ณ โรงเรียนฝึกฝนทหารชายในช่วงเวลาเช้ามืด ปกติแล้วในช่วงเวลาเช่นนี้นั้นภายในโรงเรียนฝึกฝนทหารแห่งนี้จะไร้ซึ่งผู้คน แต่วันนี้กลับอัดแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่นักเรียนทหารต้องออกไปทดสอบภาคปฏิบัติที่สนามจริงแล้ว เวลาหนึ่งอาทิตย์ของนักเรียนทหารชายแต่ละคนนั้นรู้สึกเหมือนว่าเวลาช่วงหนึ่งอาทิตย์นี้ผ่านพ้นไปเร็วอย่างมาก จนในที่สุดในวันนี้พวกเขาก็ต้องเผชิญกับฝันร้าย
จากการคัดเลือกนักเรียนทหารด้วยระบบประลองแพ้สองรอบคัดออกมีนักเรียนอยู่มากกว่าหนึ่งในสามที่ถูกไล่ออก บางคนนั้นต้องพบกับความรู้สึกผิดหวังอย่างมาก แต่บางคนกลับรู้สึกเหมือนกับตัวเองโล่งใจเพราะจะได้ไม่ต้องตายในวันทดสอบภาคปฏิบัติในวันนี้
“ลูกแม่…ฮือๆ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองลูกนะ…”
ในลานกว้างของโรงเรียนตอนนี้นั้นเนื่องจากยังไม่ถึงเวลานัดรวมตัวจึงมีผู้ปกครองหลายคนได้เข้ามาพูดคุยกับบุตรหลานของตนเองราวกับว่าการพูดคุยครั้งนี้จะเป็นการพูดคุยกับบุตรหลานของตนเองเป็นครั้งสุดท้ายอย่างไรอย่างนั้น
นักเรียนทหารในวันนี้แน่นอนว่าต้องแต่งตัวในเครื่องแบบถูกระเบียบ สัมภาระมีการจำกัดเอาไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามนำสิ่งที่สามารถกินได้ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือน้ำติดตัวไปด้วย เพราะในครั้งนี้นักเรียนทหารทุกคนต้องเอาชีวิตรอดในใจเกาะกลางทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยป่าดิบชิ้นและสัตว์มีพิษโดยเฉพาะงูมากมาย เกาะนั้นจึงถูกเรียกว่าเกาะงู
นักเรียนทหารแต่ละคนได้รับอนุญาตให้สามารถมียาแก้พิษติดตัวไปได้ แต่ยาแก้พิษงูนั้นมีราคาสูงดังนั้นจึงมีส่วนน้อยในโรงเรียนแห่งนี้ที่คนจะมีมันได้ ในบริเวณประตูหน้าโรงเรียนนั้นปรากฏร่างของนักเรียนทหารในเครื่องแบบเต็มยศพร้อมสัมภาระที่ใหญ่พอๆ กับร่างกายของมันแบกอยู่เบื้องหลัง นักเรียนทหารคนนี้มีรูปร่างที่อ้วนกลม และดูมีอันจะกินอย่างมาก มันไม่ใช่ใครอื่นแต่มันคือเจ้าอ้วนหวังนั่นเอง
มันกำลังยืนอยู่กับสองพี่น้องฝาแฝดซันกับอัน ซึ่งทั้งสามคนต่างก็กำลังจ้องมองไปที่ถนนหน้าโรงเรียนเพื่อรอการมาถึงของใครบางคน
“ไอตัวเหม็นมันจะมาไหมเนี่ย! ให้ตายเถอะการประลองมันก็ไม่ได้เข้าร่วมแล้วแบบนี้มันจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการทดสอบนี้จริงๆ เหรอ? ”
เจ้าอ้วนกล่าวออกมาอย่างกังวล ในขณะเดียวกันสองพี่น้องฝาแฝดเองก็เป็นกังวลไม่แพ้กัน แต่เพียงแค่แสดงออกเพียงทางสีหน้าเท่านั้น จริงๆ ทั้งสามที่เป็นห่วงภานุก่อนหน้านี้ได้ลองสอบถามกับอาจารย์ลีน่าเป็นการส่วนตัวแล้ว ซึ่งเหมือนอาจารย์ลีน่าจะตอบมาแค่ว่าภานุนั้นได้ถูกหมายเรียกตัวจากทางราชการ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรเพิ่มเติมมาเลยสักนิด นั่นทำให้พวกมันคิดไปไกลว่าภานุอาจจะไปข่มขืนผู้หญิงข้างทางเข้าและโดนหลอกให้เข้าคุกก็ได้
