บทที่8อัจฉริยะตระกูลเมิ่ง
ดูเหมือนว่าพลังยุทธ์ของลู่เหว่ยจุนเหมือนจะเหนือชั้นกว่าเมิ่งฉางชิงเขาถึงได้พยายามอดกลั้นและอาฆาตแค้นอยู่ในใจ กลับไปจะบอกให้ลูกชายคนโตสั่งสอนลู่อวี่ให้อับอายในการต่อสู้ครั้งหน้าเพื่อล้างแค้นในวันนี้
หลังจากที่เมิ่งฉางชิงกลับไปพร้อมด้วยความโกรธลู่เหว่ยจุนถึงหันกลับไปมองลู่อวี่ ด้วยใบหน้าบูดบึ้งและต่อว่า “ทำตัวใช้ไม่ได้อวี่เอ๋อร์ เ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าจะเอาชนะเมิ่งเทียนอวิ๋น ที่อยู่ใน่ปลายของขั้นพลังจิตได้นี่ไม่ใช่การเล่นขายของแต่เดิมพันกันด้วยชีวิต ขณะเดียวกัน สิ่งนี้ยังเป็ตัวแทนของหน้าตาและผลประโยชน์ของตระกูลเมิ่งกับตระกูลลู่ด้วยแล้วเหตุใดเ้าถึงตอบตกลงสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนี้ได้!”
“ท่านพ่อ เห็นข้าเป็คนโง่หรืออย่างไร? หากข้าไม่แน่ใจก็เท่ากับว่าข้ากำลังหาเื่ตายเองน่ะสิ ไม่ต้องห่วง!” ลู่อวี่มองใบหน้าเดือดดาลของลู่เหว่ยจุนแล้วพูดขึ้นมาทันที
เขารู้ดีว่าลู่เหว่ยจุนกำลังกังวลต่อสิ่งใดแต่ในสายตาของเขาแล้ว การเอาชนะศัตรูที่มีขั้นพลังสูงกว่าสองขั้นนั้นไม่ใช่เื่ยาก
เดิมทีด้วยนิสัยส่วนตัวของเขาไม่มีทางที่จะเห็นด้วยกับการต่อสู้ในครั้งนี้แต่เพราะชื่อเสียงของนายน้อยตระกูลลู่นั้นเหลือจะทนไม่น้อย แม้ว่าเขาคิดจะถ่อมตัวแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะชอบถูกคนดูิ่ให้อับอาย เป้าหมายสำคัญที่สุดในการต่อสู้ครั้งนี้จึงเปรียบเหมือนการได้พิสูจน์ตนเองตำแหน่งเด็กเสเพลเ้าสำราญอันดับหนึ่งของเจ็ดตระกูลใหญ่ในเทียนตู มันทำให้เขารู้สึกแย่กับมันจริงๆคงต้องรีบปัดตำแหน่งนี้ไปให้พ้นตัวโดยเร็ว!
เมื่อลู่เหว่ยจุนเห็นว่าลูกชายของเขามั่นใจเช่นนี้ก็ไม่รู้ได้ว่าสมควรห้ามปรามเขาหรือไม่ แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็พยักหน้าและกล่าวว่า“เอาละ ในเมื่อเ้ามีความกล้าหาญเช่นนี้ พ่อก็ไม่อาจปล่อยให้ผู้อื่นดูถูกเ้าได้ นับจากนี้ไปคลังสมบัติห้องเก็บคัมภีร์และคลังยาของตระกูลเ้าสามารถเข้านอกออกในได้ อยากได้อะไรก็ไปค้นหาในนั้นหรือหากของสิ่งนั้นไม่มีในตระกูลลู่ เ้าก็บอกกับข้า ข้าจะใช้คนไปหามาให้เ้า”
ใบหน้าของลู่อวี่พลันปรากฏรอยยิ้มเขาพยักหน้าตอบรับ หลังจากมองตามหลังลู่เหว่ยจุนเดินออกไปแล้ว ก็ตรงไปยังคลังสมบัติของตระกูลทันที
สามวันนับว่าสั้นเกินไปเสียจริงโชคดีที่ใน่ไม่กี่วันมานี้หลังจากกลับมาลู่อวี่ก็ไม่ได้นิ่งเฉยแต่ฝึกฝนอย่างหนัก
