บทที่8เืเทพั
เ้าเฟยหลงคว้าเอาเืหนึ่งหยดที่ลอยอยู่กลืนลงไปทันทีเพื่อหลอมรวมเข้ากับร่างกาย เมื่อเืของเทพเข้าสู่ร่างกายความร้อนดั่งดวงอาทิตย์ก็ได้แผดเผาภายในร่างของเขาความร้อนนั้นราวกับจะหลอมเหลวให้ร่างกลายเป็ก้อนของเหลวก็มิปาน ความปวดร้าวแทบจะทำลายดวงจิตให้สูญสลาย
เสียงแห่งความเ็ปรวดร้าวก็ดังขึ้นอีกคราแต่จ้าวเฟยหลงผู้ผ่านการหลอมรวมกับดวงจิตโลกามาก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆปรับตัวไปตามความเ็ปที่ได้รับซึมซับเข้าสู่ร่างกายและจิตใจแปรสภาพเป็พลังแห่งเทพัภายในร่าง
ในเส้นเืของเขาตอนนี้มีเืของเทพัไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกลิ่นไอของเขาสูงศักดิ์ราวกับเทพั
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือนขณะที่ร่างของจ้าวเฟยหลงกำลังนั่งในท่าทำสมาธิอยู่นั้น “ปัง!”เกิดเสียงดังขึ้น ซึ่งมันออกมาจากภายในร่างกายของเขา ลมปราณทั่วร่างไหลเวียนอย่างกับแม่น้ำที่ไหลบ่าลงทะเล“ข้าสามารถทะลวงขั้นได้ด้วยหรือนี่ ผ่านไปสิบลมหายใจ “ปัง!” “ปัง!” “ปัง!” เขาทะลวงไปอยู่ที่ระดับนักยุทธ์ขั้นแปด”
จ้าวเฟยหลงลืมตาขึ้นใบหน้าดีใจอย่างไม่ปิดบังของเขาแสดงออกมาทันที พร้อมกับเสียงะโตามมา“ท่านอาจารย์ข้าได้ทำการหลอมรวมเืเทพของท่านสำเร็จแล้วขอรับและยังทะลวงขั้นไปที่นักยุทธ์ขั้นแปดด้วย”นอกจากนี้เขายังพบว่าพละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นเป็เก้าร้อยจินแล้วซึ่งเท่ากับพละกำลังของนักยุทธ์ขั้นเก้าแล้ว
“ดี...ดี ฮ่าๆๆ”ที่ะโร้องเต็มไปด้วยความดีใจและความสุข “เ้าไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังจริงๆ”
“เอาล่ะจงไปพักผ่อนที่ศาลาศิลาเสียก่อนเมื่อตื่นขึ้นจึงเริ่มการฝึกฝน”
หลงเทียนจวินผ่อนคลายอารมณ์ลงไปมากเมื่อเห็นจ้าวเฟยหลงสามารถหลอมรวมกับเืของตนได้เพราะเืของเทพนั้น ทรงพลังเป็อย่างมากหากผู้ที่หลอมรวมมีร่างกายไม่พร้อมจิตใจไม่แกร่งกร้าวแน่นอนว่าการตายอย่างเ็ปทรมานคือสิ่งที่อยู่ปลายทางและนี่คืออีกเหตุผลที่วิชายุทธ์ระดับเทพค่อยๆเลือนหายไป
“ขอบคุณท่านอาจารย์”จ้าวเฟยหลงเดินเข้าไปพักที่ศาลาศิลาตรงข้ามกับเสาหินเขาแถบจะหลับทันทีที่หัวััพื้น
สามวันสามคืนผ่านไปจนกระทั่งล่วงเข้าเช้าวันที่สี่จ้าวเฟยหลงจึงได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นด้วยพลังของสายเืเทพั จึงทำให้เขากระปรี้กระเปร่า ลุกขึ้นะโโลดเต้นได้ทันทีและในเวลาเดียวกันนั่นเองท้องของเขาก็ส่งเสียงร้องออกมาดังสนั่น
