หลังจากป๋ายฮวาคัดอักษรอยู่นาน เสียงพลิกตัวและเสียงเสียดสีของเสื้อผ้าในห้องด้านข้างก็ดังขึ้นตามเวลาเดิม หญิงสาวรีบวางพู่กันในมืออย่างรวดเร็วก่อนจะพยายามเพ่งสมาธิเพื่อตั้งใจฟังเสียงของเฟยหลง
ยามอิ๋นในทุกวัน เฟยหลงจะเ็ปจากสายฟ้า์ แต่เพราะการดื่มยานอนหลับสูตรปรับปรุงของนางทำให้จนถึงตอนนี้ห้องด้านข้างก็ยังคงมีเพียงเสียงขยับตัวเท่านั้น ท่ามกลางความกังวลและเป็ห่วงของนาง เวลาค่อยๆ เดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งครบครึ่งชั่วยามตามกำหนดของบทลงโทษจาก์
ดวงตาดอกท้อหลับตาลงเพ่งสมาธิตั้งใจฟังอีกครั้ง จังหวะลมหายใจของเฟยหลงแรงขึ้นระดับหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ค่อยๆผ่อนลงก่อนจะกลับมาเป็จังหวะบางเบาเหมือนเดิม ทำให้รู้ว่าตอนนี้เขากำลังนอนหลับสบายแล้ว ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“อืม ความเ็ปเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ยานอนหลับสูตรนี้คงสามารถบรรเทาอาการเ็ปได้อีกสัก 3 ปีเป็อย่างน้อย” หญิงสาวคำนวณเพราะรู้ดีว่าในทุกๆวันเกิดของเขา ความเ็ปจากสายฟ้าจะมากขึ้นในทุกปี หวังว่าเมื่อถึงวันที่เขาเติบใหญ่นางจะสามารถคิดค้นสูตรยาที่สามารถทำให้เขาไม่รู้สึกเ็ปมากเกินไปนัก
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบ ป๋ายฮวาจึงจัดห้องเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงไปห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าง่ายๆ ให้เฟยหลงตามเวลา ในใจคิดเรื่อยเปื่อยว่าควรจะดูแลเด็กชายให้เติบใหญ่อย่างไรดี เพราะนี่ก็เป็ครั้งแรกที่นางต้องดูแลใครสักคนเช่นกัน
หากคุณชายเติบใหญ่ นางต้องหาโอกาสจ้างบ่าวรับใช้เพิ่มให้คุณชายอีกสักคน การดูแลเฟยหลงไม่ใช่เื่ง่ายเลย แม้นางจะมีร่างกายเซียน ไม่กินไม่ดื่มไม่นอนพักได้ แต่ก็ยังเป็งานที่หนักพอสมควร ในทุกเช้าต้องเตรียมอาหารด้วยตัวเอง เตรียมน้ำร้อน ทำความสะอาดเรือน กว่าจะทำทุกอย่างเสร็จท้องฟ้าก็มืดและวนงานในวันใหม่ต่อไป
“เฮ้อ” หญิงสาวทอดถอนใจเฮือกใหญ่ เงาร่างเลือนรางนั่งยองข้างเตาไฟ มือหนึ่งเท้าคางด้วยความเบื่อหน่าย มือหนึ่งเพิ่มฟืนใส่ในเตาเพื่อเพิ่มความแรงของไฟ
เสียงเคาะเวลาบอกว่าถึงยามเหมาแล้วทำให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์และรีบเทน้ำใส่อ่างเพื่อยกเข้าไปให้เฟยหลงล้างหน้าในห้องนอนเพราะรู้ว่าเวลานี้เขาคงจะตื่นแล้ว
“คุณชายเ้าคะ” ป๋ายฮวากระแอมไอก่อนจะร้องเรียกคนด้านในให้ตื่นนอนเพราะยังได้ยินเสียงจังหวะหายใจที่สม่ำเสมอจึงรู้ว่าตอนนี้เด็กชายยังไม่ตื่นนอน
