ในตำราเล่มนั้นได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสรรพคุณและประโยชน์ของตัวยาทุกชนิด รวมถึงวิธีการจับคู่สมุนไพรตามหลักทฤษฎีจวิ้นเฉิน [1] นอกจากนี้ยังมีวิธีการปลูกและกรรมวิธีต่างๆ ในการเตรียมสมุนไพร เพื่อให้ยามีสรรพคุณและประสิทธิผลดีที่สุด
ถึงแม้ว่าในชาติที่แล้วจิ่งเยี่ยนกุยจะมีความรู้ด้านการแพทย์เป็นอย่างดี แต่เธอไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการปลูกสมุนไพรและการเตรียมยามากนัก เธอรู้เพียงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของสมุนไพรที่ใช้ปรุงยาบ่อยๆ แต่ไม่ได้รู้รายละเอียดที่ลงลึกไปถึงวิธีการปลูกและเตรียมยาสมุนไพรให้ได้ผลดีที่สุด
เธออ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ จนกระทั่งอ่านจบก็พบว่ามีปัญหาอีกอย่างคือ เธอไม่สามารถออกไปจากมิติได้!
ก่อนหน้านี้จิ่งเยี่ยนกุยคิดว่าที่ถอดเสื้อผ้าและการที่นำสมุนไพรที่ปลูกออกไปข้างนอกไม่ได้นั้นก็แย่พออยู่แล้ว ตอนนี้เธอยังต้องมาเจอความสามารถสุดแสนจะยอดแย่ของมิติอีกด้วย
ในที่สุดเธอก็เข้าใจถึงคำพูดที่ว่า “ยินดีต้อนรับสู่การค้นพบความสามารถอันสุดแสนจะห่วยแตกของมิติ ไม่มีสิ่งที่เลวร้ายที่สุด มีเพียงสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าเท่านั้น” มันช่างเป็นคำพูดที่แฝงไปด้วยความสะใจยามที่ได้เห็นคนอื่นตกระกำลำบากจริงๆ
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกอยากกระอักเลือดออกมาเหลือเกิน มิติเฮงซวยนี่มันจะให้คนใช้งานได้ดีๆ บ้างไม่ได้เลยหรือไง? มิติที่ทำตัวงี่เง่าและไร้กฎเกณฑ์แบบนี้ ทำไมไม่แถมคู่มือการใช้งานให้ผู้ใช้ใหม่ด้วยเล่า?
มิติที่ทุกอย่างต้องมาลองผิดลองถูก ทุกครั้งที่ลองก็เจอแต่กลลวงแบบนี้ มันชักจะเกินไปแล้ว!
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้ว่าจะออกไปได้ยังไง และไม่รู้ว่าในระหว่างการลองผิดลองถูกนั้นจะมีเรื่องน่าปวดหัวเกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะยังไง ตอนนี้ก็ต้องหาวิธีออกไปให้ได้เสียก่อน เธอจะมาเล่นเกมหายตัวไปในห้องตัวเองแบบนี้ไม่ได้!
เธอเอามือกดขมับตัวเอง หลังจากที่อ่านตำราแพทย์เล่มนั้นก็ออกจากมิติไม่ได้ แต่ตอนที่เธอเข้ามาครั้งแรก ตัวอักษรในตำรากลับเลือนราง อ่านแล้วปวดหัว ปัญหาคงน่าจะอยู่ที่ตำราเล่มนั้น
แต่จะแก้ปัญหานี้ยังไง คงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถทางเทคนิคแล้ว
สิ่งที่ทำให้จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกโชคดีในตอนนี้ก็คือ มิติที่แสนเฮงซวยนี้ เวลาเดินไม่เหมือนข้างนอก ไม่อย่างนั้นกว่าเธอจะหาทางออกจากมิติได้ ป่านนี้หยางหว่านซิ่วคงไปแจ้งความแล้ว
เธออ่านตำราอีกครั้งอย่างละเอียดก็ไม่เห็นจะมีคำแนะนำอะไรเลย จึงสำรวจภายในห้องพักอีกครั้ง หวังว่าจะพบเบาะแสอะไรบางอย่าง
แต่ผลที่ได้ก็ทำให้เธอผิดหวัง ในห้องไม่มีเบาะแสอะไรเลย! แต่กลับไปเจอเตาไฟในมุมหนึ่งที่อยู่ลึกสุด และบนเตาก็มีหม้อ อีกทั้งในเตาก็ยังมีไฟติดอยู่ด้วย!
จิ่งเยี่ยนกุยสูดหายใจเข้าลึกๆ บอกตัวเองให้ใจเย็น!