และก็ใช่ว่าเขาจะไม่ได้เตรียมการบางอย่างเอาไว้แม้ว่าเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษายาอายุวัฒนะและปรุงโอสถอยู่แต่ในถ้ำของตนเองเหมือนเมื่อชาติก่อนที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านทั้งวันทั้งคืนแต่คนที่สามารถฝึกฝนมาได้จนถึงระดับเช่นเขา จำเป็ต้องมีความเชี่ยวชาญและความเข้าใจหลายอย่างที่ลึกซึ้งโดยเฉพาะการควบคุมพลังธาตุไฟ ไม้ และน้ำ เขาจะต้องเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งมากกว่าคนทั่วไปและจำต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาที่สัมพันธ์กันอีกหลายแขนง
ธาตุไฟเป็ความสามารถที่จำเป็สำหรับคนปรุงโอสถธาตุไม้คือสมุนไพรวิเศษ เป็ความสามารถที่จำเป็สำหรับการแยกแยะคุณสมบัติทางยา และธาตุน้ำเป็ทักษะเสริมซึ่งส่วนใหญ่แล้วใช้ทำความสะอาดและแปรรูปวัตถุดิบต่างๆ ในฐานะปรมาจารย์ปรุงโอสถวัตถุดิบต่างๆ ที่เขาเคยแปรรูปมีมากเสียจนนับจำนวนไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงมีความเชี่ยวชาญในทักษะธาตุน้ำเหนือคนทั่วไป
ในฐานะคนปรุงโอสถมีเพียงประสบการณ์การต่อสู้อย่างเดียวเท่านั้นที่เขาเทียบไม่ติด แต่นั่นเป็การเปรียบเทียบระหว่างนักพรตในระดับเดียวกันเท่านั้นหากเปรียบเทียบกับอัจฉริยะ่ปลายของขั้นพลังจิตอย่างเมิ่งเทียนอวิ๋น ต้องยอมรับว่าคนผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าอยู่แล้ว
แม้ว่าตระกูลลู่จะเป็ตระกูลที่ร่ำรวยแต่ในสายตาของลู่อวี่แล้ว กลับเป็เพียงตระกูลที่ร่ำรวยในระดับท้องถิ่นเท่านั้น ไม่อยู่ในสายตาด้วยซ้ำคลังสมบัติและห้องเก็บคัมภีร์ที่กล่าวถึงจะมีอะไรอยู่บ้างเขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักว่ากันตามตรง สถานะและขั้นพลังยุทธ์ของเขาในตอนนี้ก็ไม่ได้้าอะไรมากไปกว่านี้แล้ว
แต่ถึงอย่างไรตระกูลลู่ก็เป็ตระกูลใหญ่ที่สืบต่อกันมาหลายพันปีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรที่ควรมีก็มีทุกอย่าง ระบบระเบียบที่เกี่ยวข้องก็มีรายละเอียดมากเช่นกันหากประมุขตระกูลเอ่ยปาก เขาก็จะกลายเป็คนปรุงยาขั้นหกแล้วและถึงแม้เขาจะเป็นายน้อยของตระกูลลู่ แต่ก็มีโอกาสเข้ามาในคลังสมบัติของตระกูลเพียงไม่กี่ครั้ง
ตระกูลลู่ตั้งอยู่ในเทือกเขาเทียนฉยงข้างทะเลสาบเทียนอวิ๋นยอดเขาหลักคือูเาเทียนฉยง ซึ่งสูงหลายร้อยจั้งและแผ่รัศมีไปไกลเป็ร้อยลี้มีูเาสูง ธารน้ำสะอาด ดอกไม้กับก้อนหินหน้าตาแปลกประหลาดและยังมีสัตว์ประหลาด รวมถึงสัตว์วิเศษหายากนับไม่ถ้วนอาศัยอยู่
อาจเป็เพราะว่ามีเส้นพลังลมปราณขนาดกลางเจ็ดเส้นรวมตัวกันอยู่ใต้ดินในบริเวณใกล้เคียงบรรพบุรุษของตระกูลลู่จึงใช้พลังวิเศษอันยิ่งใหญ่รวบรวมพวกมันไว้ด้วยกัน จากนั้นก็ปิดผนึกไว้ที่ใตู้เาเทียนฉยงจึงทำให้ทั่วทั้งูเาเทียนฉยง เต็มไปด้วยพลังลมปราณคละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณนั้น
ต่อมาตระกูลลู่ก็เลยสร้างพี่พักและสำนักใหญ่โตที่ตีนเขาฝึกฝนและสืบทอดสายเืต่อกันมาจนถึงปัจจุบันจนก่อตั้งเป็เมืองที่มีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคน
