เกิดใหม่ครานี้ข้าจะเหยียบย่ำพวกเจ้าเอง

    ตอนที่ 35 อาวุธสำหรับคนในครอบครัว

    ตอนที่35 อาวุธสำหรับคนในครอบครัว


    ข่าวได้สร้างความตื่นตะลึงและเกิดการพูดคุยกันเป็นวงกว้างทั้งคนที่สงสารและคนซ้ำเติมในโชคร้ายของซ่งจูหว่าน


    “ฉันว่าต้องเป็นเพราะเธอทำอะไรที่ไม่ดีมาแน่นอน”


    “สงสัยจะเครียดที่เลิกกับกู้เจ๋ออ้าย”


    “หมดกันภาพลักษณ์ดอกไม้โรงเรียน”


    “ไม่ใช่ดอกไม้โรงเรียนนานแล้วอันที่จริงซ่งเย่สวยกว่าซ่งจูหว่าน”


    “น่าสงสารซ่งจูหว่านจังเลย”


    “สมน้ำหน้าชอบทำตัวเย่อหยิ่งดีนัก”


    “ดูวิดีโอแล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นเธอ”


    “บอกแล้วว่าเธอไม่ใช่คนดี”


    ด้านกู้เจ๋ออ้ายที่นั่งทานข้าวกับเพื่อนชายอีกสองคน


    เขาก้มหน้าและยิ้มมุมปากเล็กน้อยพลางคิดในใจว่า


    “เราคิดถูกต้องแล้วที่บอกเลิกกับเธอไม่งั้นคงขายหน้ามากกว่านี้ เมื่อก่อนเราตามืดบอดได้อย่างไร?”


    ด้านซ่งเย่ที่กำลังทานอาหารกับเพื่อนๆพลันมีเสียงกรีดร้องดังของซูฉีที่ตื่นเต้นจนระงับไว้ไม่อยู่


    “อ๊าไอดอลของฉันจะมาโรงเรียนเราวันจันทร์หน้านี้แล้ว”


    เสียงของซูฉีเรียกความสนใจของเพื่อนนักเรียนชายหญิงหลายคนที่อยู่ในโรงอาหาร


    และทุกคนต่างหยิบโทรศัพท์มือถือของตนมาตรวจสอบข่าวของดาราขวัญใจตนเองกันอย่างคึกคัก


    “จริงด้วยตารางของเล่อหมิงซีจะมาทดสอบหน้ากล้องวันจันทร์นี้”


    “อี้อี้จะมาด้วยไหม?”


    “โรงเรียนจะหยุดเรียนไหม?”


    “ไอดอลมาโรงเรียนพวกเราแล้ว”


    “ฉันจะไปเชียร์สามีสุดหล่อของฉัน”


    “ผมจะไปให้กำลังใจภรรยา”


    “โรงเรียนของเราจะมีสีสันมากขึ้น”


    “ไม่ดีเลยพวกนักข่าวก็จะพากันแห่มาที่โรงเรียน”


    “นั่นสิโรงเรียนวุ่นวายแน่ๆ”


    “โรงเรียนต้องมีประกาศหยุดเรียนแน่นอน”


    ซ่งเย่กวาดสายตามองทั่วโรงอาหารอย่างแปลกประหลาดใจ


    และเห็นพฤติกรรมของนักเรียนชายหญิงที่พูดคุยเรื่องของไอดอลตนเองอย่างมีความสุข


    นั่นเป็นเพราะว่าซ่งเย่ไม่เคยมีช่วงเวลาเหมือนวัยรุ่นทั่วไปในชีวิตก่อน


    เธอเป็นแค่คนขี้ขลาดอ่อนแอที่เป็นลูกไล่และเด็กรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของซ่งจูหว่าน


    ไม่ว่าซ่งจูหว่านจะสั่งให้เธอทำอะไรเธอจะกระตือรือร้นทำอย่างเต็มที่เพื่อหวังว่าซ่งจูหว่านและญาติๆจะพอใจ


    แต่อนิจจา!


