู่ในใจของนางมาจนถึงวันนี้การศึกในวันนี้จบลงที่กองทัพของท่านพ่อเป็ฝ่ายปราชัยโดยเขาคนนั้น…
ถึงข้าจะชอบเขามากเท่าใด ยังไงระหว่างข้ากับเขาก็เป็ได้แค่ศัตรู หลังจากที่คิดแววตาของเหมยฮวาฮว๋าก็หมองลง…
---------------------------
“แผนการของพวกเราก็ตามนี้แหละเราจะแบ่งกองทัพของพวกเราออกเป็สามกองสองกองแรกคือทัพของรองแม่ทัพอังชุนเป่าและท่านเซี่ยอ๋องพวกเราจะไปล่อพวกมันให้ออกมาไกลจากเมืองมากที่สุด” เฟยหงพูดแล้วเว้น่สักพักก่อนกล่าวต่อ
“ต่อมาคือทัพของข้าพอพวกท่านล่อพวกมันออกมาแล้วข้าจะยกทัพตีขนาบเข้ามาจากข้างหลังส่วนพวกข้าก็จะตีจากข้างหน้าตัดเข้าไปพวกท่านคิดเห็นประการใด?”
“ข้าเห็นด้วย”อังชุนเป่าพูด
“ข้าก็เช่นกัน”เซี่ยอ๋องเห็นด้วย แต่เหนือสิ่งอื่นใดสำคัญสุดคือการสอดแนมเฟยหงผู้ที่ชำนาญวิชาตัวเบาในกลุ่มจึงรับอาสาว่าคืนนี้เขาจะไปสอดแนมพวกนั้นเอง
ตกดึกคืนนั้นเขาจึงใช้วิชาตัวเบาข้ามกำแพงเมืองฝั่งเหนือสุดที่การป้องกันหละหลวมเข้าไปหยุดอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่ง บรรยากาศในตอนนั้นช่างวังเวงหนาวเหน็บด้วยชาวเมืองทุกคนต่างพากันเข้านอนแล้ว
ร่างสูงสอดส่ายสายตาไปรอบๆ แล้วก็นิ่งไปสักพักเหตุเพราะผังเมืองดูแปลกตาไป พลันเขาก็ไปเห็นพระราชวังไม้เล็กๆ ที่อยู่ใจกลางเมืองจึงค่อยๆ เหาะข้ามรั้วพระราชวังไปทันทีที่เขาลงมาถึงพื้นข้างหลังวังที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ก็เจอบุรุษสวมหน้ากากผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่
“ข้าว่าแล้วว่าท่านต้องมาแม่ทัพเซี่ยเฟยหง”
“ทะ…ท่าน…” เฟยหงแอบใเล็กน้อยเพราะนึกมิถึงว่าทางนั้นจะรู้ความเคลื่อนไหวของตนเขาจึงเตรียมคว้าดาบคู่กายออกมาเผื่อต้องต่อสู้แต่บุรุษผู้นั้นก็ยกมือเป็เชิงห้ามเสียก่อน
“ใจเย็นๆก่อน ข้ามีนามว่าหลอหู่ เป็คนของพระเ้าต้าเทียน พระองค์ทรงให้ข้ามารอรับท่าน”หลอหู่แนะนำตัวพร้อมกับยื่นพระราชโองการที่มีลายพระหัตถ์ของต้าเทียนฮ่องเต้ให้ดู
“พระเ้าต้าเทียนรึ?”เฟยหงพูดด้วยความประหลาดใจ
“ถูกแล้วพระองค์คาดการณ์ไว้ว่าท่านจะต้องมาสอดแนมพวกกงและต้องใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนที่มาลงแถวนี้ จึงให้ข้าน้อยมารอรับท่าน”
อะไรกัน เขาไม่อยากจะเชื่อ…ฮ่องเต้ผู้ดูไม่เอาการเอางานนั่นรู้ได้เช่นไรว่าเขาจะต้องทำแบบนี้ แต่เอาเถอะ ตอนนี้มิใช่เวลามาแคลงใจที่ต้องทำคือเราต้องไปสืบข่าว…
“เช่นนั้นรบกวนท่านนำทางข้าไปด้วยเถิด”เฟยหงพูดกับหลอหู่
“ได้เชิญท่านตามข้ามา” แล้วหลอหู่ก็เดินนำไป…