บทที่ 17 ตุ้ยนุ้ยฟาง (รีไรท์)
พวกเธอเรียนมัธยมที่ตั้งอยู่ในอำเภอ เลยต้องนั่งรถเมล์เข้าไปอีกต่อ ค่าโดยสารค่อนข้างแพง ราคาอยู่ที่ 1 เหมา
ครั้งนี้ยังเป็เสิ่นชิงชิงที่แย่งจ่ายให้ จนเสิ่นทิงหงเริ่มจะทนไม่ได้
เพราะพอรวมเข้ากับค่าโดยสารเกวียนเทียมวัวก็เท่ากับ 1 เหมา 5 เฟินเข้าไปแล้ว เงินจำนวนนี้สามารถเอาไปซื้อของได้เยอะแยะเลย
“เลิกแย่งฉันจ่ายได้แล้ว!” เสิ่นชิงชิงพูดเพียงเท่านี้
คนบนรถไม่เยอะ เพราะคนส่วนใหญ่ตัดใจจ่ายไม่ไหว ต่อให้ต้องเข้าไปในตัวอำเภอจริง คนส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะเดินเอา
ทั้งคู่ต่างกลัวว่าจะกลายเป็จุดสนใจ เลยได้แต่ทำตัวเงียบ ๆ ไว้
นั่งแบบโคลงเคลงไปสักพักก็ถึงจุดหมาย เวลานี้ยังไม่เหมือนในยุคที่เธอจากมา พื้นในชนบทมีแต่หลุมบ่อ หรือต่อให้เป็ตัวอำเภอเอง ถนนก็ไม่ได้ราบเรียบอะไรนัก คนขับรถยังเป็ชายชราคนหนึ่ง รถเลยโคลงเคลงจนเสิ่นทิงหงอยากจะอาเจียนออกมา
ในที่สุดก็ถึงสักที พอลงจากรถเธอก็รู้สึกว่าขาสั่นผับ ๆ เสิ่นชิงชิงเห็นมีอาการแบบนี้ก็รู้สึกเป็ห่วง
“ทิงหง เธอไม่เป็ไรใช่ไหม คงไม่ใช่ผลจากอาการาเ็ที่หัวหรอกนะ”
เสิ่นทิงหง “...”
เธอโบกมือไปมา พอสูดอากาศสดชื่นเข้าไปสักพักก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นเยอะแล้ว
“ไปกันเถอะ!” เสิ่นทิงหงหิ้วกระเป๋านักเรียนที่หลิวเยว่ทำให้ขึ้นมา เป็แบบที่ดัดแปลงมาจากรุ่นที่นิยมซื้อกันมากที่สุดของร้านสหกรณ์ เธอค่อนข้างจะชอบเลย เพราะเป็แบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของยุคนี้
เสิ่นชิงชิงก็มีกระเป๋าสะพายหลังอยู่หนึ่งใบ แต่เป็ใบที่ซื้อหามาจากร้านสหกรณ์ รูปแบบดูทันสมัยกว่า และเป็เธอเองที่ไปรบเร้าให้เสิ่นเว่ยจวินซื้อให้
เด็กทั้งสองมาถึงโรงเรียนแล้ว เพราะว่าเพิ่งผ่าน่ที่ยุ่งที่สุดไปเลยยังดูคึกคักไม่น้อย
“เสิ่นชิงชิง เสิ่นทิงหง! ทางนี้!” เสียงเด็กวัยรุ่นสักคนลอยเข้าหูมา
พอมองไปตามเสียงก็เห็นคนรูปร่างท้วมคนหนึ่งวิ่งมาทางนี้
เสิ่นทิงหงตะลึงไปเสี้ยววิเท่านั้น ก่อนจะนึกออกแล้วว่าเป็ใคร
เพราะเขามีรูปลักษณ์ที่ไม่ค่อยเหมือนคนอื่นอยู่สักหน่อย
คนที่อ้วนขนาดนี้ในยุคนี้ถือว่ามีไม่มาก แค่เห็นรูปร่างแบบนี้ก็เดาได้แล้วว่าฐานะทางบ้านต้องไม่แย่
เพราะใช่ว่าทุกคนจะสามารถกินจนขุนตัวเองให้อ้วนเท่านี้ได้
คนคนนี้คือเพื่อนผู้ชายที่นั่งอยู่โต๊ะข้างหลัง พ่อแม่เป็ถึงหัวหน้าในโรงงานของรัฐทั้งคู่
