ตอนที่ 3 อาหารพลังิญญา
ในขณะที่เพ่ยอิงกำลังคุยกับเ้าแมวน้อยอยู่นั่นเองท่านแม่ก็เดินเข้ามาในห้องของเธอ
“เ้าคุยกับใครหรืออิงเอ๋อร์” เหอม่อหลันเดินเข้ามาในห้องของลูกสาวแล้วถามขึ้นมา เพราะเธอและสามีได้ยินลูกสาวคุยคนเดียวมาได้สักพักแล้ว
“ข้าคุยกับเ้าแมวน้อยไป๋หู่อยู่เ้าค่ะ” เพ่ยอิงกล่าวตอบท่านแม่ออกไป
“ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าข้าคือพยัคฆ์ขาวมิใช่แมว” เ้าไป๋หู่เถียงออกมาทันทีที่ได้ยินเพ่ยอิงเรียกมันว่าแมวน้อย
“แมวหรือ แมวที่ไหนกัน” ท่านแม่ถามออกมาด้วยความสงสัยเพราะไม่เห็นตัวของเ้าไป๋หู่ ซึ่งโดนเพ่ยอิงนั่งบังอยู่นั่นเอง เพ่ยอิงจึงลุกออกมาจากตรงนั้นเพื่อที่จะได้ให้ท่านแม่เห็นเ้าไป๋หู่
“นี่อย่างไรเล่าเ้าคะ”
เธอชี้ไปที่ไป๋หู่ ซึ่งตัวของมันนั้นมีสีขาวลายสีดำพาดขวางไปตลอดทั้งตัว ถ้าไม่ได้สังเกตให้ดีๆ ก็จะเหมือนกับลูกแมวลายเสือนั่นเอง และด้วยขนาดของตัวที่เล็กเท่าขนาดของลูกแมวจึงทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่าย
“หืม...แมวจากที่ไหนกันอิง” เหอม่อหลันรีบถามลูกสาวทันทีเพราะครอบครัวของเธอนั้นอยู่ไกลออกมานอกหมู่บ้าน อีกทั้งรอบๆ บ้านก็ไม่มีบ้านหลังอื่นอยู่เลยเพราะที่นี่เป็สถานที่รกร้าง จะมีลูกแมวหลุดมาได้อย่างไรกัน
“มนุษย์แบบพวกเ้านี่ตาเป็อย่างไรกันแน่ ถึงได้มองว่าข้าเป็แมว” เ้าไป๋หู่บ่นออกมาเมื่อได้ยินท่านแม่เข้าใจผิดคิดว่ามันเป็แมวไปด้วยอีกคนหนึ่ง
“คิคิ ท่านแม่เข้าใจผิดแล้วเ้าค่ะ เ้าไป๋หู่เป็เสือไม่ใช่แมวเ้าค่ะ” เพ่ยอิงหัวเราะเ้าไป๋หู่ก่อนจะอธิบายให้ท่านแม่ฟัง
“ตายแล้วอิงเอ๋อร์แล้วจะไม่อันตรายหรือลูก แม่ว่ารีบเอามันออกไปปล่อยดีกว่านะ”
“ไป๋หู่เป็สัตว์อสูรในพันธะสัญญาของข้าเองเ้าค่ะท่านแม่” เมื่อเธอกล่าวออกไปเช่นนั้นก็ทำให้ท่านแม่ตกตะลึงขึ้นมาในทันที
“เ้าไปมีพันธะสัญญากับสัตว์อสูรั้แ่เมื่อไรกัน” ท่านแม่ถามออกมาด้วยความตื่นตระหนก
เพราะการมีพันธะสัญญากับสัตว์อสูรนั้นไม่ใช่ว่าจะมีกันได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่ ถ้าหากไม่มีโชคชะตาต่อกันจริงๆ ซึ่งในแคว้นจ้าวที่ตนอาศัยอยู่นั้น ผู้ที่มีสัตว์อสูรผูกพันธะด้วยก็ใช่ว่าจะมีมาก