แต่ยังดีที่การทดสอบประลองของภานุนั้นได้รับการยกเว้นและชายหนุ่มมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะเข้ารับการทดสอบเพื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนทหารอย่างเป็นทางการ
ระหว่างที่รอกันอยู่นั้นเวลาก็ได้ผ่านพ้นไปกว่าสามสิบนาที นักเรียนโรงเรียนทหารชั้นปีที่สามก็ได้มาครบทุกคนแล้วเหลือเวลาอีกไม่ถึงนาทีก็จะถึงเวลานัดรวมผลแล้ว ในเวลานี้เองสามสหายสนิทของภานุก็รู้สึกกังวลอย่างมากมันอยากจะวิ่งไปที่บ้านของภานุเพื่อที่จะสอบถามทางครอบครัว หากไม่ติดที่ว่าจะถึงเวลารวมผล
เวลานั้นเองพวกมันทั้งสามก็ต้องจำใจที่จะต้องก้าวกลับเข้าไปในโรงเรียน เนื่องจากเสียงสัญญาณรวมพลได้ดังขึ้นแล้ว และคณะอาจารย์ทั้งหลายในโรงเรียนก็ยืนเรียงกันอยู่ด้านหน้าแถวของทุกคนจนครบ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ที่สอนนักเรียนชั้นปีไหนก็ตาม แต่ทุกคนล้วนแล้วแต่เคยสอนนักเรียนชั้นปีที่สามมาแล้วทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในวันอัปมงคลเช่นนี้กลับให้ตัวอัปมงคลขึ้นมากล่าววาจาในฐานะตัวแทนของคณะอาจารย์กับนักเรียน
เป็นอาจารย์เดรคหรือที่นักเรียนเรียกกันว่าหมาบ้า ในตอนนี้มันกำลังกล่าววาจาอยู่บนเวที
“ฉันจะไม่พูดอ้อมค้อมแล้วกันนะ…แต่หลังจากในวันนี้ไปจะต้องเกิดการสูญเสียขึ้นแน่นอน! ”
เสียงของอาจารย์เดรคนั้นดังมากและทุกคนได้ยินมันอย่างชัดเจน แม้แต่ผู้ปกครองที่รอส่งลูกหลานของตนเดินออกจากโรงเรียนก็รู้สึกหวาดกลัว บางคนถึงขนาดร้องไห้ออกมา เพราะพวกเขาเกลียดการสูญเสีย โดยเฉพาะกับคนที่พวกเขารักหรือความหวังในครอบครัวของพวกเขา
“ในการทดสอบครั้งนี้ใครก็ตามที่สามารถนำวิชาที่เรียนและฝึกฝนไปใช้ได้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดคนนั้นคือผู้รอด! แต่ใครก็ตามที่ทำความผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว…ก็ตาย! ”
“ฉันจะไม่โกหกตัวฉันเองว่ารู้สึกเศร้าที่ต้องเห็นนักเรียนอย่างพวกแกทุกคน ซึ่งได้สอนมากับมือต้องมาตายในการทดสอบครั้งนี้ เหตุการณ์แบบนี้ได้วนลูปมาปีแล้วปีเล่า แต่ไม่ว่าจะผ่านไปมากมายกี่ครั้งก็ตาม ฉันก็ไม่เคยชินกับมัน…แม้แต่อาจารย์ทุกคนก็ด้วย”
“ดังนั้นฉันหวังว่าพวกแกทุกคนจะพยายามทำให้ดีที่สุด! และเอาชีวิตรอดกลับมาให้ได้! ”
เมื่อหมาบ้ากล่าวสิ่งที่ตนเองอยากกล่าวจบแล้วเขาก็ได้เดินจากไปในทันทีทิ้งให้เหล่านักเรียนทหารที่คุ้นเคยกลับมันอึ้งไปตามๆ กัน มันไม่คิดเลยว่าอาจารย์เดรคนั้นจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กับพวกมันเช่นนี้ แม้ว่าการกระทำของมันจะอำมหิตและลงโทษนักเรียนอย่างหนัก แต่มันกลับรักนักเรียนที่มันสอนอย่างจริงจัง