คลังสมบัติและห้องเก็บคัมภีร์ของตระกูลลู่ก็สร้างขึ้นที่ใจกลางยอดเขาเทียนฉยงจึงไม่น่าแปลกใจหากูเาเทียนฉยงจะได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด
ตลอดระยะทางลู่อวี่ไม่พบใครเข้ามาขัดขวางแต่เขามีััพิเศษที่เหนือกว่าคนปกติทั่วไป จึงััได้ว่ามีนักพรตที่มีพลังยุทธ์แข็งแกร่งแอบซ่อนตัวอยู่แล้วคอยปกป้องสถานที่บริเวณนี้อยู่เงียบๆ แต่เพราะได้รับคำสั่งจากท่านประมุขถึงได้ไม่มาปรากฏตัวขวางเขาเอาไว้ไม่เช่นนั้นแม้ว่าเขาจะเป็ถึงนายน้อยของตระกูลลู่ ก็คงจะไม่สามารถเข้าใกล้คลังสมบัติได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากประมุขลู่เหว่ยจุนผู้เป็บิดาและท่านผู้เฒ่าาุโทั้งหลาย
คลังสมบัติของตระกูลลู่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักเนื่องจากคลังสมบัติของตระกูลลู่ก็แบ่งออกเป็ระดับเช่นกัน โดยแบ่งออกเป็ ระดับหนึ่งระดับสอง ระดับสาม และระดับสี่ ระดับสูงสุดนั้นคือ ระดับหนึ่ง และระดับต่ำสุดคือระดับสี่ และคลังเก็บสมบัติที่ลู่อวี่อยู่บังเอิญดันเป็ระดับหนึ่ง ของสะสมภายในเป็สมบัติล้ำค่าทั้งหมดของตระกูลลู่และแน่นอนว่าปริมาณไม่สามารถเทียบได้กับสมบัติธรรมดาเ่าั้
แต่สมบัติแต่ละชิ้นในนั้นมีการป้องกันที่แ่าและแฝงไปด้วยความอันตรายหากไม่รู้กลไกการทำงานของมัน เพียงแค่แตะโดนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้นักพรตระดับสูงของตระกูลลู่รู้ตัวได้แล้ว
สมบัติเหล่านี้ถูกจัดวางตามประเภทของอาวุธวิเศษประเภทยาอายุวัฒนะและวัตถุดิบต่างๆ วางเรียงรายอยู่คนละทิศละทาง รวมถึงเซียนหยกล้ำค่าที่เป็เงินตราที่ใช้กันโดยทั่วโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
ลู่อวี่หยุดอยู่ตรงหน้าสมบัติอาวุธวิเศษและเริ่มค้นหาอย่างละเอียด
อาวุธวิเศษในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีสามประเภทได้แก่ อาวุธศักดิ์สิทธิ์ อาวุธวิเศษ และมณีวิเศษในตำนาน ในบรรดาอาวุธวิเศษทั้งสามนี้ยังแบ่งออกได้เป็เก้าระดับโดยมีระดับเก้า เป็ระดับต่ำสุดและระดับหนึ่ง ถือเป็ระดับสูงสุด อาวุธวิเศษแบ่งออกเป็ระดับบนระดับกลาง และระดับล่างสามระดับเท่านั้น ส่วนมณีวิเศษในตำนาน ลู่อวี่ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรเมื่อชาติก่อนก็เคยได้ยินมาบ้างแต่กลับไม่เคยพบเจอมาก่อน โอกาสที่จะได้พบเห็นมณีวิเศษในตำนานนั้นมีน้อยมาก
เป็เวลาหลายพันปีแล้วที่ตระกูลลู่ได้เก็บสะสมอาวุธวิเศษที่ทรงพลานุภาพไว้หลายชิ้นด้วยกันแต่ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในมือของยอดฝีมือไม่กี่คนในตระกูลและไม่มีทางเก็บไว้ที่นี่อยู่แล้ว ดังนั้นตลอดทางเดินที่ลู่อวี่สำรวจดู ก็เห็นเพียงอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงระดับหนึ่ง ระดับสอง และระดับสามเพียงเจ็ดถึงแปดรายการเท่านั้น