“จริงซิข้าไม่ได้กินอะไรมาสองเดือนแล้วนี่นา”ทันใดนั้นเขามองเห็นลูกเสือกำลังเดินเข้ามาหาปากกำลังคาบกระต่ายตัวใหญ่มาด้วยแล้วก็มันเอากระต่ายมาวางไว้ข้างๆเขาเสร็จแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปนั่งอยู่ข้างอาจารย์ของเขา
ไม่รอให้เวลาผ่านโดยสูญเปล่าจ้าวเฟยหลงลงมือจัดการกับซากกระต่ายแปรสภาพให้เป็อาหารของเขาอย่างรวดเร็วเมื่อกินเสร็จแล้วก็เดินเข้าไปหาอาจารย์
“อาจารย์ศิษย์พร้อมแล้วขอท่านโปรดชี้แนะศิษย์ด้วย”
“เฟยหลงเอ๋ยเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์นั้นรกร้าง ยาวไกล เจิ่งนองไปด้วยโลหิตและโดดเดี่ยวยิ่งนักเ้ามั่นใจที่จะก้าวเดินไปในเส้นทางสายนี้แล้วจริงๆใช่ไหม”
“ศิษย์มุ่งมั่นและตั้งใจพร้อมที่จะขัดเกลาตนเองให้อยู่ในจุดสูงที่สุดแห่งเส้นทางสายนี้แล้ว”
“ถ้าหากพร้อมแล้วจงรับเอาคัมภีร์เหล่านี้ไปเสีย”คัมภีร์หยกทุกๆเล่มที่ลอยอยู่บนอากาศ พลันเหินลอยเข้าสู่ดวงจิตของเขาจากนั้นเนื้อหาวิชาทุกๆเล่มทั้งตัวอักษรและรูปภาพก็ปรากฏขึ้นในสมองของจ้าวเฟยหลงทุกๆอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแม้แต่รูปภาพก็ยังแสดงท่วงท่าออกมาให้เห็นอย่างกับภาพวาดมีชีวิต
ด้วยพลังแห่งดวงจิตโลกาเพียงหนึ่งชั่วยามจ้าวเฟยหลงสามารถเข้าใจขั้นแรกของทั้งห้าวิชาเป็ที่เรียบร้อย
เพียงแค่ได้ทำความเข้าใจ เขาสามารถรู้สึกได้ว่าวิชายุทธ์เหล่านี้มีอานุภาพสูงส่งเพียงใดในใจรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง
“เฟยหลงเ้าจงฝึกคัมภีร์วัฏฏะปราณเทพัก่อนเป็อันดับแรก เพื่อเริ่มการบ่มเพาะปราณและจิติญญาสิ่งนี้จะเป็พื้นฐานแห่งการฝึกยุทธ์ให้แก่เ้า” หลงเทียนจวินได้กล่าวแนะนำศิษย์
“การบ่มเพาะปราณนั้นเป็ขั้นแรกสู่มรรคาเซียนมันคือสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝัน” เสียงัขาด่แต่สายตายังคงจ้องมองจ้าวเฟยหลงเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตนเองพูด
“แต่ว่า...เ้านั้นไม่ใช่เพราะสิ่งที่อาจารย์มอบให้เ้าเป็สิ่งที่เหนือกว่านั้น”จ้าวเฟยหลงอดตกตะลึงไม่ได้
“เหนือกว่ามรรคาเซียน”เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีสิ่งที่เหนือกว่ามรรคาเซียนอีกในโลกนี้
“ใช่แล้ว!...มันคือวิถีแห่งเทพสูงส่ง เกรียงไกร ไร้ผู้ต้านทานและเป็นิรันดร์การที่อาจารย์มอบคัมภีร์วัฏฏะปราณเทพัให้เ้าก็เพราะมันคือวิชาที่อนุมานจากการบ่มเพาะของเทพัเมื่อฝึกจนชำนาญแล้ว
การรวบรวมปราณจะเป็เพียงเื่ง่ายๆ สามารถใช้พลังปราณควบแน่นออกมาโจมตีศัตรูได้โดยไม่ต้องผ่านวิชาหรืออาวุธใดๆ เมื่อใดที่เ้าฝึกสำเร็จเช่นนั้นแล้วหนทางแห่ง์ย่อมเปิดออก มีโอกาสกลายเป็เทพผู้สูงส่งแม้เทพด้วยกันยังต้องยอมศิโรราบ”
