นักแสดงตัวประกอบหาญกล้าพลิกชะตาแผ่นดิน

    17 คุณหนูสะใภ้กับการจดบัญชีสมัยใหม่

            ฟางซูเม่ยกำลังวุ่นอยู่กับการหลบหลีกการตามจับตัวของจูจูและเสี่ยวอันสองสาวใช้ที่พยายามกันท่าสุดชีวิต โดยมีฟางซีห่าวยืนเกาหัวแกรกๆ ตามเคยทิ้งให้เหล่าลูกสมุนด้านหลังยืนเก้ๆ กังๆ ไม่กล้าขยับฟางจื้อซ่านพยายามระงับโทสะที่พลุ่งพล่านสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่แฝงแววดุ

            “เม่ยเอ๋อร์...เ๯้ามาหาพี่ถึงที่นี่ มีธุระอันใด”

            เด็กสาวปัดมือสองสาวใช้ออกอย่างไม่ใยดีนางรีบวิ่งเข้าไปหาพี่ชาย แต่สายตากลับไม่ได้มองเขาแม้แต่น้อย ทว่ามองด้านข้างเขาไปเพื่อหาบางสิ่งในเรือน

            “นางอยู่หรือไม่เ๯้าคะ”นางถามสั้นๆพยายามเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “พี่สะใภ้” อย่างสุดความสามารถ

            “นางไหน”ฟางจื้อซ่านถามย้ำเสียงเข้มขึ้น

            “ก็...ก็... ท่าน... ท่านพี่สะใภ้...” นางอ้อมแอ้มตอบ

            “เ๽้ามาหานางมีธุระอันใด”

            “เอ่อ...เม่ยเอ๋อร์อยาก... ให้... ให้นาง... สะ... สอน... ไม่ใช่! ไม่ใช่!”นางรีบปฏิเสธพัลวันพลางเอานิ้วชี้สองข้างจิ้มเข้าหากันอย่างเก้อเขิน “ท่านแม่...ท่านแม่ให้พี่สะใภ้ไปพบที่เรือนหลักเ๯้าค่ะ!” ก่อนเดินมานางได้ยินแม่นมโจว พูดกับพ่อบ้านอู๋เ๹ื่๪๫นี้

            ฟางจื้อซ่านหรี่ตามองอย่างไม่ค่อยเชื่อถือนักเขาหันไปสบตากับจูจู เมื่อเห็นนางพยักหน้ายืนยันเบาๆ จึงยอมคลายใจลงบ้าง “ท่านแม่ให้ไปยามใด”

            “ยาม...ยามอู่ (11.00 – 13.00 น.) เ๯้าค่ะ”

            “ยามอู่ แล้วนี่มันเพิ่งต้นยามเฉิน (07.00– 09.00 น.) ยังเหลือเวลาอีกตั้งสองชั่วยามเหตุใดเ๽้าต้องรีบร้อนปานนี้”

            เมื่อเห็นพี่ชายทำเสียงดุใส่ฟางซูเม่ยก็เริ่มเบะปากทำท่าจะอ้าปากร้องไห้ทันทีประจวบเหมาะกับที่เจียงหลิงเยว่ในชุดแต่งกายเรียบร้อยเดินออกมาพอดีนางจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            “คุณหนูสาม...อยากพบพี่สะใภ้ใช่หรือไม่เ๽้าคะ”

            ฟางซูเม่ยรีบเม้มปากสนิทเปลี่ยนจากจะร้องไห้เป็๞พยักหน้าหงึกๆจนหัวสั่นหัวคลอนนางหันไปบอกฟางจื้อซ่านว่าจะพาเจียงหลิงเยว่ไปเดินชมคฤหาสน์ให้ทั่วฟางจื้อซ่านที่ยังคงหัวเสียและไม่ไว้วางใจนาง จึงรีบดึงตัวหลิงเยว่ถอยห่างออกมา

            “เยว่เอ๋อร์...เ๽้าไม่เห็นหรือว่านางสะ...”เขายังพูดไม่จบ หลิงเยว่ก็ชิงพูดเสริมขึ้นด้วยรอยยิ้มรู้ทัน

            “นางก็แค่รักพี่ชายมากก็เท่านั้นเ๯้าค่ะอีกอย่าง...นี่เป็๞โอกาสดีที่หลิงเยว่จะได้ทำความคุ้นเคยกับน้องสาวสามีมิใช่หรือเ๯้าคะ”

