บทที่ 31
เมตตาสำหรับธุรกิจ
เมืองแห่งนี้ผู้คนมักเดินทางผ่านมาแล้วผ่านไปไม่มีใครคิดอยู่นานเกินจำเป็ ถึงจะเป็จุดเติมเสบียงที่ใกล้ที่สุดสำหรับเดินทางไปยังอาณาจักรโทแพซที่ถูกปกครองโดยสตรีผู้มีพลังพิเศษเหมือนกับเมืองอื่นๆ แต่กลับถูกละเลยจากเมืองหลวง เนื่องจากเส้นทางบนบกนั้นเดินทางยากลำบากจึงทำให้เมืองท่าแห่งนี้ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็หุบเขา และป่ารกทึบ ผู้คนจึงนิยมเดินทางทางน้ำเพื่ออ้อมไปเทียบท่าอีกฝั่ง ถึงแม้จะเป็ระยะทางไกลแต่ความคล่องตัวในการเดินทางนั้นมีมากกว่า
อีกสิ่งที่ขึ้นชื่อของสถานที่แห่งนี้เห็นจะเป็แหล่งซ่องสุมโจรชั้นดี ผู้เดินทางน้อยประสบการณ์มักตกเป็เหยื่ออยู่บ่อยครั้ง จึงเปิดโอกาสให้ชายชื่อดันเต้ได้เข้ามาทำธุรกิจอันดำมืด ั้แ่ค้ามนุษย์ ลักพาตัว ไปจนถึงรีดไถค่าคุ้มครองจากนักเดินเรือ ทำให้เขาเป็ผู้คุมเมืองเื้ัก็ไม่ปานใครที่มีปัญหากับพรรคพวกของเขามักจบไม่สวยอยู่เสมอ
ภายในบาร์เหล้าเก่าๆมีบรรยากาศไม่น่าไว้วางใจ ชายฉกรรจ์จำนวนหลายสิบคนนั่งดื่มสุราอย่างสบายอารมณ์ พวกเขาทั้งหมดมีจุดร่วมกันเพียงจุดเดียวนั่นคือบ่วงคอเหล็กดูน่าอึดอัดกับอาวุธที่พกติดตัวครบคน ดูแล้วคล้ายกองกำลังขนาดย่อมยามพักผ่อนแต่ขาดความเป็ระเบียบแบบเห็นได้ชัด
ชายผู้ดูอารมณ์ดีเดินผิวปากเข้ามาภายในร้านผู้คนต่างยกแก้วเหล้าให้ โดยมีชายชราในชุดผ้าไหมเดินตามมาติดๆ พร้อมกับชายอีกสี่คนปิดทางด้านหลัง ทั้งคู่เดินขึ้นไปยังบันไดวนในส่วนด้านหลัง มาถึงบริเวณชั้นสองที่เป็ห้องสี่เหลี่ยมโทรมๆมีเพียงโต๊ะตัวหนึ่งกั้นกลางกับเก้าอี้ไม้เก่าๆสามตัวหันหน้าเข้าหากัน
"ไม่ต้องเกรงใจนั่งก่อน" ดันเต้เชื้อเชิญให้กัปตันครูซนั่ง แล้วเดินแบบสบายอารมณ์ไปนั่งอีกฝั่งของโต๊ะที่ดูสกปรก ดันเต้เป็นักธุรกิจอารมณ์ดีขัดตรงตามพื้นหรือขอบเก้าอี้มีรอยเืแห้งกรังให้เห็นเป็หย่อมๆดั่งเป็การข่มขวัญผู้มาเยือนห้องทำงานของเขา
"ว่ายังไงกัปตันครูซ ท่านเดินทางมาถึงที่นี่หวังว่าคงมีข่าวดีสินะ" ดันเต้ประสานมือสองข้างเข้าหากันถูมันไปมา บ่วงคอขยับตามเป็ระยะ
"สินค้าทั้งหมดอยู่ใต้ท้องเรือ มันทั้งหมดจะเป็ของท่าน" กัปตันพูดโดยไม่มองใบหน้าคู่สนทนาแววตาของเขาเคลื่อนลงต่ำ ดันเต้มีสีหน้าครุ่นคิดตามมาด้วยสีหน้ารู้สึกผิดหวัง
"ที่เราตกลงกันมันไม่ใช่แบบนี้นี่กัปตัน" น้ำเสียงของดันเต้ดูเปลี่ยนไปรอยยิ้มของเขาหุบลง