    สุดท้ายเธอถูกซ่งจูหว่านหลอกให้ออกไปหาข้างนอกบ้านโดยอ้างว่าซ่งจูหว่านถูกกู้เจ๋ออ้ายทำร้าย


    แต่กลับกลายเป็นว่าซ่งจูหว่านเตรียมอันธพาลหลายคนเข้าทำร้ายเธอโดยการทุบตีจนเสียชีวิต


    ส่วนซ่งจูหว่านแสดงความโหดเหี้ยมด้วยการใช้มีดกรีดใบหน้าของเธอทั้งซ้ายและขวา


    และนั่งจ้องหน้าเธอด้วยความอาฆาตแค้น


    “ฉันเกลียดนักใบหน้าสวยๆของเธอต่อไปฉันจะไม่ได้เห็นหน้าที่น่ารังเกียจนี้อีกต่อไป ไปตายซะ ซ่งเย่!”


    ซ่งจูหว่านเกลียดชังใบหน้าของซ่งเย่ที่สวยงามกว่าเธอซึ่งดึงดูดความสนใจของนักเรียนคนอื่น


    รวมทั้งบางครั้งกู้เจ๋ออ้ายแสดงความสนใจซ่งเย่ลับหลังซึ่งทำให้เธอยอมรับไม่ได้และต้องการทำลายซ่งเย่


    “โอ๊ย!กรี๊ด! อย่า...อย่าทำฉันเลย ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันกลัวแล้วฉันกลัวแล้ว ยอมแล้ว ยอมแล้ว ยอม.....”


    ด้านซ่งเย่รู้สึกเจ็บปวดและผิดหวังที่ได้รับการกระทำตอบแทนจากซ่งจูหว่านอย่างโหดร้ายเช่นนี้


    ห้วงลมหายใจสุดท้ายก่อนตายเธอเหลือบมองเห็นกู้เจ๋ออ้ายเดินมาหาซ่งจูหว่านและถามอย่างไร้หัวใจว่า


    “ระวังเธอจะตายนะหว่านเอ๋อร์”


    “ไม่ต้องกังวลค่ะเจ๋ออ้ายพวกพี่ๆเขาจะจัดการให้เรียบร้อยเอง”


    จากนั้นซ่งเย่เห็นกู้เจ๋ออ้ายโอบประครองซ่งจูหว่านอย่างทะนุถนอมและหันหลังเดินจากไปอย่างไม่แยแส


    ซ่งเย่สิ้นลมหายใจอย่างเดียวดายด้วยดวงตาเบิกกว้างจ้องมองแผ่นหลังของทั้งคู่ที่เดินห่างออกไปไกลมากขึ้น


    “ชีวิตนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”ซ่งเย่พึมพำเบาๆพลางยกยิ้มมุมปากด้วยความสุขที่ได้มีโอกาสแก้แค้นซ่งจูหว่าน


    เมื่อหันหน้ากลับมาพลันเห็นเกาเฉินอ้าปากค้างตกตะลึง


    ซ่งเย่ขมวดคิ้วและถามอย่างสงสัยที่เห็นเกาเฉินมีท่าทางเช่นนั้น“เป็นอะไร?”


    “เอ่อ มะไม่เป็นไร” เกาเฉินเกาหัวตัวเองด้วยความเขินอาย


    นั่นเป็นเพราะว่าเขาตะลึงที่เห็นซ่งเย่ยิ้มเป็นครั้งแรกและทำให้เขาตื่นตะลึงหัวใจของเขาเต้นรัวแรง


    เกาเฉินรู้สึกว่านับวันซ่งเย่สวยมากขึ้นเรื่อยๆ


    แต่อีกใจหนึ่งรู้สึกหดหู่เศร้าใจที่มีชายหนุ่มหล่อเหลามาใกล้ชิดกับเธอ


    ซ่งเย่ไม่ได้สนใจกับท่าทางของเกาเฉินแต่อย่างใดและทานข้าวต่ออย่างสบายใจ


    ส่วนซูฉีเวลานี้ไม่สนใจทานข้าวเพราะมัวแต่ดูข่าวของไอดอลชายที่ชื่นชอบจนถูกเป่ยกวงก่อกวนด้วยความหมั่นไส้