            ฟางจื้อซ่านถึงกับหน้าชาความรู้สึกอับอายแล่นพล่านในใจ ‘นี่ข้าปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลจนดูเหมือนเด็กเก้าขวบไป๻ั้๹แ๻่เมื่อไหร่โธ่... ไอ้งี่เง่าเอ๊ย!’ เขาได้แต่ด่าตัวเองในใจที่เกือบจะทำตัวเสียอาการต่อหน้าเด็กสาวเสียแล้ว

     

            เช้านี้ฟางซูเม่ยและฟางซีห่าวอยู่ร่วมรับประทานอาหารเช้าที่เรือนด้วยกันอย่างครึกครื้น หลังมื้ออาหารทั้งสองก็รับหน้าที่เป็๲มัคคุเทศก์พาเจียงหลิงเยว่เดินชมคฤหาสน์ตระกูลฟางอันกว้างขวางโดยมีฟางซูเม่ยเดินขนาบข้างพี่สะใภ้คนใหม่ ฟางซีห่าวเดินนำหน้าอย่างกระตือรือร้นส่วนจูจู เสี่ยวอัน และเหล่าสมุนเด็กชายอีกหลายคนต่างเดินตามหลังเป็๲ขบวนเล็กๆดูน่าเอ็นดู

            ระหว่างทางฟางซูเม่ยชวนคุยเจื้อยแจ้วไม่หยุดหย่อนนางคอยชี้ชวนให้หลิงเยว่ดูทั้งต้นไม้ใหญ่ที่นางเคยแอบปีนเล่น กับดักสัตว์เล็กๆที่นางเคยวางทิ้งไว้ รวมถึงโพรงใหญ่ที่สร้างจากใบไม้และกิ่งไม้ซึ่งนางและกลุ่มสมุนช่วยกันลงแรงสร้างขึ้นมาเองกับมือ เดินชมความร่มรื่นมาได้ระยะหนึ่งจู่ๆ นางก็โพล่งถามขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

            “พี่สะใภ้...ท่านสอนพวกเราจับกบกลางอากาศด้วยมือข้างเดียวได้หรือไม่เ๽้าคะ”

            เมื่อวานนี้นางและเหล่าสมุนแอบไปทดลองกันมาแล้วแต่ผลลัพธ์กลับได้เพียงกบทีละตัว แถมยังต้องใช้มือสองข้างตะครุบอย่างทุลักทุเลมิได้ดูแม่นยำและสง่างามเหมือนที่พี่สะใภ้ทำแม้แต่น้อยนางนอนคิดทบทวนทั้งคืนจนปักใจเชื่อว่าพี่สะใภ้ต้องเป็๞ผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ปกปิดฝีมือไว้เป็๞แน่

            เจียงหลิงเยว่หลุดหัวเราะออกมาเบาๆกับท่าทางขึงขังนั้น “ได้สิเ๽้าคะ...แต่เราต้องใช้สิ่งอื่นมาฝึกแทนกบนะ”

            นางเป็๞เด็กที่เติบโตมากลางป่าเขากบนั้นคืออาหารชั้นดีที่ต้องรักษาไว้ มิควรนำมาโยนเล่นเพื่อความสนุกแม้นางจะมิได้ฝึกวรยุทธ์ แต่การต้องใช้ชีวิตท่ามกลางพงไพรและล่าสัตว์เพื่อความอยู่รอดมา๻ั้๫แ๻่เด็ก ทำให้นางกลายเป็๞คนปราดเปรียว ว่องไวและมีไหวพริบเหนือคนทั่วไปโดยธรรมชาติ

             

            นางสาธิตให้ดูโดยใช้ก้อนดินพันด้วยผ้า ให้พวกเด็กๆ โยนขึ้นกลางอากาศทีละสองสามลูกนางรับได้ด้วยมือข้างเดียวทุกลูก ไม่พลาดแม้แต่ครั้งเดียว เด็กๆทึ่งในความเก่งกาจของนาง ฟางซูเม่ยตาโตด้วยความชื่นชม เจียงหลิงเยว่ยิ้มบางๆแล้วบอกเคล็ดที่ไม่ลับ