สิ้นเสียงของอาจารย์จ้าวเฟยหลงได้กล่าวให้สัญญากับตนอย่างหนักแน่นว่าเขาจะต้องฝึกวิชานี่ให้สำเร็จให้จงได้แม้มันจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตามเขาเดินไปนั่งลงบนก้อนหินที่สูงราวเอวของเขา เข้าสู่สมาธิอย่างรวดเร็ว โคจรวัฏฏะปราณเทพัค่อยๆทำการเรียนรู้ ให้เข้าใจในทุกๆขั้นตอนบ่มเพาะ ขัดเกลาตนเองให้เป็ผู้ใช้ลมปราณที่ชำนาญให้จงได้
คัมภีร์วัฏฏะปราณเทพัคือวิชาที่เหล่าเทพัฝึกฝนลมปราณเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังอันยิ่งใหญ่เหนือล้ำกว่าใครทั้งมวลการดูดซับพลังฟ้าดินจึงแตกต่างจากวิชาบ่มเพาะอื่นอย่างมาก
ต้องทำการเปิดจุดลมปราณทั้งหนึ่งร้อยแปดจุดทั่วร่างเมื่อเปิดครบทุกจุดเส้นลมปราณสะอาด ปรอดโปร่งสามารถดูดซับพลังฟ้าดินได้ดีกว่าการบ่มเพาะแบบอื่นเป็ร้อยเท่า และจุดลมปราณแต่ละจุดเป็ดังตัวเร่งเร้าพลังลมปราณจึงทำให้ผู้ฝึกใช้ออกพลังลมปราณได้แข็งแกร่งทรงพลังกว่าคนทั่วไปถึงหนึ่งร้อยแปดเท่า
ด้วยเหตุนี้เทพัจึงสามารถเป็ใหญ่ได้ในแดน์นั่นเอง
ด้วยการหลอมรวมกับดวงจิตโลกาและเืเทพของจักรพรรดิเทพัร่างกายของจ้าวเฟยหลงถูกชำระล้างและขัดเกลาถึงสองครั้ง จุดลมปราณของเขาได้เปิดออกมาแล้วสามสิบหกจุดพลังลมปราณของเขาในตอนนี้นับว่ารุดหน้าไกลกว่าระดับเดียวกันแล้วแต่ด้วยรากฐานยังไม่มั่นคงการใช้ออกพลังลมปราณจึงไม่สามารถแสดงพลังได้อย่างเต็มที่นัก
เมื่อเริ่มดูดซับพลังฟ้าดินร่างกายของเขามีแสงสีทองส่องสว่างรอบตัว แสงนี้คือแสงปราณของเขานั่นเอง แสงปราณได้ทำให้โถงถ้ำสว่างราวกับถูกฉาบไปด้วยทองคำแลดูสูงค่ายิ่งนักเมื่อจ้าวเฟยหลงโคจรวัฏฏะปราณเทพัได้หนึ่งร้อยจบก็ได้หยุดการฝึกลง
หลังสำรวจตัวเองเขาพอใจยิ่งนักด้วยวิชาวัฏฏะปราณเทพัเขาดูดซับพลังฟ้าดินได้ดียิ่งขึ้น ดวงจิตโลกากลั่นพลังฟ้าดินเ่าั้ให้เป็ปราณที่บริสุทธิ์ดุจดังปราณครั้งาที่โลกยังไร้ราคีใดๆปราณบริสุทธิ์ ของเขาไหลผ่านวงปราณปัญจธาตุลงสู่ถันเถียนแต่ตอนนี้มันยังเป็แค่โครงร่างเท่านั้นการใช้พลังธาตุและพลังลมปราณจึงเป็ไปอย่างจำกัด
หลงเทียนจวินเพ่งมองภายในร่างกายของจ้าวเฟยหลงแล้วยิ้มออกมาเขาพอใจผลการฝึกของศิษย์เป็อย่างมาก“นี่เป็การฝึกครั้งแรกก็สามารถกลั่นลมปราณได้มากขนาดนี้เอาล่ะเมื่อเ้าได้เรียนรู้ขั้นตอนการบ่มเพราะปราณแล้วจากนี้ไปเ้าสามารถฝึกได้วันละหนึ่งชั่วยามเท่านั้น”
“หา!!....เอ่ออาจารย์เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น มิใช่ว่าหากข้าได้ฝึกบ่มเพาะจะทำให้มีลมปราณมากขึ้นจนทะลวงระดับสูงขึ้นไปได้เรื่อยมิใช่หรือ”ความสงสัยฝุดขึ้นเต็มหัวของจ้าวเฟยหลง