    “ทานข้าวได้แล้วคร๊าบผมทานไม่อร่อยแล้วอ่ะ ขอร้องล่ะคุณแฟน”


    เป่ยกวงพูดอ้อนวอนเรียกร้องความสงสารจากซูฉีพลางทำหน้าเศร้าซึม


    ซูฉีหันหน้ามาเห็นแฟนตนเองทำหน้าน่าสงสารเธอกลั้นขำเล็กน้อยและตอบว่า


    “อย่ากวนฉันสิทานก็ได้ ฮึ่ม” ซูฉีขู่เป่ยกวงเล็กน้อยพองาม


    เพื่อนๆต่างพากันมองบนอย่างเบื่อหน่ายกับการให้อาหารสุนัขจากเป่ยกวงและซูฉีที่นับวันจะแสดงออกมากขึ้น


    หลังจากทานอาหารอิ่มแล้ว


    ทุกคนเดินเล่นรอบโรงเรียนก่อนเข้าเรียนภาคบ่าย


    เมื่อถึงวิชาอิสระที่ซ่งเย่ยังคงติววิชาคณิตศาสตร์เช่นเคย


    แต่ปรากฏว่าวันนี้เพื่อนๆให้ความร่วมมือและสามารถทำโจทย์ตัวอย่างคณิตศาสตร์ที่ซ่งเย่สาธิตบนกระดานได้รวดเร็วและ

    แม่นยำมากขึ้น


    เมื่อถึงเวลา15.30 น. ทุกคนเก็บข้าวของใส่กระเป๋ากันอย่างรู้งาน


    ซ่งเย่สังเกตว่าการแต่งกายของเพื่อนๆห้องสามเปลี่ยนไป


    นั่นคือบางคนเตรียมชุดกีฬามาเปลี่ยนหลังทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว


    แต่บางคนเปลี่ยนมาใส่ชุดกางเกงและรองเท้าผ้าใบมาเรียนตั้งแต่เช้า


    ซ่งเย่พยักหน้าอย่างพึงพอใจกับความพร้อมที่จะเรียนรู้จากเพื่อนๆ


    เมื่อนักเรียนห้องสามเดินตามกันเป็นขบวนไปถึงสนามกีฬา


    พวกเขาพลันพบกับรุ่นน้องปีหนึ่งและปีสองจำนวน10 คนมายืนรออย่างกระวนกระวายใจ


    นักเรียนหญิงปีหนึ่งคนหนึ่งเดินมาถามกับตันจิ่วหัวหน้าห้องสามอย่างสุภาพว่า


    “เอ่อรุ่นพี่ค่ะ พวกเราขอวิ่งท่องจำสูตรคณิตศาสตร์ด้วยได้ไหมค่ะ?”


    ตันจิ่วไม่ตอบแต่เขาหันหน้าไปมองซ่งเย่เป็นเชิงถามความคิดเห็นของเธอ


    ซ่งเย่รับรู้กับท่าทางของตันจิ่วจึงแนะนำรุ่นน้องหญิงอย่างเป็นมิตรว่า


    “วิ่งด้วยได้แต่ต้องท่องเฉพาะสูตรที่ใช้ในบทเรียนของชั้นปีตนเองก็พอแต่ถ้าวิ่งไปพร้อมๆกันอาจได้ยินเสียงของรุ่นพี่ที่

    ท่องสูตรต่างกันจะทำให้สับสนได้นะ”


    เธอไม่ต้องการให้รุ่นน้องสับสนกับเสียงของห้องสามและต้องฝืนท่องสูตรที่ยากและซับซ้อนเกินไป


    “ได้ค่ะรุ่นพี่ขอบคุณมากค่ะ” นักเรียนหญิงกล่าวขอบคุณซ่งเย่อย่างจริงใจ


    จากนั้นนักเรียนหญิงเดินกลับไปหากลุ่มเพื่อนที่รอฟังผลการพูดคุยอยู่อย่างกระวนกระวายใจ


    “รุ่นพี่อนุญาตให้พวกเราร่วมได้แต่ต้องท่องสูตรที่เรียนในชั้นเรียนของพวกเราก็พอแต่ถ้าพวกเราวิ่งไปพร้อมกับพวกรุ่นพี่

    ในเวลานี้พวกเราอาจสับสนได้เพราะเป็นคนละสูตรกันฉันว่าพวกเราวิ่งกันตอนเช้าก่อนเข้าเรียนดีไหม?”