เสิ่นทิงหงรู้ได้จากความทรงจำร่างเดิมว่า พ่อของเ้าตุ้ยนุ้ยคนนี้เป็หัวหน้าแผนกเนื้อสัตว์ ส่วนแม่เป็ผู้รับผิดชอบหลักในแผนกทอผ้า เ้าเด็กนี่เลยอ้วนได้ขนาดนี้ และเพราะว่าเป็ลูกคนเดียว ที่บ้านเลยคอยดูแลไม่ต่างจากของล้ำค่า
เ้าตุ้ยนุ้ยนี่ชอบมาเล่นกับเสิ่นทิงหงและเสิ่นชิงชิง ถึงจะโดนล้อ แต่ถ้าไม่ใส่ใจก็ไม่เห็นเป็ไร
“ไอ้หยา ตุ้ยนุ้ยฟางนี่เอง” เสิ่นชิงชิงรู้สึกดีใจเหมือนกันที่ได้เจอเพื่อน
“ทำ…ทำไมพวกเธอถึงเพิ่งมากันล่ะ?” ฟางจัววิ่งมาจนหอบหายใจแฮ่ก แก้มทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อย
“บ้านพวกเราไกลจะตาย จะเหมือนกับบ้านนายที่อยู่ในอำเภอได้ไง?” เสิ่นชิงชิงพูดขึ้น
“ฮาฮ่าฮ่า นั่นก็ใช่” ฟางจัวพยักหน้าหงึกหงัก รู้สึกว่าคำถามตัวเองดูโง่ไปหน่อย
“ทิงหง แผลที่หัวเป็ยังไงบ้าง?”
ฟางจัวเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นรอยแผลตื้น ๆ บนศีรษะเสิ่นทิงหง ความจริงก็จางไปมากแล้ว แต่เพราะผิวเสิ่นทิงหงขาวมาก บวกกับความสนิทระหว่างเธอกับฟางจัว มองแวบเดียวเลยดูออก
“ไม่ทันระวังเลยาเ็น่ะ ตอนนี้ไม่เป็ไรแล้ว” เสิ่นทิงหงรู้สึกดีไม่น้อย เ้าตุ้ยนุ้ยนี่รู้จักใส่ใจดีทีเดียว
“ทำไมถึงได้ไม่ระวังขนาดนี้เนี่ย” น้ำเสียงของฟางจัวเป็กังวลไม่น้อย
“เพราะเธอไม่ระวังที่ไหนกัน ใครไม่รู้บ้างว่าเธอระวังเื่ผิวหน้าที่สุด เป็เพราะโดนคนอื่นผลักต่างหากเล่า” เสิ่นชิงชิงโกรธเมื่อพูดถึงเื่นี้
“ใคร?” ฟางจัวดูสีหน้าไม่สู้ดีแล้ว
“รู้แล้วจะทำอะไรได้ ฟางจัวหรือนายจะไปช่วยทิงหงแก้แค้น?” เสิ่นชิงชิงพูดล้อกลับไป
“ไม่ใช่ ไม่ใช่…” หูฟางจัวเริ่มขึ้นสีแดง ตัวเองก็เป็คนขาว ๆ อ้วน ๆ เหมือนกัน ครู่เดียวตัวก็แดงยังกับหมูที่ถูกถอนขน
“ไป ไป รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ ถ้ายังไม่รีบอีกจะสายแล้วนะ” ฟางจัวรู้สึกอาย แต่ก็แอบมองไปทางเสิ่นทิงหง จากนั้นก็รีบเปลี่ยนเื่
พอมองไปยังแผ่นหลังของฟางจัวที่เดินอยู่ข้างหน้า เสิ่นชิงชิงก็พึมพำว่า “ฉันว่าฟางจัวมีอะไรแปลก ๆ ไปนะ”
เสิ่นทิงหงก็รู้สึกได้ ถ้าเดาไม่ผิดเ้าตุ้ยนุ้ยฟางคนนี้น่าจะชอบเ้าของร่างเดิมอยู่ละมั้ง
ถึงชาติที่แล้วจะไม่เคยมีแฟนมาก่อน แต่ก็เคยเห็นในโทรทัศน์มาเยอะ ท่าทางของฟางจัวน่ะ ไม่ต่างอะไรกับพวกเพิ่งมีความรักเลย
ทั้งสามเดินเข้าห้องเรียนไป สมัยนี้ยังถือเื่ความต่างระหว่างชายหญิงอยู่ ดังนั้นผู้หญิงก็นั่งอยู่กับผู้หญิง ผู้ชายนั่งกับผู้ชาย