หญิงสาวกระแอมไออีกครั้ง “แค่กๆ คุณชายตื่นหรือยังเ้าคะ” หรือว่าฤทธิ์ยาของนางจะแรงเกินไปสำหรับเด็กน้อยวัยเท่านี้ ในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะกลัวว่าเขาจะไม่ยอมดื่มยาของนางอีก
“เข้ามา” แต่ก่อนที่นางจะโทษยานอนหลับของตัวเองไปมากกว่านี้ เสียงแหบแห้งภายในห้องก็ดังขึ้น ป๋ายฮวาจึงถอนหายใจโล่งอก
เมื่อได้ยินเฟยหลงตอบกลับ นางก็รีบผลักประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว ห้องที่ยังไม่จุดตะเกียงทำให้มองเห็นเงาร่างเด็กผู้ชายกำลังนั่งรออยู่ข้างเตียงนอน ดวงตาสีนิลยังคงเต็มไปด้วยความเ็าเช่นเดิม ดวงตาคู่นั้นมองตามทุกการกระทำของป๋ายฮวาจนนางรู้สึกกดดัน
ฮือ ท่านช่วยจ้องข้าให้น้อยลงหน่อยได้หรือไม่เ้าคะ ดวงตาัคู่นี้ แม้กระทั่งอยู่ในร่างเด็กยังสร้างความกดดันให้คนได้ ไม่รู้ว่าเมื่อเติบใหญ่จะน่ากลัวแค่ไหน
“คุณชายรู้สึกดีขึ้นหรือไม่เ้าคะ” ป๋ายฮวาเอ่ยถามทำลายความเงียบอันน่ากลัวพร้อมกับยื่นถ้วยน้ำร้อนส่งให้เฟยหลงดื่มแก้กระหายหลังจากจุดตะเกียงให้ความสว่างในห้องนอนเรียบร้อยแล้ว
ดวงตาดอกท้อพยายามกวาดตามองอาการของเด็กชายรอบหนึ่งเพื่อตรวจดูผลลัพธ์ของยานอนหลับอีกครั้ง ร่างกายที่เคยมีเพียงกระดูกตอนนี้เริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังผอมแห้งกว่าเด็กในวัยเดียวกัน กรอบหน้าไม่มีเหงื่อเช่นในทุกคืนและเสื้อผ้ายังแห้งไม่ชื้นเหมือนเช่นเคย ใบหน้ามีเืฝาดเล็กน้อย เมื่อมองดูจนพอใจแล้ว ดวงตาดอกท้อก็โค้งลงก่อนจะฉีกยิ้มด้วยความดีใจเพราะรู้ว่าสูตรยาของตัวเองได้ผลดีเพียงใด
“อืม” เฟยหลงมองท่าทางดีใจของหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะส่งเสียงตอบรับเบาๆ เพราะเมื่อคืนนอกจากความเจ็บสะลึมสะลือ รับรู้ถึงความทรมานเลือนรางคล้ายฝันไปเท่านั้น ก่อนจะรู้สึกตัวตื่นเพราะเสียงเรียกจากหญิงสาวหน้าประตู
ั้แ่ลืมตาขึ้นมา นี่คงเป็ครั้งแรกที่เขารู้ว่าการนอนหลับพักผ่อนคือสิ่งใด ครั้งแรกที่เขานอนหลับอย่างสบาย ไม่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะความเ็ปจากรอยแผลสีม่วงประหลาด ดวงตาสีนิลของเฟยหลงจ้องมองรอยยิ้มของสาวใช้จนสังเกตเห็นลักยิ้มบุ๋มด้านข้างแก้มขวาด้วยความรู้สึกแสบคันหน้าอกเล็กน้อย
ั้แ่นางปรากฏตัวข้างกายเขา สิ่งแปลกใหม่และดวงตาอ่อนโยนเช่นนี้ เขาคล้ายกับเพิ่งเคยััมันเป็ครั้งแรก ทั้งแปลกใหม่และรู้สึกอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
แม้จะไม่ชินแต่เขากลับรู้สึกชอบความรู้สึกเหล่านี้เหลือเกิน