“ใจเย็นๆ ก่อนนะเ้าคะท่านแม่ เราออกไปข้างนอกกันก่อนแล้วข้าจะอธิบายทุกอย่างให้ทุกคนฟังพร้อมกันเลยนะเ้าคะ”
เมื่อเธอกล่าวจบท่านแม่ก็พยักหน้าเห็นด้วย แล้วทั้งสองคนก็เดินออกมาที่ห้องโถง โดยมีเ้าไป๋หู่ะโขึ้นมานั่งบนไหล่ของเธอเพื่อตามไปด้วย ซึ่งในห้องโถงนี้มีท่านพ่อกับพี่ใหญ่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ส่วนน้องเล็กก็กำลังเดินออกมาจากห้องพอดี
เมื่อทั้งห้าคนมานั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วเพ่ยอิงจึงได้เริ่มเล่าเื่ทุกอย่างให้ทุกคนฟัง
โดยเริ่มั้แ่ที่เธอคิดว่าตัวเองฝันเมื่อคืนจนกระทั่งมาถึงตอนที่เธอตื่นขึ้นมาคุยกับไป๋หู่ แล้วท่านแม่ก็เดินเข้าห้องไปหานั่นเอง
เมื่อเพ่ยอิงเล่าจบท่านพ่อที่ได้สติคนแรกก็เอ่ยขึ้นมา
“สรุปก็คือสัตว์อสูรที่ลูกผูกพันธะสัญญาด้วยเมื่อคืนนี้ใช่ไหม”
คนที่มีสัตว์อสูรในพันธะสัญญานั้นหายากมาก เพราะไม่ใช่ว่าคนธรรมดาจะสามารถทำให้สัตว์อสูรยอมรับและมาทำพันธะสัญญาด้วยได้ ซึ่งสัตว์อสูรที่ผูกพันธะได้ก็จะเป็สัตว์อสูรที่มีสติปัญญาแล้วเท่านั้น
“ใช่เ้าค่ะท่านพ่อ” เพ่ยอิงเอ่ยบอกท่านพ่อ แล้วจากนั้นท่านพ่อมองมาที่ข้อมือของเพ่ยอิงแล้วก็เอ่ยขึ้นมาอีกว่า
“ส่วนนี่ก็เป็กำไลมิติที่ไม่ใช่แค่กำไลมิติธรรมดาเท่านั้น แต่เป็กำไลมิติที่เปรียบเสมือนมีโลกอีกใบอยู่ในนั้น”
“เ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราทุกคนจงจำไว้ให้ดีว่าจะต้องเก็บเื่นี้เอาไว้เป็ความลับที่สุด ห้ามให้มีคนรู้เด็ดขาด มิฉะนั้นอิงเอ๋อร์อาจจะตกอยู่ในอันตรายได้” ท่านพ่อเอ่ยกำชับกับทุกคน
เพราะจิตใจของมนุษย์นั้นมันจะมีความโลภอยู่ในตัวทุกคน และเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาคิดเช่นไรกับเรา
ถ้าหากรู้ว่าเพ่ยอิงมีกำไลมิติที่ไม่ใช่แค่ใช้เก็บของได้ แต่กลับเป็กำไลที่เปรียบเสมือนอีกโลกหนึ่งนั้น ผู้คนก็จะเกิดความโลภขึ้นมาทันที
ขนาดแค่แหวนหรือกำไลมิติธรรมดายังหายากมากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงกำไลวิเศษของลูกสาว ในแคว้นจ้าวนี้...