"สิ่งนี้ต่างหากที่เราตกลงกัน...ไม่ใช่หรือ" ดันเต้เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพร้อมควักเหรียญทองขึ้นมาจากกระเป๋าหนึ่งเหรียญ แล้ววางมันไว้บนโต๊ะเบาเบาปลายนิ้วเคาะไปมาเป็จังหวะ
"มันมีปัญหานิดหน่อย ระหว่างแลกเปลี่ยนสินค้าที่อาณาจักรเทอร์ควอยซ์ทำให้การแลกเปลี่ยนไม่เสร็จสิ้น...จึงได้เป็ตัวสินค้ามาแทน"
"น่าผิดหวัง น่าผิดหวัง" ดันเต้ส่ายหัวจ้องมองเหรียญบนโต๊ะ
"มูลค่าทั้งหมดของมัน มากกว่าที่เราตกลงกันไว้เสียอีก" ชายชราพยายามเสริม
"ผิดแล้วๆ ท่านกำลังบอกให้พวกเราไปเร่ขายของอย่างนั้นหรือ ท่านหัวหน้าสมาคมพ่อค้า...เื่การค้าขายมันควรเป็หน้าที่ของท่าน ไม่ว่าท่านจะพบเจอปัญหาอะไรมามันก็ไม่ใช่หน้าที่ของเรา" ดันเต้เอียงคอแสดงท่าทีอย่างช่วยไม่ได้ พร้อมล้วงควักเหรียญทองขึ้นมาวางไว้อีกเหรียญ
"สิ่งนี้ต่างหาก ที่เราตกลงกันไว้"
"ถ้างั้นอาจจะต้องรอหน่อย...ฉันจำเป็ต้องกระจายสินค้าออกไป มันคงใช้เวลาไม่นานนัก อาจต้องใช้เรือซักหนึ่งลำเพื่อขนถ่ายสินค้ากลับไปยังสาขาหลัก"
ดันเต้ได้แต่ส่ายหัวเป็เชิงไม่ยอมรับบนใบหน้ากัปตันครูซเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา
"ทางเรารู้สึกผิดหวังกับท่านเป็อย่างมาก ยามท่านมาร้องขอความช่วยเหลือ พวกเราจัดแจงทุกอย่างให้ท่านดิบดี แล้วดูสิ่งตอบแทนที่ท่านมอบให้สิ..."
"มันไม่ใช่แบบนั้น!" กัปตันครูซทนไม่ไหวอีกต่อไป ถึงแม้อะไรหลายอย่างมันจริงตามนั้นไม่ว่าการทำธุรกิจใดใดเขาไม่ได้คิดจะคดโกง สำหรับเื่นี้ก็เช่นกันเขาพยายามที่จะแก้ไขมันให้ถูกต้อง
ดันเต้แทบไม่สนใจกับท่าทีของชายชรา เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปยังบริเวณหน้าต่างชายทั้งสี่หลบทางให้เป็อย่างดี สายตาสอดส่องเหมือนกำลังรออะไรบางอย่างจ้องมองไปยังท่าเรือด้านนอก ใบหน้าอันหล่อเหลาเกิดรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง
"น่าเสียดาย...หัวหน้าสมาคมการค้าต้องจบชีวิตลงกลางทะเลอย่างโดดเดี่ยวเหมือนกับกับอะไรนะ..." ดันเต้พยายามคิดหาคำที่ติดอยู่
"อ้อ! นึกออกแล้ว เหมือนกับคู่แข่งทางการค้าของเขาที่กำลังเดินทางไปอาณาจักรเทอร์ควอยซ์ เพื่อขอเปิดเส้นทางการค้ากับองค์หญิงลึกลับ" เขาเดินวกกลับมาบีบไหล่ทั้งสองข้างของกัปตันเบาๆ
"ว่าไงนะ!?"