“บ่าวไปเตรียมโต๊ะให้คุณชายก่อนนะเ้าคะ” ป๋ายฮวาเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้เ็ปและยาสลบของตัวเองสามารถทำให้เขานอนหลับสนิทได้ก็รู้สึกวางใจ จึงรีบกลับไปเตรียมอาหารเช้าให้เขา
ในใจเริ่มคำนวณอีกครั้งว่าต้องเร่งบำรุงร่างกายของเด็กน้อยแล้ว นางจะขุนให้เขาอ้วนท้วมกว่านี้สักหน่อย เด็กที่เติบโตในแดนเหนือซึ่งหนาวตลอดทั้งปี ก็ควรจะมีไขมันสักชั้นเพื่อป้องกันความหนาวใช่หรือไม่
เฟยหลงนิ่งเงียบจ้องมองเงาร่างอรชรที่เดินออกจากห้องไปแล้ว ในมือรู้สึกอุ่นร้อนเพราะกำลังถือถ้วยชา ดวงตาที่เคยไร้ความรู้สึก ตอนนี้กลับอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าการนั่งจิบน้ำร้อนหลังตื่นนอนสามารถสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายได้ น้ำร้อนค่อยๆไหลเข้าไปในปากก่อนจะอบอุ่นไปทั้งหน้าอกและท้อง ก่อนจะกระจายความอบอุ่นไปยังแขนทั้งสองข้างและขาทั้งสองข้าง เป็ความรู้สึกที่ดีอย่างน่าแปลกใจ
จู่ๆ ก็รู้สึกว่าปีนี้อากาศอุ่นกว่าปีที่แล้ว
หลังจากผ่านไปหลายวัน ป๋ายฮวาแอบมองเด็กชายซึ่งกำลังนั่งกินเกี๊ยวอยู่ในห้องโถง นางมองเขาขึ้นลงหลายรอบเพื่อดูผลลัพธ์ของยานอนหลับ ดวงหน้าที่เคยซีดขาวตอนนี้มีเืฝาดเพิ่มขึ้นหลายส่วน ร่างกายผอมแห้งเริ่มมีเนื้อหนังไม่ผอมจนเกินไปเพราะตอนนี้นางเริ่มบำรุงและสรรหาอาหารมาให้เขากินในทุกๆวัน
หลายวันมานี้เฟยหลงไม่ต้องทำร้ายร่างกายโดยการออกแรงจนเหนื่อยเกินไปเพื่อทำให้นอนหลับในตอนกลางคืนแล้ว ดังนั้นจึงเป็โอกาสที่ดีในการชวนเขาเรียนเขียนอักษร
“คุณชายเ้าคะ พรุ่งนี้เราจะเริ่มเรียนเขียนอักษรดีหรือไม่เ้าคะ ต่อไปในทุกวัน ่เช้าเรียนอักษร่บ่ายเรียนวรยุทธ์ และหยุดหนึ่งวันเพื่อให้คุณชายได้พักผ่อนร่างกายด้วย ดีหรือไม่เ้าคะ” ป๋ายฮวาเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นว่าตอนนี้เด็กชายกินเกี๊ยวเสร็จแล้วและกำลังจิบน้ำร้อนตั้งใจฟังคำพูดของนาง
เฟยหลงชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาัปรายตามองหญิงสาวด้านข้างเงียบๆ ไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดถึงเื่อะไร ขณะที่ป๋ายฮวากำลังถูกดวงตาดำมืดของเขากดดันจนหายใจไม่ออก ในที่สุดเขาก็พยักหน้าอย่างเชื่องช้าและส่งเสียงตอบในลำคอแ่เบาจนแทบจะไม่ได้ยินว่า “อืม” สั้นๆ
“...อืม...” ป๋ายฮวาซึ่งกำลังเค้นสมองขบคิดว่าควรจะพูดอย่างไรเพื่อกล่อมคุณชายน้อยของตัวเองดี เมื่อได้ยินเสียงตอบรับอย่างเ็าว่าอืม จึงทวนคำและเอียงคอเล็กน้อยด้วยท่าทางมึนงงสับสน
คำว่าอืมของเขาคือการเห็นด้วยกับความคิดเห็นของนางใช่หรือไม่