ไม่สิ เรียกได้ว่าในแผ่นดินนี้น่าจะเหมาะกว่า ยากที่จะมีอีกเป็วงที่สองแน่นอน
หลังจากที่ทุกคนพูดคุยกันแล้วว่าเื่กำไลมิติของเพ่ยอิงนั้นให้เก็บเป็ความลับที่สุด ห้ามให้มีคนรู้เด็ดขาด มิเช่นนั้นเพ่ยอิงจะไม่ปลอดภัยจากผู้คนที่มีความโลภ
“ท่านแม่เ้าคะ ข้าจะเอาปลาจากลำธารในกำไลมิติมาทำกับข้าวให้ทุกคนทานกันนะเ้าคะ” เพ่ยอิงรีบเสนอขึ้นมาทันที
เพราะตอนที่เธอได้เดินไปทางลำธาร เธอได้เห็นว่ามีปลาเต็มไปหมดแถมตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะมีสัตว์ชนิดอื่นอีกหรือไม่
“ดีขอรับพี่รอง ข้าเบื่อธัญพืชต้มเต็มทีแล้วขอรับ” น้องเล็กรีบตอบรับขึ้นมาทันที
“แม่ว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะทุกคนกินแต่ธัญพืชหยาบๆ ต้มกันมานานคงเบื่อกันแล้ว ได้กินอย่างอื่นบ้างคงจะดี”
“เดี๋ยวข้าช่วยทำเองเ้าคะท่านแม่ รับรองว่าอร่อยแบบที่ไม่มีใครเคยทานมาก่อนอย่างแน่นอนเลยเ้าค่ะ” เพ่ยอิงรีบเสนอตัวช่วยทันที
เพราะตอนนี้ในหัวของเธอมีเมนูปลาเต็มไปหมด ปลาสามรสเอย ปลานึ่งมะนาวเอย ต้มยำปลา ปลาทอด ปลาย่าง โอ๊ย เยอะแยะเต็มไปหมด แต่ว่าเครื่องปรุงในครัวนี่แทบจะไม่มีอะไรเลยนอกจากเกลือก้นไหกับน้ำตาลไม่มาก
สงสัยตอนหิมะเริ่มละลายคงต้องขอท่านแม่เข้าไปในเมืองหน่อยแล้ว จะได้เอาพวกสมุนไพริญญาบางอย่างไปขายแล้วก็ซื้อพวกเครื่องเทศเครื่องปรุงมาด้วย
สำหรับเธอแล้วเื่อื่นนั้นเป็เื่เล็กน้อยมาก แต่เื่กินเป็เื่ใหญ่มาก
“ไป๋หู่เข้าไปจับปลาให้ข้าหน่อยสิ” เธอหันไปใช้ให้ไป๋หูช่วยจับปลาให้ เพราะว่าตนเองคงไม่มีปัญญาไปจับเองได้หรอก
“แล้วเหตุใดเ้าไม่เรียกออกมาเองเล่า เ้าเป็เ้าของกำไลแค่เ้าคิดว่าอยากได้อะไรมันก็ มากองอยู่ตรงหน้าให้เ้าแล้ว” ไป๋หู่เอ่ยบอกกับเธอพร้อมกับหันมามองด้วยสายตาเอือมระอาเต็มที
“อ้าวเหรอ แล้วเ้าก็ไม่บอก”
“ข้าก็บอกอยู่นี่ไง”
“ลูกคุยกับสัตว์อสูรของลูกอยู่หรืออิงเอ๋อร์” ท่านพ่อเอ่ยถามลูกสาวขึ้นมา เพราะเห็นว่าเธอหันไปพูดคุยกับเ้าเสือตัวนั้น
“เ้าค่ะ ท่านพ่อไม่ได้ยินที่ไป๋หู่คุยกับข้าหรือเ้าคะ” เธอเอ่ยถามท่านพ่อออกไปด้วยความสงสัย
“ไม่ได้ยินหรอก สัตว์อสูรจะพูดคุยสื่อสารทางจิตกับเ้าของมันเท่านั้น”
“เอาละ พ่อลูกอย่ามัวแต่คุยกันเลย ไหนว่าจะมาช่วยแม่ทำกับข้าวในครัว” ท่านแม่เอ่ยเตือน เมื่อเห็นพ่อลูกเริ่มคุยกันอีกครั้ง
“เ้าค่ะท่านแม่”
“ข้ากับพี่ใหญ่จะไปช่วยด้วยขอรับท่านแม่ พี่รอง”
น้องเล็กเสนอตัวไปช่วยด้วยอีกคนหนึ่งไม่พอ ยังเสนอให้พี่ใหญ่ไปช่วยด้วย ในส่วนของพี่ใหญ่ที่ถูกน้องเล็กลากเข้าไปด้วยก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรออกมา
“เ้านี่จริง ๆ เลยนะหลีเอ๋อร์ เสนอตัวคนเดียวไม่พอยังจะเสนอพี่ใหญ่ของเ้ามาด้วย” ท่านแม่เอ่ยแหย่น้องเล็กออกมา
จากนั้นทั้งสี่คนก็พากันเดินเข้าไปในครัว...
