แสงสว่างของท้องฟ้าค่อยๆ เลื่อนปิดลง กลุ่มเมฆดำเริ่มเคลื่อนตัวมารวมกันจนบดบังแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ กำลังลมทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่เม็ดฝนกระหน่ำเทลงสู่พื้นดินอย่างไม่ขาดสาย
เด็กสาวในชุดกระโปรงสภาพมอมแมมเดินโซซัดโซเซมายังโบสถ์เก่าแก่หลังหนึ่ง ที่แม้ภายนอกจะดูเสื่อมโทรมไปมากแต่ก็ยังคงความงดงามตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมตะวันตกเอาไว้
เธอหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูโบสถ์ด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บ จ้องมองประตูไม้โบราณอย่างมีความหวังแต่เื้ัแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เด็กสาวเอื้อมมือไปข้างหน้าช้าๆ ก่อนใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดดันประตูอย่างสุดกำลัง แต่น้ำหนักของมันมากเกินกว่าจะขยับราวกับเป็บททดสอบ เธอล้มลงบนพื้น สะอื้นออกมาด้วยความอัดอั้น น้ำตาและหยาดฝนปะปนกันจนแยกไม่ออก ก่อนดันตัวเองให้ลุกขึ้นอีกครั้งและรวบรวมความตั้งใจทั้งหมดผลักประตูเต็มแรงจนกระทั่งประตูไม้เปิดออก
บานประตูค่อยๆ เลื่อนออกทีละน้อยก่อนหยุดลง พละกำลังของเธอสามารถทำให้ช่องว่างระหว่างบานประตูเปิดออกได้แค่คืบ แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับความหวังครั้งสุดท้าย
ร่างบอบบางแทรกตัวผ่านช่องว่างบานประตูไปได้ในที่สุด
อุณหภูมิภายในอุ่นกว่าข้างนอกเล็กน้อยรอบๆ รอบกายมืดสลัว มีเพียงเส้นทางเดินกลางห้องเท่านั้นที่ส่องสว่างสู่บัลลังก์พิพากษาขนาดใหญ่ เด็กสาวเดินโอนเอนก่อนล้มลงตรงหน้าเชิงเทียนนับร้อยซึ่งถูกจุดส่องแสงสว่างอยู่ด้านหน้าบัลลังก์
รองเท้าหนังสีดำมันเงาเดินมาหยุดอยู่ตรงเหนือศีรษะของเธอ
เด็กสาวเอนตัวเงยหน้าขึ้นมองผ่านเส้นผมที่ปรกหน้า เห็นคนในชุดคลุมสีดำตัวสูงใหญ่กำลังยืนจ้องเธออยู่อย่างคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก ดวงตาแดงก่ำของเขาทำให้เธอหวาดกลัว แต่แล้วมือข้างหนึ่งของเขาก็ยกขึ้นชี้ไปยังห้องห้องหนึ่ง
‘ห้องสารภาพบาป’
ป้ายหินอ่อนหน้าห้องบอกอย่างนั้น แต่เธอไม่เข้าใจ เด็กสาวหันกลับไปมองคนในชุดคลุมเพื่อหาคำตอบแต่เขาก็เดินจากไปทางด้านหลังโบสถ์เสียแล้ว
เธอไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงแค่เดินไปยังห้องนั้น แม้จะลังเลแต่ก็เปิดประตูเข้าไปและทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง
“ลูกมาที่นี่เพื่อสารภาพบาปหรือดับไฟแค้น...ชยาภา”
เสียงหนึ่งดังผ่านฉากกั้น ‘ชยาภา’ สะดุ้งเฮือกเพราะไม่ทันตั้งตัว เธอหรี่ตามองเห็นเพียงเงาของคนที่นั่งอยู่หลังฉากไหวตามแสงเทียนที่ส่องอยู่ภายในห้องเล็กๆ
“คะ...คุณพ่อรู้จักชื่อฉันได้ยังไง”
“ลูกมาที่นี่เพื่อสารภาพบาปหรือดับไฟแค้น” คำถามยังถูกถามซ้ำโดยไม่สนใจเด็กสาว
เธอนิ่งเงียบรู้สึกสับสนที่จะตอบ
“อย่าได้ถามหาความยุติธรรมจากพระเ้าเลย...”
เสียงนั้นเอ่ยเรียบๆ คล้ายกำลังหยั่งอารมณ์ของผู้มาเยือน
“ท่านมักจะปลดปล่อยให้พวกคนชั่วได้มีโอกาสอยู่รอดเพียงเพราะเวลาของพวกเขายังมาไม่ถึง หรือแค่คืนโอกาสให้กับพวกเขาอีกครั้งและทุกๆ ครั้งที่พระเ้าได้ให้โอกาสพวกเขา...” เสียงนั้นเว้นระยะเพื่อรอให้เด็กสาวซึมซับความคิดที่เขาหยิบยื่นให้
ชยาภาห่อตัวลงกอดตัวเองด้วยความเ็ปเธอกรีดร้องออกมาด้วยความคั่งแค้น
“พวกมันทำลายครอบครัวของฉันแม่ของฉัน! ฉันไม่มีวันให้อภัยคนเลวๆ อย่างพวกมันเด็ดขาด!”
ชยาภาะโลั่นอย่างเสียสติเธอ
“ความตายที่พวกมันหยิบยื่นให้ ได้พรากสิ่งที่ลูกรักและหวงแหนที่สุดไปตลอดกาล”
“ใช่! ฉันจะต้องทำให้พวกมันได้รู้สึกถึงความเ็ปแบบฉันบ้าง!” ชยาภาร้องลั่นควบคุมสติไม่อยู่ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความคั่งแค้น
“ลูกไม่สามารถรอคอยพระผู้พิพากษามาตัดสินชะตากรรมของคนบาปเ่าั้ได้หรือ?”
เด็กสาวนิ่งเงียบไปแววตาของเธอฉายความอำมหิตออกมาหลังจากที่น้ำตาเหือดแห้ง
“ไม่! ฉันรอไม่ได้!” เธอตอบอย่างเืเย็นความเป็เด็กสาวที่น่ารักพลันหายไปไม่มีเหลือ
ฉากกั้นถูกเปิดออกเพียงช่องเล็กๆ สิ่งหนึ่งถูกยื่นออกมาส่งให้กับเธอ มันคือ ‘ไพ่’ จำนวนสองใบที่คว่ำหน้าอยู่
“พระเ้าเป็ผู้ให้กำเนิดชีวิตแก่เราแต่คนที่กำหนดชะตาชีวิตคือตัวเราเอง” ชยาภามองไปที่ไพ่สองใบตรงหน้าเธอ “ให้ฉันเลือก?” เด็กสาวเริ่มไม่แน่ใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้า
“ลูกต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวเอง...หนึ่งทาง”
เด็กสาวยื่นมือออกไปข้างหน้าช้าๆ เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เธอกำลังเลือกคือคำตอบว่าเธอจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ ใจของเด็กสาวเต้นไม่เป็จังหวะในเมื่อความหวังของเธอได้ฝากไว้กับที่นี่ ที่ซึ่งเปรียบดั่งแสงสว่างดวงสุดท้ายของเธอ
ชยาภาค่อยๆ เปิดหน้าไพ่ที่เธอเลือกขึ้นแล้วรอยยิ้มของเธอก็คลี่ออกอย่างช้าๆ
‘โจ๊กเกอร์’