“เ้าจะเป็คนสอนข้าด้วยตัวเอง...” เมื่อเห็นท่าทางของมึนงงหญิงสาว เฟยหลงจึงถามกลับพร้อมดวงตาที่อ่อนแสงลงโดยไม่รู้ตัว
ป๋ายฮวารีบยืดตัวตรงอย่างรวดเร็ว “แม้ความรู้บ่าวจะมีน้อย แต่หากเพียงสอนอ่านออกเขียนได้ บ่าวก็สามารถสอนคุณชายได้อยู่เ้าค่ะ....” ป๋ายฮวาบอกแม้ประโยคหน้าจะมั่นใจแต่ประโยคหลังกลับเบาลงเล็กน้อยจนแทบจะไม่ได้ยิน
เดิมทีนางก็เรียนเพียงความรู้ในโลกของเทพเซียน สิ่งที่สำนักศึกษาของเผ่าหงส์เพลิงสอน หนึ่งในสิบก็คือตำนานของมหาเทพตรงหน้าแล้วเพราะเขาคือตำนานของตำนานของสี่ทะเลแปดดินแดน ไม่ว่าจะประวัติศาสตร์เื่ไหนของเทพเซียน ปีศาจ หรือมาร ก็มักจะมีเงาของมหาเทพติดอยู่ด้วยเสมอ นอกนั้นก็มีเพียงคาถาง่ายๆ และเื่ราวที่จำเป็ต้องรู้เท่านั้น ทำให้นางไม่มีความรู้สิ่งที่จำเป็ในโลกมนุษย์เลย
“หรือบ่าวควรจ้างอาจารย์มาสอนคุณชายดีเ้าคะ” ป๋ายฮวารีบเสนอความคิดเพราะเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจตัวเองว่าสามารถสอนหนังสือให้คนอื่นได้หรือไม่
เฟยหลงขมวดคิ้วก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ต้อง ขอเพียงอ่านออกเขียนได้พอ เรียนอักษรเท่านั้นเอง เื่อื่นไว้ก่อนเถิด” เพียงคิดภาพอาจารย์ที่คอยหวาดกลัวรอยแผลสายฟ้าสีม่วงบนใบหน้าและตามร่างกายเขาตลอดเวลาที่สอน เขาก็คร้านที่จะเรียนแล้ว
ในสนามฝึกแม้ทหารหลายคนจะรังเกียจและหวาดกลัวปีศาจเช่นเขา แต่เพราะเป็การฝึกที่ใช้แรงกาย แค่สนใจความเหนื่อยและหยดเหงื่อของตัวเองก็ไม่มีเวลามาสนใจรอยแผลเป็ของคนอื่นแล้ว ทำให้แม้อยากจะหันมาด่าหรือรังแกเด็กน้อยประหลาดอย่างเขาก็ทำไม่ได้เพราะทุกครั้งที่ผู้บังคับบัญชาให้พัก ทุกคนก็ต่างพร้อมใจล้มตัวลงนอนพื้นหิมะพื้นดินรวมถึงตัวเขาด้วย แม้แต่จะยกมือยังไม่มีแรงทำ จะเอาเวลาใดเล่ามากลั่นแกล้งรังเกียจกัน
แต่การเรียนตำรานั้นไม่เหมือนการเรียนวรยุทธ์ เหล่าบัณฑิตล้วนมีเวลาในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นและล้วนมีเวลาในการส่งสายตารังเกียจมาให้เขา เช่นเดียวกับที่บางครั้งเหล่าบัณฑิตในกองทัพมักจะมองมาทางเขาด้วยสายตารังเกียจและหวาดกลัว ในขณะเดียวกันก็มีคำพูดมากมายมาดูถูกและใส่ร้ายเขา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจให้ป๋ายเหนียงสอนเองยังดีกว่าการให้บัณฑิตเ่าั้สอน
“ได้เลยเ้าค่ะ วันนี้คุณชายอย่าลืมแจ้งทหารในสนามฝึกนะเ้าคะ” ป๋ายฮวาร้องบอกด้วยความตื่นเต้น เพราะบทเรียนที่นางเตรียมไว้มาหลายวันในที่สุดก็จะได้ใช้แล้ว
เฟยหลงลุกขึ้นก่อนจะเดินออกจากห้องโถงตอบหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใส่ใจมากนัก “อืม” ทันทีที่เดินพ้นตัวเรือน ดวงตาัก็ขรึมลงเต็มไปด้วยความเ็าเหมือนเดิม