หลังจากเธอทำจิตใจให้สงบลงได้แล้วก็เริ่มคิดวิเคราะห์ถึงเรื่องนี้ ในเมื่อมิตินี้มีชื่อว่ามิติปลูกสมุนไพร ก็น่าจะมีหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก
เธอรีบเปิดดูตำราแพทย์เพื่อหาส่วนผสมของสมุนไพรที่จำเป็นสำหรับตัวยาในสูตรนั้น ซึ่งสูตรยาในตำรานั้นเธอรู้จักดี เป็นสูตรยาแก้หวัดที่ใช้กันทั่วไป ประกอบไปด้วยตัวยาที่พบได้ทั่ว เช่น ดอกจินอิ๋นฮวา [2] อวี๋ซิงเฉ่า [3] ขู่ซิ่งเหริน [4] และจิ่งเจี้ย [5]
แต่ปัญหาก็คือ สมุนไพรอย่างอวี๋ซิงเฉ่าและจิ่งเจี้ยนั้นยังพอว่า ปลูกเพียงปีเดียวก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว
แต่ดอกจินอิ๋นฮวากับขู่ซิ่งเหรินนี่สิยุ่งยาก ดอกจินอิ๋นฮวาต้องใช้เวลาปลูกหลายปีถึงจะออกดอก ส่วนขู่ซิ่งเหรินยิ่งไปกันใหญ่ ต้องปลูกต้นซิ่งเหรินก่อนแล้วรอให้มันโต พอออกดอกออกผลค่อยนำเมล็ดข้างในมาใช้ทำเป็นยา ซึ่งต้องใช้เวลานานมาก
ถ้าต้องรอให้ตัวสมุนไพรพวกนี้โต เธอคงอดตายอยู่ในมิตินี้ไปก่อนแล้ว แม้มิตินี้จะเล่นตลกกับเธอแค่ไหนก็คงไม่ถึงขั้นโหดร้ายขนาดนั้นหรอก แต่ว่า…ถ้าเกิดมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ล่ะ?
จิ่งเยี่ยนกุยถึงกับสั่นสะท้าน แทบไม่กล้าที่จะจินตนาการต่อไป
เธอรีบไปรื้อหาเมล็ดพันธุ์ในลิ้นชักต่างๆ บนฝาผนัง สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะยังไม่ปลูกสมุนไพรพวกนี้ แต่เอาโสมต้นเล็กที่เพิ่งปลูกได้มาแทน และหยิบข้าวเหนียวที่เก็บไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์จากลิ้นชักในมิติจำนวนหนึ่งออกมา ล้างโสมให้สะอาดด้วยน้ำจากลำธารในมิติ แล้วนำมาใส่หม้อต้มกับข้าวเหนียวเพื่อทำเป็นโจ๊กโสมประทังชีวิตไปก่อน
อย่าได้ถามเลยว่าทำไมเธอถึงทำสิ่งนี้ ก็เพราะเธอใช้เวลาอยู่ในมิตินานกว่าห้าหรือหกชั่วโมงแล้ว เธอหิวจะแย่แล้ว!
พอโจ๊กโสมสุก กลิ่นโสมก็ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งมิติ กลิ่นหอมกว่าโสมที่ดีที่สุดที่จิ่งเยี่ยนกุยเคยได้กลิ่นในชาติที่แล้ว เมื่อต้มเสร็จเธออดใจไม่ไหวรีบตักใส่ปากทันที ทันใดนั้นความรู้สึกสบายก็แล่นไปทั่วร่าง
สภาพร่างกายของเธอในตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก โจ๊กนี้จึงเหมาะกับเธอเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเธอขับเคลื่อนความคิด ตัวเธอก็ถือโจ๊กโสมออกจากมิติกลับมาอยู่ในห้องของตัวเอง แต่เสื้อผ้าของเธอกลับถูกมิติถอดออกจนล่อนจ้อนอีกแล้ว…
ตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้จะบรรยายถึงความโกรธหรือความจนปัญญาอย่างไรดี เธอจำใจต้องหอบหม้อกลับเข้าไปในมิติอีกครั้ง
แต่พออยู่ในมิติ เธอกลับได้ยินเสียงหยางหว่านซิ่วพูดขึ้นว่า “เอ๊ะ กลิ่นอะไรน่ะ? หอมจังเลย!”
เสียงของจิ่งจงอี้ดังตามมา “ดึกดื่นป่านนี้จะมีกลิ่นอะไรมาจากไหน เธอคงได้กลิ่นผิดแล้วมั้ง นอนเถอะ! อย่าส่งเสียงดังรบกวนเยี่ยนกุย”
จิ่งเยี่ยนกุยยกมือขึ้นลูบหน้าผาก ดูเหมือนว่าต่อไปนี้เวลาที่เธอทำอะไรในมิติ ต้องระวังให้ดีซะแล้ว
เธอใช้เวลาอยู่นานกว่าจะกินโจ๊กโสมจนหมดและออกมาจากมิติ แล้วเธอก็พบอีกเรื่องที่ชวนปวดหัวสุดๆ นั่นคือตอนที่เธออยู่ในมิติเป็นเวลานานแล้วได้กินโจ๊กโสมนี้ อาการบาดเจ็บที่หัวซึ่งเกือบคร่าชีวิตเธอกลับดีขึ้นเกือบหมด แถมนึกไม่ถึงว่ารอยฟกช้ำบนใบหน้าก่อนหน้านี้ก็จะหายไปจนแทบจะหมดแล้ว!