ไม่มีเวลาให้ทุกคนรำลึกความหลังมากนัก เพราะตอนนี้ก็ใกล้เวลาที่จะได้ออกเดินทางแล้ว มีอาจารย์สามคนที่ได้รับหน้าที่ในการคุมนักเรียนสามกองพัน ซึ่งถึงแม้จะเรียกว่ากองพันแต่มีนักเรียนไม่ถึงพันในแต่ละกองด้วยซ้ำ
อาจารย์ลีน่าเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่ได้กำกับควบคุมและดูแลกองพันที่สาม ซึ่งเป็นกองพันที่ภานุต้องมารายงานตัว นักเรียนทหารทั้งสามกองพันได้แยกตัวเข้าแถวกันเป็นระเบียบไปหาอาจารย์ที่คุมกองพันของแต่ล่ะกองพัน เพื่อที่จะเช็กรายชื่อเสียก่อนว่ามีใครบ้างที่ขาดหรือหนีทหาร การหนีทหารนั้นหากไม่ได้มีกิจธุระทางราชการที่สำคัญกว่าระดับเงินขึ้นไปจะถูกโทษประหารซึ่งถือว่าเป็นโทษร้ายแรงที่สุด
อาจารย์ลีน่าที่ขานเรียกรายชื่ออยู่นั้นก็ขมวดคิ้วออกมา เมื่อถึงรายชื่อของภานุซึ่งภานุนั้นไม่ได้มารวมผลในเวลานี้ สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องจำเป็นที่จะกากบาทหน้าชื่อของชายหนุ่มเพื่อที่จะเป็นสัญลักษณ์ว่าขาดการสอบ ถึงแม้ว่าภานุมีภารกิจทางราชการระดับทอง แต่หากไม่ได้มารายงานตัววันนี้ก็ถือว่าไม่มีสิทธิ์สอบอยู่ดีไม่ว่าจะกรณีใดๆ นอกจากจะมีหนังสือมอบอำนาจมาใหม่
ในขณะนั้นเองในช่วงเวลาสุดท้ายของการรวมตัว ชายหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมา เขาแต่งกายในเครื่องแบบที่สะอาดและเรียบร้อย แบกสัมภาระที่ดูน้อยชิ้น อย่างไรก็ตามในแต่ละชิ้นดูใหญ่เป็นอย่างมาก และทุกคนเห็นได้ชัดว่ามันเป็นธนูและซองใส่ลูกธนูซึ่งตอนนี้บรรจุเอาไว้จนเต็มซอง ซึ่งลูกธนูทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นเหล็กชั้นดีทั้งสิ้น มือทั้งสองข้างของชายหนุ่มนั้นถูกพันด้วยผ้าพันแผล อาการดูน่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน แต่เจ้าตัวดูเหมือนจะไม่ได้สนใจบาดแผลสักนิด
“อ่าวววว…ดูเหมือนว่าฉันจะมาสายซะแล้ว”
ภานุกล่าวขึ้นในขณะที่มองเห็นทุกคนนั้นได้เข้าแถวตามกองพันของตนเองแล้ว เนื่องจากว่าภานุได้หยุดเรียนไปกว่าหนึ่งอาทิตย์เพื่อที่จะฝึกฝนชายหนุ่มจึงไม่รู้ว่าตนเองนั้นอยู่กองพันที่เท่าไหร่สำหรับขบวนการเดินทางเพื่อทดสอบในครั้งนี้ การปรากฏตัวของภานุนั้นค่อนข้างสร่างความประหลาดใจให้กับผู้คนอย่างมาก เนื่องจากบนตัวของภานุนั้นมีพาสเตอร์ติดแผล และผ้าพันแผลจำนวนมากพันอยู่ ราวกับว่าตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ชายหนุ่มหายไปนั้นได้ไปผ่านสนามรบมา
จริงแล้วมันก็ไม่ต่างกับผ่านสนามรบเทาไหร่ เพราะตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นภานุได้อุดตัวอยู่ที่สนามประลองใต้ดิน และด้วยการสนับสนุนจากบอสหลงทำให้ชายหนุ่มได้มีโอกาสต้องขึ้นประลองกับคู่ต่อสู้ที่แตกต่างกันมากกว่าสามร้อยคน โดยผ่านการประลองมาทั้งหมด344รอบ ซึ่งถือว่ามากมาย และยังมีการประลองที่คู่ต่อสู้สามารถสังหารกันได้ หรือเรียกกันว่าการประลองเป็นตายอีกกว่าร้อยสนามใน 344 รอบนั้น