เสิ่นชิงชิงกับเสิ่นทิงหงนั่งโต๊ะตัวเดียวกัน โต๊ะด้านหลังเป็ฟางจัวกับเพื่อนผู้ชายอีกคน ส่วนโต๊ะด้านหน้าเป็ผู้หญิงสองคน
เพิ่งเดินเข้าห้องเรียนไม่ทันไร ครูประจำชั้นก็เดินตามเข้ามา กวาดสายตาไปทั่วห้องรอบหนึ่งแล้วเริ่มสอนทันที
ระหว่างคาบเสิ่นทิงหงถูกครูถาม เธอก็ตอบได้ถูกต้องทั้งหมด
หนึ่งเพราะมีความทรงจำของร่างเดิมอยู่ สองคือในโลกก่อนนั้นเสิ่นทิงหงได้เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย อย่างไรก็ได้ชื่อว่าเรียนจบมาแล้ว
ถึงจะไม่ได้ทำแบบฝึกหัดมานาน แต่ความรู้ระดับมัธยมในยุคนี้ก็ไม่ได้ยากนัก ่ที่พักรักษาตัวก่อนหน้านี้ เสิ่นทิงหงก็เคยลองทำแบบฝึกหัดดู
คุณครูพอใจมาก บอกให้เสิ่นทิงหงนั่งลงได้
“เธอนี่ร้าย*[1]จริง ๆ บอกมานะ แอบไปทบทวนลับหลังฉันมาใช่ไหม?” ่ปิดเทอมหน้าเก็บเกี่ยว เสิ่นชิงชิงก็เอาแต่เล่น ไม่ได้ทบทวนอะไรเลย พอเปิดเรียนมาเลยยังตามไม่ค่อยทัน
คุณครูเริ่มใช้สายตากวาดไปทั่วห้องอีกครั้ง เพื่อหาเป้าหมายคนต่อไป
เสิ่นชิงชิงพึมพำ “อย่าเห็นฉันนะ อย่าเห็นฉัน!”
เสิ่นทิงหงรู้สึกขำ เพราะเหมือนว่าเพื่อนสาวจะดวงไม่ค่อยดี ถูกคุณครูเรียกให้ตอบจนได้
ยังดีที่คำถามในรอบนี้ไม่ได้ยากเหมือนคำถามของเสิ่นทิงหง ถึงจะติด ๆ ขัด ๆ แต่เสิ่นชิงชิงก็ยังตอบได้
พอนั่งลงก็ถอนหายใจออกมาได้อย่างเบาใจ
“ขนาดนั้นเลย?” เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าสาวน้อยคนนี้ทำท่าราวกับว่าร้องงิ้ว
“นี่มันมากเกินไปนะ เธอไม่รู้หรือไง หล่อนเป็นางมารนะ ถ้าวันนี้ฉันตอบไม่ได้ขึ้นมา คงได้เข้าไปอยู่ในห้องพักครูสักสองสามวันแน่”
เสิ่นชิงชิงบ่นเบา ๆ
ขณะเดียวกัน ชาติก่อนเสิ่นทิงหงเริ่มทำงานมานานแล้ว พออยู่ ๆ ต้องกลับมาเรียนก็ทำให้รู้สึกแปลกไม่น้อยเลย
แล้วยังบรรยากาศของห้องเรียนในยุคสมัยนี้อีก ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ กระดานดำ และม้านั่ง เป็แบบเก่าทั้งหมด กระดานดำก็ไม่รู้ว่าทำมาจากอะไร ดู ๆ ไปไม่มีคุณภาพเท่าของสมัยใหม่เลย
ห้องเรียนที่เสิ่นทิงหงเข้าเรียนในชาติก่อนกระดานก็เป็ระบบดิจิตอลแล้ว ซึ่งถือว่าล้ำสมัยมาก
แต่ถ้าพูดถึงเื่บรรยากาศในห้องเรียน เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าในอนาคตกลับสู้ตอนนี้ไม่ได้
มีอย่างน้อยถึงร้อยละแปดสิบของนักเรียนในห้องที่ตั้งใจฟังครูสอน เพราะคนที่มีโอกาสมาเรียนในสมัยนี้ ถือว่าโชคดีมากแล้ว
[1] ร้ายในที่นี้ มีความหมายสองแง่ คือทั้งชมว่าเก่ง และ แอบร้าย (เชิงหยอกล้อ)