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาเสียจริง แล้วพรุ่งนี้เธอจะอธิบายกับหยางหว่านซิ่วยังไง จะให้บอกว่าเพราะตัวเองยังอายุน้อยก็คงไม่ได้แล้ว ต่อให้เด็กแค่ไหนก็ไม่น่าจะฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้! เธอไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าเป็นสัตว์ประหลาด แล้วจับส่งสถาบันวิจัยหรอกนะ
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจต่อยหน้าตัวเองอย่างแรงหนึ่งหมัด ระหว่างที่ต่อยไปก็สาปแช่งระบบเฮงซวยนี่อยู่ในใจ ถ้าเป็นไปได้ ชาตินี้เธอไม่อยากเข้าไปในมิติห่วยๆ นี่อีกแล้ว!
เช้าวันรุ่งขึ้นเธอตื่นมาส่องกระจก หญิงสาวในกระจกมีรอยฟกช้ำบนใบหน้า แต่ผิวส่วนที่ไม่มีรอยฟกช้ำนั้นกลับดูมีเลือดฝาดและขาวใส อาการบวมจากการบาดเจ็บที่หัวก็หายไปจนหมดสิ้น
มิตินี้นี่ทั้งห่วยและทรงพลัง เธอตัดสินใจว่าช่วงนี้จะไม่ดื่มน้ำจากลำธารในมิติและเข้าไปในมิติอีกแล้ว
หยางหว่านซิ่วก็สังเกตเห็นว่าอาการบาดเจ็บของจิ่งเยี่ยนกุยหายเร็วมาก เธอคอยเป็นห่วงจิ่งเยี่ยนกุยมาโดยตลอด เมื่อเห็นว่าหลานสาวอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะแปลกใจแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จึงทำเพียงแค่บอกให้พักผ่อนอยู่ที่บ้านเท่านั้น
อาการบาดเจ็บของจิ่งเยี่ยนกุยหายดีเกือบหมดแล้ว แต่เพื่อปกปิดไม่ให้คนอื่นสงสัย เธอจึงต้องพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ถ้าเธอป่วยจริงแล้วต้องนอนพักอยู่ที่บ้าน แบบนั้นพอจะทำเนาได้ แต่ความรู้สึกที่ตอนนี้เธอหายดีแต่กลับออกไปไหนไม่ได้นั้น มันน่าอึดอัดจริงๆ
เธอจึงได้แต่ถามไถ่ถึงบรรพบุรุษเจ้าของมิติกว่าสิบแปดรุ่นในใจเงียบๆ ไม่รู้ว่าใครกันที่เป็นคนออกแบบมิติที่บ้าบอคอแตกแบบนี้ขึ้นมา
ในทุ่งนายังมีงานที่ยังทำไม่เสร็จ หยางหว่านซิ่วกับจิ่งจงอี้ออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนเธออยู่บ้านคนเดียวก็รู้สึกเบื่อเหลือเกิน จึงรื้อดูทั่วบ้าน แต่ก็หาหนังสือมาอ่านแก้เบื่อไม่ได้เลยสักเล่ม
ในขณะที่เธอกำลังรู้สึกเบื่อหน่าย มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เมื่อเปิดประตูออกไป ก็พบว่าฟางเสียนจือยืนอยู่ข้างนอกโดยที่มือหอบหนังสือเรียนอยู่กองหนึ่ง
เชิงอรรถ
[1] จวิ้นเฉิน (君臣配伍) หมายถึง การจัดตำรับยาสมุนไพรของแพทย์แผนจีน
[2] ดอกจินอิ๋นฮวา (金银花) หรือดอกสายน้ำผึ้ง
[3] อวี๋ซิ่งเฉ่า (鱼腥草) คือผักคาวทองหรือผักพลูคาว
[4] ขู่ซิ่งเหริน (苦杏仁) หรือลูกแอพริคอต
[5] จิ่งเจี้ย (荆介) กัญชาแมว เป็นพืชในตระกูลมิ้นต์ที่มีชื่อว่า Catmint มีสรรพคุณบรรเทาอาการนอนไม่หลับและไมเกรน ไปจนถึงการลดบวมเมื่อทาลงบนผิวหนัง