ลู่อวี่รู้ดีว่าตนเอง้าสิ่งใดนอกเหนือไปจากเตาหลอมยาอายุวัฒนะที่อยู่ในสภาพดีแล้ว เขาเพียง้าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้โจมตีและป้องกันได้ดีสองสามชิ้นเท่านั้น
พลังยุทธ์ที่เขามีในตอนนี้ต่อให้มอบอาวุธวิเศษแก่เขา พลังลมปราณที่เขามีก็ไม่สามารถกลั่นกรองให้อาวุธวิเศษแปรเปลี่ยนเป็พลังได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้อาวุธวิเศษต่อสู้และโจมตี
ท้ายที่สุดแล้วลู่อวี่จึงเลือก“กระบี่เปลวเพลิง” อาวุธศักดิ์สิทธิ์กระบี่บินระดับสองมาเล่มหนึ่ง “แหวนหยินหยาง” อาวุธศักดิ์สิทธิ์ป้องกันจำพวกแหวนและเครื่องรางของลัทธิเต๋าสำหรับเตาหลอมยาอายุวัฒนะ เขาใช้เพียงเตาหลอมยาขั้นหกเท่านั้น มีอันที่ดีกว่านี้แต่ถูกผู้เฒ่าห้าย้ายไปไว้ที่ห้องปรุงโอสถนานแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ประเภทเดียวกันก็หาได้น้อยยิ่งนักเพราะหลอมขึ้นมาได้ยาก และมีราคาแพงกว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับเดียวกันไม่น้อยการมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับหกใช้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วในตอนนี้
สำหรับหอหนังสือลู่อวี่ไม่ได้เข้าไปในนั้นแม้ว่าในนั้นจะมีเคล็ดวิชาลับดีๆ อยู่บ้าง แต่เขายังไม่มีเวลาฝึกฝน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีเคล็ดวิชาลับขั้นสูงและเป็วิชาลึกลับอีกมากอยู่ในหัวและแม้ระยะเวลาจะกระชั้นชิดเข้ามา เขาจะเร่งเตรียมความพร้อมไม่ให้เสียเวลาอย่างแน่นอน
ในเวลาเดียวกันลู่เหว่ยจุนที่กลับมาถึงห้องหนังสือก็เล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ผู้เฒ่าาุโทั้งสี่ฟัง
ผู้เฒ่าทั้งสี่โกรธมากเมื่อได้ฟังแต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ด้วยเื่นี้เกี่ยวเนื่องกับเกียรติยศของตระกูลลู่โดยตรง
และลู่หงเซิ่งไม่พอใจอย่างมากที่ลู่เหว่ยจุนไม่ห้ามปรามเื่นี้ก่อนเื่ราวจะลุกลามไปใหญ่โต จึงถามไปว่า“ไม่ใช่ว่าตระกูลเมิ่งคิดจะตัดสัมพันธ์กับตระกูลลู่ของข้าหรือ เื่นี้ท่านประมุขคิดแผนการวางไว้อย่างไรเล่า?ลู่อวี่น้อยเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นพลังจิตแม้แต่พลังวิเศษและเคล็ดวิชาลับที่เหมาะสมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำหากจะให้ประลองฝีมือกับเด็กหนุ่มที่มีพลัง่ปลายขั้นพลังจิตของตระกูลเมิ่ง โอกาสได้รับชัยชนะกลับคืนมาแทบไม่ปรากฏเื่นี้เ้าจัดการได้ไม่เรียบร้อยยิ่งนัก ปล่อยให้ตระกูลเมิ่งจูงจมูกได้อย่างไร?”