    “ตกลง”นักเรียนชายหญิงของชั้นปีหนึ่งและสองพยักหน้าพร้อมกันอย่างเข้าใจกับคำแนะนำนั้น


    “เอาล่ะทุกคนเริ่มได้” ตันจิ่วส่งสัญญาณให้กับเพื่อนๆให้เริ่มวิ่งกันได้หลังจากแต่ละคนยืดเหยียดกล้ามเนื้อกันแล้ว


    ซ่งเย่วิ่งตามหลังรั้งท้ายเพื่อตรวจสอบสภาพร่างกายของเพื่อนๆและคอยช่วยเหลือคนที่อาจได้รับบาดเจ็บ


    ส่วนการท่องสูตรคณิตศาสตร์นั้นทุกคนทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ


    ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ประหลาดของนักเรียนโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง


    นั่นคือมีนักเรียนชายหญิงชั้นปีสามห้องอื่นที่อยากพิสูจน์ว่าเทคนิคของซ่งเย่ได้ผลจริงหรือไม่?!


    จึงมีนักเรียนชายหญิงของชั้นปีสามห้องอื่นๆทยอยมาร่วมวิ่งอีกสิบกว่าคน


    “สูตรหนึ่งว่าด้วย.....”


    “สูตรสองว่าด้วย.....”


    “สูตรสามว่าด้วย.....”


    “สูตรสี่ว่าด้วย.....”


    “สูตรห้าว่าด้วย.....”


    เสียงตะโกนและเสียงวิ่งดังลั่นสนามกีฬาและทำให้นักเรียนคนอื่นๆของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองกรีนให้ความสนใจ

    และชี้นิ้วเชิญชวนเพื่อนนักเรียนคนอื่นให้ดูภาพนักเรียนวิ่งเป็นกลุ่มที่มีชีวิตชีวานั่น


    เมื่อถึงเวลา16.30 น.


    เย็นวันนี้ไม่มีนักเรียนห้องสามคนใดที่ยังท่องจำไม่ได้และต้องวิ่งเลยเวลาเลิกเรียน


    ทุกคนเริ่มปรับตัวและชินกับการวิ่งออกกำลังกายพร้อมกับท่องสูตรคณิตศาสตร์กันถ้วนหน้า


    ซ่งเย่โบกมือลาเพื่อนๆและแยกย้ายกันกลับบ้าน


    ……….


    เมื่อซ่งเย่กลับถึงวิลล่าซิงฝู


    เธอพบกับใบหน้าสดชื่นมีความสุขของยายและแม่


    “เย่เอ๋อร์หลานรักของยาย วันนี้คุณตาลืมตาขึ้นมาแล้วแต่ยังพูดลำบากอยู่บ้าง”


    ม่อฮวาเดินมาจับมือของซ่งเย่และพูดเสียงสะอื้นด้วยความสุข


    “ใช่ๆคุณตาใกล้จะได้กลับมาอยู่กับพวกเราแล้ว” เส้าม่านเอ๋อจับมืออีกข้างของลูกสาวตนเอง


    “ดีแล้วค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้ารับรู้และคิดวางแผนที่จะไปซื้อสมุนไพรมาเตรียมไว้ให้คุณตา


    “คุณตาจะได้กลับมาวันไหนค่ะ?” ซ่งเย่ถามยายและแม่


    “หมอบอกว่าให้ร่างกายคุณตาฟื้นตัวดีขึ้นกว่านี้อีกหน่อยและทำกายภาพบำบัดก่อนค่อยกลับบ้านถ้าร่างกายตอบสนองได้