ทักษะและสัญชาตญาณการต่อสู้ของภานุภายใต้สถานการณ์ที่ต้องต่อสู้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้นั้นทำให้ตัวเขาพัฒนาขึ้นไปในระดับที่คนธรรมดาไม่มีวันจะเทียบได้ นอกจากนี้แล้วการประลองยังทำให้ภานุได้ค้นพบพรสวรรค์ที่แท้จริงก่อนตนเอง นั่นคือเขานั้นสามารถเรียนรู้กระบวนท่าหรือวิชาต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่มองไม่กี่ครั้งเท่านั้น ดังนั้นในสนามภานุจึงมีฉายาว่านักขโมยวิชา ด้วยความพยายามอย่างสุดความสามารถภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ในที่สุดชายหนุ่มก็สามารถก้าวขึ้นไปในทำเนียบนักสู้ระดับบีของโลกใต้ดินได้
“นักเรียนภานุ? ”
เสียงของอาจารย์สาวที่เย็นชาอย่างอาจารย์ลีน่าดังขึ้น ภานุจึงต้องหันไปมองโดยอัตโนมัติ เมื่อนักเรียนและอาจารย์สองฝ่ายสบตากัน อาจารย์ลีน่าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจเล็กน้อย นักเรียนคนอื่นอาจจะไม่มีทางสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไปในตัวของภานุได้เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ แต่อาจารย์ลีน่านั้นรับรู้ได้ ว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าเธอได้เติบโตขึ้นไปมากในหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา
“ฉันจะไม่ลงโทษเธอเพราะเธอมาสาย เพราะเธอไปทำภารกิจราชการมา แต่อย่ามัวแต่เดินเล่นมาเข้าแถวได้แล้ว! ”
เมื่ออาจารย์ลีน่าได้สติ เธอก็ได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาและใบหน้าที่นิ่งเฉย ภานุอดไม่ได้ที่จะต้องรีบวิ่งเข้าไปในแถว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเดินทาง แน่นอนในขั้นตอนต่อไปหลังจากเช็กรายชื่อแล้ว คือเช็กสัมภาระซึ่งภานุสามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดายเพราะชายหนุ่มเอาของมาไม่พี่อย่างนั้น และส่วนใหญ่มันก็จำเป็น เพียงแค่อาวุธสองอย่างธนูกับมีดภานุก็รู้สึกหนักมากแล้ว
หลังจากขั้นตอนการตรวจสัมภาระก็เป็นขั้นตอนการวัดไข้ หากพบว่านักเรียนคนไหนมีไข้จะถามความประสงค์ของผู้ปกครองและนักเรียนก่อนว่าต้องการจะทดสอบต่อไหม หากไม่ต้องการจะสามารถยื่นคำร้องและสามารถมาสอบในปีหน้าแทนเป็นกรณีพิเศษได้ แต่ส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะสู้ต่อทั้งนั้น
เมื่อขั้นตอนทุกอย่างเสร็จแล้วก็ถึงเวลาที่จะออกเดินทางไปยังสถานที่ทดสอบ!
>>>>>เนื่องจากช่วงนี้ไรท์อยู่ในช่วงสอบ ทำให้การอัพนิยายอาจจะไม่ต่อเนื่อง ต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านด้วยนะครับ