ลู่เหว่ยจุนยิ้มและพูดว่า“ไม่ใช่ว่าข้าไม่คิดจะห้ามปรามเขา แต่เพราะอวี่เอ๋อร์ตกปากรับคำเร็วเกินไป ตอบตกลงเร็วเกินไปด้วยท่าทีที่ดูมั่นใจไม่น้อยแล้วจะให้ข้าทำลายความมั่นใจของเขาได้อย่างไร?”
แม้ว่าเื่นี้จะเกี่ยวโยงถึงผลประโยชน์ส่วนมากของตระกูลลู่แต่ผู้เฒ่าระดับสูงของตระกูลลู่กลับไม่กังวลแม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าไม่ให้ความสำคัญแต่ทุกคนย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ การท้าทายของตระกูลเมิ่งในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็การท้าทายอย่างตื้นเขินเท่านั้นแต่เป็การเดิมพันระหว่างตระกูล
แม้ตระกูลลู่จะอ่อนแอแต่ไม่ได้ตกต่ำถึงขั้นให้ใครมารังแกได้ หากลู่อวี่ได้รับาเ็ อย่างไรก็ไม่ยอมหากยังไม่ได้สิ่งที่มุ่งหวังตามเป้าหมายที่วางไว้ส่วนผลประโยชน์อื่นก็ไม่คุ้มค่าที่ต้องกล่าวถึง แต่จะเปิดศึกกับตระกูลเมิ่งทันที
สามวันผ่านไปไวในชั่วพริบตาและแล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ต้องออกเดินทางไปยังเวทีประลองซือซา
ลู่อวี่ขึ้นนั่งบนอาวุธวิเศษเหาะเหินเดินอากาศด้วยท่วงท่าอันเป็เอกลักษณ์ของตระกูลลู่“เรือแสงตัดเมฆา์” ออกเดินทางไปยังเวทีประลองซือซาเขาไป๋สือซึ่งตั้งอยู่บนพรมแดนระหว่างตระกูลเมิ่งและตระกูลลู่
นั่งเรือแสงตัดเมฆา์แทนการเดินเท้าจากเขาเทียนฉยงของตระกูลลู่ ไปยังเขาไป๋สือ ระยะทางหลายพันลี้ แต่ใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น
ครั้งนี้มีคนเดินทางไปด้วยไม่มากนักนอกจากผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งที่ต้องสะสางงานรออยู่ที่ตระกูล ลู่เหว่ยจุนก็ได้นำท่านผู้เฒ่าาุโอีกสามคนเดินทางไปยังเวทีประลองซือซาพร้อมกับลู่อวี่ด้วย
ในความเป็จริงก่อนหน้านี้ได้มียอดฝีมือจากตระกูลลู่เดินทางไปเตรียมการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนตระกูลเมิ่งลอบซุ่มโจมตี
ทุกคนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเรือแสงตัดเมฆา์โดยมีสมบัติล้ำค่าอย่างเซียนหยกคอยถ่ายทอดพลังเพื่อให้เรือพุ่งทะยาน และมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องใช้จิตนำทางนอกเหนือไปจากนั้นแล้วจึงไม่มีผู้ใดต้องลงแรงเพิ่ม
ลู่อวี่เห็นว่าลู่เหว่ยจุนและผู้เฒ่าทั้งหลายกำลังแสดงสีหน้าจริงจังเห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังกังวลกับการต่อสู้ของเขาในครั้งนี้ แต่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถบอกกับพวกเขาได้ว่าตนเองเป็ยอดฝีมือที่กลับชาติมาเกิดใหม่และการต่อสู้เช่นนี้ไม่นับเป็อะไรในชีวิตเขาแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนั่งสมาธิอยู่ตรงนั้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เห็นได้ชัดว่าลู่เหว่ยจุนและคนอื่นๆก็ตัดสินใจอะไรบางอย่างไว้แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ปรารถนาจะพูดอะไรออกมาอีก