เมื่อเข้ามาในครัวแล้วก็เกิดปัญหาโลกแตกขึ้นมา เพราะเธอไม่รู้ว่าจะเอาปลาอะไรออกมาจากกำไลมิติดี ไม่รู้ว่าในมิติแห่งนั้นมีปลาอะไรอยู่บ้าง
คิดว่าวันหลังคงต้องเข้าไปสำรวจในกำไลมิติสักหน่อย...
‘แต่เหมือนจะจำได้รางๆ ว่าเห็นปลากะพง ปลานิล ปลาทับทิม ด้วยนี่นา ถ้าอย่างนั้นเอาปลากะพงก็แล้วกัน’
เมื่อคิดได้ดังนั้นเพ่ยอิงก็ทำการเรียกปลากะพงออกมา เธอเอาออกมาเป็จำนวนห้าตัว แต่ละตัวก็มีขนาดใหญ่มาก
ปกติที่บ้านจะมีโอ่งเก็บน้ำไว้สองโอ่ง แต่ตอนนี้เพ่ยอิงได้เอาปลามาใส่ไว้แล้วหนึ่งโอ่ง จากนั้นก็เอาพวกพริกขี้หนูสวน ข่า ตะไคร้ หอมทั้งแบบหัวและแบบต้น ผักชี กระเทียม ใบมะกรูด มะนาว ออกมาวางไว้
“ท่านแม่เ้าคะ วันนี้ข้าจะทำเมนูปลาให้ท่านแม่กินเองนะเ้าคะ” เพ่ยอิงเสนอ
เพราะมั่นใจในฝีมือของตัวเองมากพอสมควร เมื่อก่อนเธอเคยได้มีโอกาสเรียนทำอาหารมาหลายอย่าง อีกทั้งยังได้ทำกินเองอยู่บ่อยๆ
“เช่นนั้นก็ตามใจเ้าเถิด”
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าจะทำเมนู ปลากะพงนึ่งมะนาว ต้มยำปลากะพง แล้วก็ปลากะพงย่าง” ใจจริงเธออยากจะทำปลากะพงย่างเกลือมากกว่า แต่ติดที่ว่าเกลือที่บ้านมีน้อยจึงทำได้แค่ปลากะพงย่างเท่านั้น
“ชื่ออาหารอะไรกัน ทำไมแม่ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“คิคิ ท่านแม่รอกินเถิดเ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยววันนี้แม่แล้วก็ต้าเอ๋อร์กับหลีเอ๋อร์จะเป็ลูกมือให้กับเ้าเอง ไหนเ้าลองว่ามาทำอย่างไรบ้าง”
“งั้นให้พี่ใหญ่ช่วยไปทุบหัวปลาเอาเหงือกกับไส้ออกก่อนเ้าค่ะ เอาแค่สามตัวก็พอนะเ้าคะเพราะปลามันตัวใหญ่ ขอดเกล็ดมันด้วยนะเ้าคะ แต่ขอดเกล็ดแค่สองตัวอีกตัวไม่ต้องเพราะข้าจะเอาไปย่างทั้งเกล็ดเ้าค่ะ”
เมื่อเพ่ยอิงบอกพี่ใหญ่แล้วก็ให้ท่านแม่ช่วยเตรียมหม้อนึ่งและช่วยก่อไฟ
เมนูแรกที่จะทำคือปลากะพงนึ่งมะนาว
ส่วนน้องเล็กนั้นให้มาช่วยตนเองทำน้ำราดปลากะพงนึ่งและน้ำจิ้มปลาย่าง โดยการให้น้องเล็กช่วยปอกเปลือกหัวหอม หัวกระเทียม และอื่น ๆ อีกนิดหน่อย
เริ่มจากผสมน้ำยำก่อนโดยการใส่ เกลือ น้ำมะนาว น้ำตาล พริกขี้หนูสับและกระเทียมสับ ผสมรอไว้ในชาม เมื่อพี่ใหญ่จัดการทำปลาเรียบร้อยแล้ว เธอก็ทำการวางรากผักชีไว้บนจานแล้ววางปลาลงไปนึ่ง จากนั้นก็ปิดฝาแล้วก็รอปลาสุก