อาจารย์ที่มีหน้าที่สอนเขาเป็เพียงทหารปลายแถวเท่านั้น ทำให้ั้แ่อายุ 11 ปีเขาตัดสินใจเข้าร่วมเรียนวรยุทธ์พร้อมทหารใหม่อีกหลายพันคน หลบอยู่ในแถวหลังสุดเพื่อเรียนวรยุทธ์เช่นเดียวกับทหาร อาจารย์ที่เดิมทีก็รังเกียจเขาอยู่แล้วยิ่งคร้านที่จะสนใจ
การเรียนวรยุทธ์แม้จะเหนื่อย แต่เขารู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองเหมาะกับการเป็ทหารมากกว่าอย่างอื่น แม้ท่าทางบางกระบวนท่าจะยากและสอนเพียงทหารแนวหน้าเท่านั้น แต่เขาก็สามารถแอบเรียนและจดจำได้ทันทีที่มองเห็น หรือบางกระบวนท่าเขาก็คล้ายคิดขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาสอน เขามักรู้สึกอยู่เสมอว่าการเรียนวรยุทธ์สำคัญมากกับชีวิตเขา จึงทำให้ต้องเดินเท้าไปสนามฝึกในทุกๆวันแม้จะมีหิมะตกหรือฝนตกก็ตาม
แต่ปัญหาคือ เขาไม่รู้ว่ามันสำคัญอย่างไร
เมื่อเห็นเฟยหลงเดินทางไปสนามฝึกแล้ว ป๋ายฮวาก็รีบจัดการทุกอย่างให้เสร็จเร็วที่สุดก่อนจะลงมือจัดเตรียมห้องหนังสือให้เฟยหลงด้วยความตื่นเต้น กระดาษชั้นดีมีราคามากกว่าอาภรณ์เนื้อหยาบของนางเสียอีกถูกวางอย่างเป็ระเบียบบนชั้น
ตำรามีชื่อเสียงและล้ำค่ามากมายถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบบนชั้นบนสุด ล้วนแต่เป็ตำราหายากในแคว้นทั้งนั้น และเป็เื่เกี่ยวกับการทหาร ตำราวรยุทธ์ที่หลายคน้า ตำรายุทธศิลป์ ตำราพิชัยาที่มีค่าควรเมืองล้วนถูกจัดวางบนชั้นอย่างเป็ระเบียบ
สิ่งที่นางมีมากที่สุดในตอนนี้ก็คือเงิน แม้นางจะอ่านตำราเหล่านี้ไม่เข้าใจและไม่รู้ว่ามันสำคัญเพียงใด แต่ซื้อมาไว้ในห้องหนังสือของเฟยหลงก่อนแล้วกัน เขาที่เคยเป็แม่ทัพใหญ่ในโลกของสี่ทะเลแปดดินแดน ต้องชอบตำราทางทหารเหล่านี้มากแน่นอน
นางต้องดูแลเฟยหลงให้เติบโตเป็แม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ในโลกมนุษย์ให้ได้ และนี่คือก้าวแรกของว่าที่แม่ทัพอันดับหนึ่งของแคว้น บางทีในวันข้างหน้า นางควรจะเชิญอาจารย์ที่เก่งวรยุทธ์สักคนมาสอนเฟยหลงด้วย
แม่ทัพเฟยหลงของแคว้นเว่ย นางจะใช้มือคู่นี้ปั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง เขาต้องเติบใหญ่เป็ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบและกลับคืนสู่ตำแหน่งแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ ยึดคืนทุกอย่างที่ควรจะเป็ของเขาคืนมา เหยียบข้ามผ่านทุกคำดูถูก กลายเป็ผู้ที่อยู่เหนือสุดให้ได้
ในห้วงความฝัน ขอเพียงััรักสักครา
ขอเพียงเ้าหวนคืนกลับมา ยืนเคียงข้างกาย