    ดีคงเป็นวันเสาร์นี้จ๊ะ” เส้าม่านเอ๋อตอบลูกสาวโดยตรง


    “ดีค่ะ”ซ่งเย่ตอบรับข้อความที่แม่บอกกับเธออย่างยินดี


    จากนั้นซ่งเย่ขอตัวไปห้องปฏิบัติการหลังวิลล่า


    เธอมีแผนจะทำปืนเข็มสำหรับให้พ่อแม่และตายายไว้ใช้ป้องกันตัว


    เพราะว่าเธอมีอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการที่พร้อมทำขึ้นได้ทันที


    ส่วนอาวุธแบบอื่นๆเช่นอาวุธที่ใช้กลิ่นหรือแบบอื่นนั้น ซ่งเย่วางแผนหารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับทุกคนอีกครั้ง


    “เย่เอ๋อร์ทานข้าวก่อนลูก” เส้าม่านเอ๋อเดินมาเรียกหน้าห้องปฏิบัติการ


    เธอเข้าใจในพฤติกรรมของลูกสาวโดยอัตโนมัติว่าเมื่อใดที่ซ่งเย่ทำงานในห้องปฏิบัติการนั้น


    ซ่งเย่จะจริงจังและไม่ชอบให้ใครเข้าไปรบกวนแต่อย่างใด


    มีครั้งหนึ่งที่เธอเข้าไปโดยไม่บอกซ่งเย่ก่อนทำให้ต้องเจอกับการขมวดคิ้วของลูกสาวตนเอง


    เส้าม่านเอ๋อที่รักลูกมากจึงพยายามทำให้ซ่งเย่สบายใจและมีความสุขมากที่สุดเพื่อชดเชยเวลาที่ไม่ได้อยู่ร่วมกัน


    เธอจึงปรับตัวเองให้เป็นแบบฉบับคุณแม่ยุคใหม่แทน


    แต่อันที่จริงเส้าม่านเอ๋อไม่รู้ว่าซ่งเย่แค่โมโหให้ตัวเองที่ไม่ดูเวลาจนทำให้แม่มาส่งเสียงเรียกแบบนี้


    “ค่ะ”ซ่งเย่รับคำก่อนหยุดงานที่กำลังทำไว้ชั่วคราว


    จากนั้นเธอไปทานอาหารเย็นกับครอบครัวอย่างมีความสุข


    หลังทานอาหารเย็นอิ่มแล้ว


    ซ่งเย่กลับมาทำปืนเข็มที่ค้างไว้ในห้องปฏิบัติการต่อ


    “วู้ปืนเข็มรุ่นใหม่นี่ใช้เวลามากทีเดียว แต่ใช้งานง่ายเหมาะกับทุกคน”


    ซ่งเย่บ่นพึมพำแต่พยักหน้าอย่างพอใจกับผลงานของตนเอง


    ปืนเข็มของซ่งเย่มีขนาดเล็กกว่าเดิมนั่นคือเป็นทรงกระบอกที่ปลายด้านหนึ่งเล็กกว่าอีกด้านเล็กน้อย


    มีขนาดกว้างแค่ 2เซนติเมตร ยาว 10 เซนติเมตร สูง 1 เซนติเมตร บรรจุเข็มได้มาถึง 200 เล่ม


    ซึ่งเข็มเหล่านั้นล้วนอาบยาพิษชนิดใหม่ที่เธอคิดค้นขึ้นเองจากการทดลองทางเคมี


    มันสามารถออกฤทธิ์ได้ทันทีภายใน3-5 วินาทีทำให้คนที่ถูกยิงเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว


    แต่ไม่กล้าใช้เข็มอาบยาพิษที่มีฤทธิ์รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในฉับพลันแบบที่เธอใช้เอง


    มีปุ่มขนาดเหมาะมือในจุดกึ่งกลางสามารถยิงได้ไกลถึง100 เมตรอย่างสบายๆ


    โดยทำเป็นแบบแขวนคอเหมือนสร้อยขนาดยาวที่มีสีเงินมองผิวเผินคล้ายเครื่องประดับแบบทันสมัย


    และมียาแก้พิษที่เธอเตรียมไว้กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอีกกระบอกละ10 เม็ด