เ มื่อนึ่งจนปลาสุกได้ที่แล้วก็เปิดฝาหม้อออก เทน้ำยำลงไปบนตัวปลาแล้วปิดฝานึ่งต่ออีกสักพักก็เป็อันเสร็จเรียบร้อย
เมนูต่อมาคือต้มยำปลากะพง เธอได้ให้พี่ใหญ่ช่วยหั่นแว่นปลากะพงสำหรับทำต้มยำไว้แล้ว จากนั้นเธอก็ทำการตั้งหม้อบนเตาไฟแล้วใส่น้ำลงไปพอประมาณ ใส่ตะไคร้ ข่า ใบมะกรูด ที่ทำการหั่นแว่นไว้แล้วลงไปในหม้อ
เมื่อน้ำเดือดก็ใส่ปลากะพงลงไปแล้วต้มให้พอสุก ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำมะนาว พริกขี้หนู คนพอเข้ากัน แล้วใส่ต้นหอมผักชี คนให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วก็นำลงจากเตา
มาถึงเมนูสุดท้ายปลากะพงย่าง เธอได้ใส่ตะไคร้และรากผักชีที่ทุบแล้วลงไปในท้องปลาที่ได้ทำการผ่าท้องเอาไว้ จากนั้นก็ให้พี่ใหญ่ช่วยเอาไปย่างให้
ส่วนตัวของเธอเองก็มานั่งทำน้ำจิ้ม โดยการใส่กระเทียม พริกขี้หนูสวน รากผักชี ลงไปในครกแล้วจากนั้นก็ทำการโขลก เมื่อละเอียดได้ที่ก็ใส่น้ำตาล เกลือ และน้ำมะนาว จากนั้นก็ตักใส่ถ้วยที่เตรียมเอาไว้ก็เป็อันเสร็จเรียบร้อย
เมื่อพี่ใหญ่ทำการย่างปลากะพงเสร็จแล้ว ท่านแม่ เธอกับน้องเล็ก ก็ช่วยกันจัดอาหารไปไว้ที่ห้องโถงเพื่อรอรับประทานพร้อมกัน เธอเห็นว่ามีธัญพืชต้มอยู่ด้วย
ไม่รู้ว่าท่านแม่ไปต้มมาตอนไหน จะว่าไปในกำไลมิติจะมีข้าวอยู่ด้วยหรือเปล่านะ แต่วันหลังค่อยไปสำรวจแล้วกัน
“หน้าตาน่าทานมากเลยขอรับพี่รอง” น้องเล็กร้องบอกออกมาด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับน้ำลายที่แทบจะหกเต็มที
“แม่ไม่คิดว่าลูกจะมีฝีมือการทำอาหารเช่นนี้ ลูกไปรู้วิธีทำอาหารพวกนี้มาจากไหนหรือ”
เมื่อท่านแม่เอ่ยถาม จึงทำให้เพ่ยอิงนึกขึ้นได้ว่าเธอคนก่อนไม่เคยเข้าครัวทำกับข้าวมาก่อน เพราะปกติร่างกายอ่อนแอ และป่วยบ่อย ท่านแม่จึงไม่ได้ให้ทำอะไรเลย
เอายังไงดีล่ะ ความจะแตกก็คราวนี้แหละอิงอิงเอ๊ย ทำอะไรไม่คิด
คิดไปคิดมาก็คิดได้ถึงเื่กำไลมิติ เพราะมีแต่เธอที่เข้าไปในกำไลมิติได้เพียงคนเดียวนี่นา โกหกว่าเอามาจากในกำไลคงไม่เป็ไรหรอก
“ข้าจำสูตรมาจากในผนังถ้ำที่ไปพบเ้าไป๋หู่เ้าค่ะ” เมื่อเพ่ยอิงกล่าวออกไปเช่นนั้นทุกคนก็ไม่ได้มีท่าทีสงสัยอะไร
“เอาล่ะ อย่ามัวแต่พูดคุยกันเลย มาทานเลยกันดีกว่า” เมื่อท่านพ่อกล่าวจบ ทุกคนก็พร้อมใจกันเริ่มทานอาหารตรงหน้าทันที
“นี่มัน ปลาที่มีพลังิญญาระดับสีม่วงขั้นสูง”