สิ่งที่ลู่อวี่ฝึกฝนเดิมทีเป็เคล็ดวิชาลมปราณที่สืบต่อกันมาของตระกูลลู่แต่เวลานั้นพลังยุทธ์ของเขายังอยู่ในขั้นหลอมร่างเท่านั้น แม้แต่พลังปราณก็ยังไม่ถูกผนึกเข้าด้วยกันกล่าวได้ว่ามีคุณสมบัติเพียงหนึ่งเดียวจากหลายประการ ดังนั้นจึงละความพยายามไปนานแล้วและเคล็ดวิชาที่ลู่อวี่กำลังฝึกฝนอยู่ในตอนนี้คือเคล็ดวิชาที่เขาฝึกฝนในชาติที่แล้วเรียกว่า “เคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหยวน” เป็สุดยอดเคล็ดวิชาที่สืบต่อกันมานับแต่โบราณมีต้นกำเนิดที่ลึกลับและไม่อาจสืบหาที่มาได้ เขาอาศัยยาอายุวัฒนะผลักดันพลังยุทธ์จนมาถึงขั้นหวนสู่สัจธรรมตอนนี้มาคิดๆ ดูแล้วคุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่ทักษะการปรุงยาอายุวัฒนะที่ยอดเยี่ยมเพราะเอาเข้าจริงแล้วเคล็ดวิชาลับนี้เข้าขั้นวิกลจริต ถึงทำให้เขาเกิดความคิดผิดๆ คิดว่าสามารถทะลุผ่านขั้นพลังยุทธ์ได้จากยาอายุวัฒนะ
ดังนั้นพลังปราณที่ฝึกฝนออกมาจึงมีความนุ่มนวลและเข้มข้นทั้งยังจุก้อนพลังปราณได้มาก และสามารถแปรเปลี่ยนเป็พลังปราณและพลังเวทที่มีคุณสมบัติอื่นได้ตาม้าในชาติก่อนลู่อวี่ไม่เพียงแต่ต้องปรุงยาอายุวัฒนะเท่านั้น แต่ต้องปลูกพืชสมุนไพรวิเศษบางอย่างที่หายากและแปรรูปวัตถุดิบยาที่ล้ำค่ามากด้วยตนเองดังนั้นจึงต้องรู้เคล็ดวิชาธาตุไม้และธาตุน้ำ และยังต้องฝึกฝน “เคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหยวน”นี้ด้วย ถึงจะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาอื่นๆ พร้อมกันได้ โดยไม่ให้พลังธาตุชนกันหรือก่อให้เกิดภัยพิบัติขึ้นในภายภาคหน้า
หลังจากประสบความล้มเหลวในชีวิตเมื่อชาติก่อนลู่อวี่ยังคิดวางแผนจะฝึกฝนธาตุทองและธาตุดินในชาตินี้ด้วย เพื่อสร้างธาตุทั้งห้า เพราะเชื่อว่าจะเป็ประโยชน์ต่อการบรรลุขั้นในการบำเพ็ญเพียรและทำให้เข้าใจพลังยุทธ์มากยิ่งขึ้นที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เขาค้นพบว่ามันขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและความเข้าใจของผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรและทุกครั้งที่สามารถบรรลุขั้นได้ก็จะได้รับพร์ของพลังวิเศษที่ลึกลับและไม่อาจคาดเดา
ในเวลาเพียงหนึ่งเดือนนับจากการเกิดใหม่จนถึงตอนนี้เพราะมีขั้นพลังยุทธ์ที่เพียงพอดังนั้นจึงใช้ยาอายุวัฒนะบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึง่ต้นของขั้นพลังจิตเพื่อที่เขาจะได้มีพลังวิเศษสามอย่างที่สามารถใช้ในการประลองได้ แต่พลังวิเศษสองในสามกลับไม่อาจนำไปใช้ประลองได้โดยแท้กล่าวคือเขามีพลังวิเศษที่ใช้โจมตีได้เพียงไม้ตายเดียว และความแข็งแกร่งของพลังจะเป็อย่างไรนั้นย่อมต้องผ่านการต่อสู้จริงก่อนถึงจะรู้ แต่คิดว่ามันคงไม่น่าจะย่ำแย่เกินขั้น เพราะไม่มีพลังวิเศษใดที่มีเคล็ดวิชาสุดยอดไปมากกว่านี้อีกแล้ว