    ซึ่งเป็นเม็ดขนาดแบนเล็กอยู่ในกล่องเล็กๆด้านล่างของปืนเข็ม


    จากนั้นเธอทำเป้าฝึกยิงเพื่อให้ครอบครัวได้ฝึกทักษะแม่นยำของการยิงปืนเข็ม


    “ขนาดเล็กเหมาะมือหวังว่าทุกคนจะสามารถใช้งานพวกมันได้อย่างง่ายดายและยิงแม่นกันนะ”


    อันที่จริงเธอไม่ต้องการทำอาวุธร้ายแรงเช่นนี้ถ้าไม่ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญจากองค์กรKA


    องค์กรที่มีเจตนาร้ายต่อคนในครอบครัวของเธออย่างชัดเจน


    นั่นทำให้เธอต้องหาหนทางปกป้องตนเองและครอบครัว


    เมื่อมองดูเวลาบนโทรศัพท์พบว่าตอนนี้เวลา23.50 น.


    ซ่งเย่ปิดคอมพิวเตอร์ปิดไฟในห้องปฏิบัติการและกลับห้องนอนโดยตรง


    ..........


    รุ่งเช้าซ่งเย่ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น


    เธอตั้งใจว่าวันนี้จะฝึกทักษะซาเซินครู่หนึ่งก่อนที่จะกลับมาสอนครอบครัวตนเองถึงวิธีการใช้ปืนเข็มไว้ป้องกันตนเอง


    เมื่อเวลา 05.30น. ซ่งเย่กลับมาถึงวิลล่า


    เวลานี้คุณยายตื่นขึ้นมาแล้ว


    ซ่งเย่เดินตรงไปหาคุณยายที่กำลังรดน้ำดอกไม้ในสวนหย่อมหน้าบ้าน“คุณยายค่ะ หนูมีอะไรให้คุณยายค่ะ”


    “หืออะไรหรือเย่เอ๋อร์?”ม่อฮวาขมวดคิ้วถามหลานสาวอย่างแปลกใจที่วันนี้เธอเป็นฝ่ายเดินเข้ามาคุยด้วย


    “มาทางนี้ค่ะแล้วหนูจะอธิบายให้ฟัง”ซ่งเย่ขี้เกียจอธิบายจึงตั้งใจจะสาธิตให้ยายเห็นเองดีกว่า


    ซ่งเย่จับจูงแขนยายตนเองอย่างกระตือรือร้น“เอ๊ะ หลานคนนี้มีอะไรจะเซอร์ไพรส์ยายเหรอ?”


    ม่อฮวาพูดพลางกลั้วหัวเราะขำกับท่าทางของหลานสาว


    เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงห้องปฏิบัติการ


    ซ่งเย่หยิบปืนเข็มที่เธอทำเป็นเหมือนสร้อยแขวนคอซึ่งสะดวกในการใช้งานมากกว่าเก็บไว้ในกระเป๋า


    เธอยื่นให้กับยายและอธิบายให้ฟังว่า


    “มันคือปืนเข็มที่อาบยาพิษหากยิงถูกคนร้ายจะทำให้เสียชีวิตภายใน3-5 วินาที ปุ่มกดปล่อยเข็มอยู่จุดกึ่งกลางตรงนี้ ส่วน

    ปุ่มบนนี้เป็นตัวปิดเปิดล็อกปืนเข็มนี้บรรจุ 200 เล่ม สามารถยิงได้ไกลถึง 100 เมตร แต่ต้องระวังให้ดีอย่าให้ถูกตัวเองแต่

    ถ้าบังเอิญเราถูกเข็มทิ่มเองจะมียาแก้ในกล่องลับด้านล่างตรงนี้มียาแก้อยู่ 10 เม็ดใช้แค่เม็ดเดียวก็พอค่ะ คุณยายลอง

    ทดสอบความแม่นยำดูไหมค่ะ?”