“จริงอยู่การบ่มเพาะปราณทำให้เ้าทะลวงระดับได้แต่นั่นเป็การฝึกของผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ เพราะการบ่มเพาะปราณแม้จะลำบากแต่ก็ง่ายและเห็นผลมากกว่าเมื่อเทียบกับอีกวิธีหนึ่ง”
“อีกวิธีหนึ่ง...มันคือวิธีอะไรขอรับ”
“การบ่มเพาะกาย!” เสียงอันทรงพลังกล่าวออกมา
“การบ่มเพาะกายทำได้ยากสิ้นเปลืองทรัพยากรมหาศาล แล้วยังเห็นผลช้าและมีความเสี่ยงถึงชีวิตสูงทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่หันหลังให้กับวิธีนี้เลือกการบ่มเพาะปราณเพราะว่าง่ายกว่าเมื่อเทียบกับการบ่มเพาะกายอีกทั้งยังทรงพลังอันรุนแรงในการต่อสู้เ้าจะหาผู้ฝึกยุทธ์ที่บ่มเพาะปราณได้ง่ายแต่สำหรับผู้ที่บ่มเพาะกายนับว่าพบเจอได้ยากยิ่ง ”
“หากเป็เช่นนั้น เหตุใดศิษย์จึงต้องฝึกการบ่มเพาะกายทั้งที่มันมีอุปสรรคมากมายขนาดนี้”
จ้าวเฟยหลงอดไม่ได้ที่จะสังสัยเพราะหลงเทียนจวินเองก็กล่าวออกมาเองว่ามันยุ่งยากแล้วอันตรายในการฝึกนี้ยังอาจทำให้เสียชีวิตได้ด้วย
“หากเ้าต่อสู้กับผู้ที่บ่มเพาะปราณอย่างเดียวการตัดสินผลแพ้ชนะก็อยู่ที่พลังลมปราณของคนนั้นๆ แต่หากเจอกับผู้ฝึกฝนกาย ผลก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของร่างกายคู่ต่อสู้ของเ้าแต่ถ้าหากต้องสู้กับผู้บ่มเพาะทั้งสองทางที่เรียกว่าพหุวิถีการที่จะชนะผู้ที่ร่างกายแข็งแกร่งกว่าและมีพลังลมปราณเช่นเดียวกันมันแทบเป็ไปไม่ได้เลย”
สายตาของจ้าวเฟยหลงพลันฉายแววสำนึกรู้ขึ้นมาทันทีวิถีแห่งเทพที่เขากำลังฝึกเดิมทีก็แตกต่างจากผู้อื่นอยู่แล้วหากจะบ่มเพาะแบบพหุวิถี ก็ไม่มีอะไรให้ประหลาดใจมากกว่านี้อีกแล้ว ไวเท่าความคิดเขาเรียกเอาคัมภีร์หยกสีดำกายะเทพเต่าทมิฬขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดปรากฏข้อมูลการฝึกกายะเทพเต่าทมิฬออกมามากมาย
คัมภีร์กายะเทพเต่าทมิฬ แบ่งเป็เก้าขั้นแต่ละขั้นทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นจนแม้จะใช้แค่ร่างการเข้าต่อสู้อย่างเดียวก็สามารถสังหารคู่ต่อสู้ได้แต่การเข้าสู่การฝึกฝนจำต้องเตรียมทรัพยากรสมุนไพริญญา เม็ดยามากมาย
ที่สำคัญก็คือสถานที่ที่ใช้บ่มเพาะกายจะต้องเป็สถานที่ที่มีพลังธาตุสูงเพื่อช่วยในการฝึกฝนนั่นเองและมันก็หาได้ยากเหลือเกินโดยเฉพาะในที่ทุรกันดารแห้งแล้งพลังฟ้าดินอย่างเมืองตงเฟิงแห่งนี้