"ก็จบชีวิตเหมือนคนที่ท่านร้องขอให้ทางเรากำจัดทิ้งยังไงล่ะ...ท่านช่างไม่มีเมตตาในการทำธุรกิจเสียเลย..." แรงบีบนั้นรุนแรงขึ้น แม้ไม่ได้หันไปมองก็รู้สึกได้ถึงความอันตรายที่กำลังก่อตัวขึ้น ชายชรารู้สึกคิดผิดเป็อย่างมากที่เริ่มติดต่อทำธุรกิจกับชายผู้นี้ในทีแรก
"แต่ถ้าฉันตายไป! แกจะไม่ได้เงินเลยแม้ซักเหรียญเดียว" ดันเต้คลายแรงบีบออกเดินกลับมานั่งที่เดิม
"จบเื่แล้ว..." เขาไม่สนใจชายชราอีกต่อไป ชายพกอาวุธสองคนเดินเข้ามาคุมตัวหัวหน้าสมาคมการค้าไว้ มือชายหนุ่มเก็บเหรียญทั้งสองบนโต๊ะเข้ากระเป๋าดังเดิม
"เชิญลูกค้าอีกท่านเข้ามาได้" ดันเต้ตบมือเบาๆเป็เชิงให้สัญญาณ ชายสองคนคล้องแขนกัปตันครูซเอาไว้แล้วลากลงจากเก้าอี้แบบไม่ใยดีจนก้นกระแทกพื้นอย่างจัง
ชายอีกคนเดินสวนเข้ามาทันที เขาซับเหงื่อด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กเหลือบมองหัวหน้าสมาคมเล็กน้อยแล้วรีบหลบสายตามาทางดันเต้ที่กำลังยิ้มต้อนรับด้วยมิตรไมตรี
"เชิญนั่งก่อน...ท่านรองหัวหน้าสมาคม..." ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยรอยยิ้ม จับไม้จับมือชายร่างท้วมในชุดผ้าไหมราคาแพงมือข้างที่ถือผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเหงื่อจนชุ่มสั่นเบาๆ
"ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของหัวหน้าของท่าน ทางเราพยายามค้นหาเต็มที่แล้ว แม้แต่ซากเรือทางเราก็ไม่พบ ส่วนสินค้าบนเรือสงสัยจะถูกน้ำพัดไปหมดช่างเป็เื่น่าเสียดาย ทางเราขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียในครั้งนี้ด้วย"
"ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร" ชายชราร่างท้วมมีท่าทีดูประหม่ารีบหยิบถุงหนักอึ้งข้างตัวมาวางไว้บนโต๊ะมันมีน้ำหนักมากพอสมควร เมื่อถุงดังกล่าวถูกวางไว้บนโต๊ะเสียงเหรียญก็กระทบกัน มันช่างเป็เสียงไพเราะสำหรับชายหนุ่มอารมณ์ดีเสียจริงเขาผิวปากหนึ่งทีด้วยความเคยชิน
“ทางเรายินดีเป็อย่างมากที่ได้ทำธุรกิจร่วมกับท่าน” ดันเต้รีบโกยถุงเหรียญมาวางไว้บนตัก
"แกมันไอ้สารเลว!" ชายชราคำรามลั่น ดันเต้เห็นดังนั้นจึงรีบโบกมือไล่ลูกน้องของเขาให้รีบพาตัวออกไป เกรงว่าลูกค้ารายนี้จะรู้สึกอึดอัดใจ
"เอ่อ...ตอนนี้ทางเราคงต้องเรียกท่านว่าหัวหน้าสมาคมแล้วสินะ" อดีตรองหัวหน้ามีท่าทีเขินกับคำเรียกเมื่อครู่ กับรอยยิ้มของชายหนุ่มที่มอบให้ด้วยความยินดี
ด้านนอกบาร์เหล้ากัปตันครูซถูกหิ้วปีกออกมา เขาพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ไม่สามารถสู้แรงชายทั้งสองได้ สายตาของเขาเบิกกว้าง เมื่อเห็นเรืออันน่าภาคภูมิใจของตนกำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงควันสีดำลอยขึ้นเหนือผืนน้ำ เขาแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว สิ่งที่เปรียบเสมือนจิติญญาของตนถูกเผาไหม้จนหมดสิ้น ภายในใจของเขามีแต่ความแค้นกับสิ่งที่สร้างมาทั้งหมดถูกทำลายลงในชั่วพริบตา