    ซ่งเย่พูดยาวๆเพื่ออธิบายอย่างละเอียดให้ยายเข้าใจมากที่สุด


    “ยายเข้าใจแล้วไหนล่ะเป้าที่จะทดสอบ?” ม่อฮวาพยักหน้าเข้าใจและให้ความร่วมมือกับหลานสาวเป็นอย่างดี


    เธอรู้สึกภูมิใจที่หลานห่วงใยความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว


    เนื่องจากเธอรู้ดีว่าตนเองและสามีเป็นเป้าหมายขององค์กรร้ายกาจอย่างองค์กรKA


    และการที่มีอาวุธได้ปกป้องตนเองย่อมดีกว่าพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ


    “ทางนี้ค่ะ” ซ่งเย่ชี้ไปที่เป้าที่ติดไว้บนผนังเรียบร้อยแล้ว


    “เอาล่ะยายจะลองยิงดูนะ”


    ม่อฮวาจับปืนเข็มขนาดเล็กในอุ้งมือแล้วทำท่าทางที่คิดว่าตนเองถนัดที่สุดก่อนเล็งเป้าและกดปุ่มปล่อยเข็มให้พุ่งออกมา


    “ฟิ๊ว ฟุ๊บ” ปรากฏว่าเข็มพุ่งปักเข้าวงกลมที่สองซึ่งมีรัศมีกว้าง4 เซนติเมตรได้อย่างแม่นยำ


    “ปรบมือ ปรบมือปรบมือ”ซ่งเย่ปรบมือให้กำลังใจคุณยายที่เพิ่งจะยิงครั้งแรกแต่สามารถเข้าเป้าได้ขนาดนี้


    เยี่ยมยอดมาก!


    น่าทึ่ง!


    นี่คือความสามารถของเอสเปอร์ใช่ไหม?!


    “คุณยายลองอีกไหมค่ะ?”ซ่งเย่อยากให้ยายได้ฝึกฝีมือให้แม่นยำมากกว่านี้


    “ได้สิ”ม่อฮวาตื่นเต้นเช่นกันและรู้สึกสนุกจึงตอบรับคำอย่างผ่อนคลาย


    เมื่อเธอเล็งเป้าเป็นอย่างดีแล้วพลันกดปุ่มปล่อยเข็มพุ่งออกไปทันที“ฟิ๊ว ฟุ๊บ”


    ปรากฏว่าคราวนี้เข็มปักเข้าที่เส้นคั่นระหว่างเป้าตรงกลางซึ่งเป็นตำแหน่งที่แม่นยำกว่าเดิมอีก1 เซนติเมตร


    “ดีไหม?”ม่อฮวาถามอย่างตื่นเต้นยิ่งกว่าเด็กที่ได้ของเล่นถูกใจ


    “ดีค่ะคุณยายดีกว่าครั้งแรก มันขยับเข้าไปใกล้จุดศูนย์กลางอีก 1 เซนติเมตร”


    “ดีเลยต้องให้ม่านเอ๋อมาลองดูบ้าง”


    ม่อฮวาแสดงความกังวลกับลูกสาวตนเองที่ไม่ได้เป็นเอสเปอร์และไม่มีทักษะพิเศษใดที่สามารถปกป้องตนเองได้


    “ดีค่ะหนูคงได้ฝากคุณยายช่วยฝึกฝนแม่ด้วยนะคะ”


    ซ่งเย่ถือโอกาสขอร้องให้ยายช่วยตนเองในการสอนและฝึกทักษะแม่ตนเองเพราะว่าจะเหมาะสมกว่า


    เธอเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการที่ยายและตาเป็นเอสเปอร์นั้น


    ทำให้ยายมีทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว


    “ได้สิไม่มีปัญหา” ม่อฮวาตอบรับด้วยความเต็มใจและทดสอบความแม่นยำของตนเองต่อไปอย่างตื่นเต้น


    จากนั้นซ่งเย่ปล่อยให้ยายทดสอบความแม่นยำของปืนเข็มครู่หนึ่งก่อนที่จะแยกตัวไปอาบน้ำแต่งตัว


    เพื่อเตรียมไปทานอาหารเช้าและไปโรงเรียน


    ……….


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครานี้ข้าจะเหยียบย่ำพวกเจ้าเอง ที่คุณอ่าน