“ขั้นที่หนึ่งหลอมกลั่นโลหิต”ในขั้นนี้เป็การทำให้เืส่วนสำคัญในการดำรงชีพสะอาดและแข็งแรงเพียงพอที่จะรับรองพลังเทพได้และยังทำให้เืของเทพในร่างกายเชื่อมประสานกับเืของตนได้ดียิ่งขึ้นนั่นย่อมหมายถึงว่าการใช้ออกพลังในการฝึกฝนวิชาเทพและในการต่อสู้จะทรงพลังยิ่งขึ้นเมื่อฝึกสำเร็จใช้แค่ร่างกายแข็งแกร่งก็สามารถสังหารจอมยุทธ์ได้ มีพลังทำลายเก้าพันจินแต่การหลอมขัดต้องใช้เพลิงที่มีธาตุไฟสูงมากในการฝึกฝน
“แล้วข้าจะไปหาเพลิงมาจากที่ไหนแล้วเพลิงที่ว่าก็คงไม่ใช่แค่กองไฟใหญ่ๆแน่ๆ”จ้าวเฟยหลงครุ่นคิด
เสียงของหลงเทียนจวินดังขึ้นราวสามารถรู้ความคิดของศิษย์ได้“จงอย่าได้เป็ห่วงเื่ของเพลิงเลยตอนนี้จงตั้งใจหาสมุนไพริญญาที่จำเป็ต้องถูกใช้ในกระบวนการบ่มเพาะของเ้าดีกว่า”
“หญ้าเืั ดอกโลหิตฟ้าหินสายโลหิต ใบต้นกล่อมิญญา” จ้าวเฟยหลงพึมพำกับตนเอง
“อาจารย์...ศิษย์ไม่เคยเรียนเื่สมุนไพรมาก่อนเลยเื่ของแร่ธาตุก็ยิ่งมืดบอดแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าต้นไหนคือสมุนไพริญญา หินก้อนใดคือแร่ที่้า”
“เ้าไม่ต้องกังวลเรืองนั้นหรอกหึหึหึ...เดี๋ยวก็มีคนช่วยเ้าเอง”หลงเทียนจวินกล่าวอย่างหยอกล้อ
“ใครกัน!”จ้าวเฟยหลงคิดถึงผู้ที่อาจารย์กล่าวถึง ก็เห็นกันอยู่ว่ามีกันอยู่แค่สองคนเท่านั้น
ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้นดวงจิตโลกาก็มีสั่นไหวเบาๆอยู่ภายในร่างจ้าวเฟยหลงแต่เ้าตัวหาได้สนใจไม่เพียงแค่คิดว่าเป็อาการหลังจากหลอมรวมกันเท่านั้น
“วิชายุทธ์ระดับเทพที่อาจารย์มอบให้นั้นเป็วิชาที่อนุมานจากวิชาของเทพหาใช่สิ่งที่เทพฝึกฝนจริงๆแต่มันทรงพลังอำนาจอย่างไม่ต้องสงสัยเฟยหลงเอ๋ยเ้าจงตั้งใจฝึกฝนให้ดีมันจะนำเ้าไปสู่์สักวันหนึ่ง”
หลงเทียนจวินกล่าวเตือนด้วยความเป็ห่วง
“เอาล่ะ!...เ้าเองก็เข้าใจวิชายุทธ์ระดับเทพทั้งห้าในระดับหนึ่งแล้วถึงเวลาที่ต้องออกไปหาสมุนไพริญญาและแร่ธาตุมาใช้สำหรับการบ่มเพาะกายของเ้าเถอะแต่อย่าลืมว่าตอนนี้ด้วยระดับการบ่มเพาะของเ้า จะสามารถใช้วิชายุทธ์ระดับเทพแต่ละวิชาได้วันละหนึ่งครั้งเท่านั้นแล้วก็ระวังให้ดีสมุนไพริญญาล้วนแล้วแต่มีสัตว์อสูรอารักขาทั้งสิ้น”
จ้าวเฟยหลงรู้สึกได้ถึงความอันตรายและซับซ้อนของเส้นทางที่ต้องออกฟันฝ่าแต่มาถึงตอนนี้คิดมากไปก็ไร้ความหมาย
“ศิษย์ทราบแล้ว อาจารย์ไม่ต้องเป็ห่วง”จ้าวเฟยหลงกล่าวอำลาแล้วเตรียมตัวเพื่อออกเดินทางตามหาส่วนผสมสำคัญในการบ่มเพาะกาย
เมื่อเดินกลับออกมาที่ปากถ้ำหยุดยืนมองโครงกระดูกที่ทับถมกันที่หน้าทางเข้ารอยยิ้มที่มุมปากเกิดขึ้นชั่วครู่แล้วหายไป “สองเดือนก่อนตอนที่ข้าต้องหนีตายมาตรงนี้พวกเ้าช่างดูน่ากลัวยิ่งนักแต่เวลานี้ช่างต่างกันเหลือเกิน”