หลังจากที่เซี่ยชุนเหอกินปลาย่างเข้าไปคำแรกก็รู้ได้ทันทีว่า นี่เป็ปลาที่มีพลังิญญา เนื่องจากเซี่ยชุนเหอก็ถือว่าเป็ผู้ฝึกปราณระดับสีน้ำเงินที่ถักทอเส้นปราณไปได้ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบหกเส้นแล้วคนหนึ่ง
เดิมทีเมื่อก่อนชุนเหอเป็ลูกชายคนเดียวของขุนนางเล็ก ๆ ในเมืองซานฉู่ของแคว้นตง ท่านพ่อของเขาจึงพอมีกำลังในการหาซื้อทรัพยากรอย่างพืชผัก สมุนไพริญญา และยาที่ช่วยในการบ่มเพาะพลังปราณมาให้เขาได้
แต่เมื่อเขาอายุได้สิบห้าปี เซี่ยหลี่ห่าวท่านพ่อของเขาเกิดไปขัดผลประโยชน์กับท่านเ้าเมืองซานฉู่เข้าจึงทำให้ท่านพ่อโดนเพ่งเล็ง แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีโจรเข้ามาบุกที่จวนแล้วฆ่าท่านพ่อกับท่านแม่ของเขา แม้กระทั่งคนรับใช้ในจวนก็ไม่มีเหลือแม้แต่คนเดียว แต่โชคดีที่ท่านพ่อให้เขาหนีออกมาได้ เขาจึงตัดสินใจออกจากแคว้นตงแล้วมาอาศัยอยู่ที่แคว้นจ้าวแทน
เมื่อเขาอายุได้ยี่สิบปี ก็มาพบรักกับเหอม่อหลันที่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเทียนยี่ จึงทำให้เขาตัดสินใจมาปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านเทียนยี่ั้แ่นั้นมา
เหอม่อหลันเป็ลูกคนสุดท้องของเหอิป๋อกับนางจางเจียงเหยา มีพี่ชายชื่อเหอชิงเย่และเหอชางไห่
ที่บ้านเดิมของเหอม่อหลันนั้นทำอาชีพปลูกผักขายอยู่ในหมู่บ้านเทียนยี่ จึงไม่ได้ถือว่าทางบ้านยากจนนักแต่ก็ไม่ได้ถือว่าร่ำรวย
ตอนที่ม่อหลันตัดสินใจแต่งงานกับเซี่ยชุนเหอ ทางบ้านก็ไม่ได้คัดค้านอะไรเพราะเซี่ยชุนเหอเป็ชายหนุ่มที่ขยันทำงานสามารถทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้โดยไม่ลำบาก
“จริงหรือเ้าคะท่านพ่อ” เพ่ยอิงถามขึ้นมาทันทีที่ท่านพ่อกล่าวว่านี่คือปลาที่มีพลังิญญา
“ใช่แล้วล่ะ ผู้ที่ฝึกปราณถ้าได้กินอาหารที่มีพลังิญญาเข้าไป ก็จะสามารถชักนำพลังิญญาไปสร้างเส้นปราณได้”
“ถ้าอย่างนั้นหากเราได้กินอาหารที่มีพลังิญญาทุกมื้อ เราก็สามารถฝึกปราณได้ใช่ไหมขอรับท่านพ่อ” พี่ใหญ่รีบถามท่านพ่อ
“ใช่แล้วต้าเอ๋อร์ คนที่ฝึกปราณจะสามารถดูดซับพลังิญญาแล้วนำไปสร้างเส้นปราณขึ้นมาในจุดตันเถียนได้ พวกเ้ารีบกินกันก่อนเถิด ประเดี๋ยวพ่อจะช่วยสอนวิธีชักนำพลังิญญามาสร้างเส้นปราณให้เอง”
เมื่อท่านพ่อกล่าวจบ ทุกคนก็กินอาหารมื้อนี้กันด้วยความเอร็ดอร่อย