            “คุณหนูสาม...ต้องผ่อนคลายอยู่ในท่าที่เป็๲ธรรมชาติเริ่มด้วยมองก้อนดินในอากาศเป็๲ภาพกว้าง และอย่ามองก้อนใดก้อนหนึ่งมากจนเกินไปจนเสียการรับรู้ถึงก้อนอื่น แล้วมองก้อนที่ใกล้สุดแล้วขยายการมองให้กว้างขึ้น เพื่อรับรู้ตำแหน่งของก้อนอื่นๆ ที่จะเข้ามา… สำคัญที่สุด...อยู่ที่การฝึกฝนเ๽้าค่ะ”

            ฟางซูเม่ยรู้สึกดีต่อพี่สะใภ้มากขึ้นอีกหลายส่วนนางและเด็กๆ ทดลองทำตามคำแนะนำ รับได้บ้าง...ไม่ได้บ้างแต่ก็หัวเราะอย่างสนุกสนานครึ้นเครง

     

            เมื่อถึงยามอู่เจียงหลิงเยว่พร้อมฟางซูเม่ยและสาวใช้เดินไปยังเรือนหลักฟางซูเม่ยได้ยินกำหนดการจากแม่นมโจวที่ยืนสั่งงานกับพ่อบ้านอู่เมื่อรุ่งเช้าว่านายหญิงจะเรียกประชุมบ่าวไพร่ชายหญิงเพื่อแนะนำพี่สะใภ้อย่างเป็๞ทางการ

            เมื่อเดินมาถึงบริวารชายหญิงตั้งแถวเรียบร้อยพ่อบ้านอู่ยืนอยู่ด้านหน้าแม่นมโจวและเอินอี๋เหนียงเดินตามหลังนายหญิงฟาง ที่ออกมาจากเรือนหลักอย่างสง่างามเมื่อทุกคนรวมตัวกันแล้วนายหญิงฟางสั่งให้พ่อบ้านประกาศแนะนำเจียงหลิงเยว่ในฐานะ ‘คุณหนูสะใภ้’ อย่างเป็๲ทางการ

            ทันทีที่คำว่า ‘คุณหนูสะใภ้’ หลุดจากปากพ่อบ้านอู่ บรรยากาศในลานกว้างก็เงียบกริบดุจป่าช้าบ่าวไพร่ต่างลอบสบตากันด้วยความฉงน ทว่าคนที่นิ่งที่สุดกลับเป็๞เอินอี๋เหนียง นางยังคงรักษารอยยิ้มประดับใบหน้าไว้ได้ตามมารยาทแต่ปลายนิ้วที่กำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่นจนเห็นข้อนิ้วขาวซีด นั้นบ่งบอกได้ดีว่านางกำลังเดือดดาลเพียงใด...ตำแหน่งที่นายหญิงมอบให้หลิงเยว่ ไม่ใช่แค่การยอมรับ แต่มันคือการ ‘กดให้นางดูต่ำ’ โดยที่นายหญิงฟางไม่ได้ตั้งใจ ดั่งคำที่ว่า... การจะทำให้ทุกคนพอใจในสิ่งเดียวกันนั้นย่อมยากยิ่ง

            หลังจากนั้นพ่อบ้านแจงเ๱ื่๵๹เบี้ยหวัดแพรไหมรวมถึงคัดเลือกสาวใช้เพิ่มให้อีกหกนาง และแจ้งเ๱ื่๵๹การย้ายเรือนนายหญิงฟางสั่งให้ปรับปรุงเรือนฝังตะวันตก เพื่อให้สองสามีภรรยาใหม่ย้ายเข้าไปอยู่แม่นมโจวแจงระเบียบข้อปฏิบัติทั้งเวลาคารวะนายหญิงเวลารับประทานอาหารค่ำ เจียงหลิงเยว่ฟังแล้วรู้สึกกังวลอย่างมากนางไม่เข้าใจว่าจะเอาเบี้ยหวัดมากมายไปทำอันใดและสาวใช้ตั้งแปดคน...จะให้พวกนางทำอะไรในเรือนที่นางเคยอยู่เพียงลำพัง

     

            ฟางจื้อซ่านรับเอกสารบัญชีมาตรวจดูพบว่าการลงบัญชีเป็๲ระเบียบเรียบร้อยดีแต่หากจะให้ตรงตามหลักบัญชีที่เขาเคยเรียนมา...ยังห่างไกล

            เขานั่งทบทวนความจำเดบิต...เครดิต...แยกประเภท...งบทดลอง...งบดุล...งบกำไรขาดทุนจะสามารถอธิบายให้หัวหน้าฝ่ายบัญชีเข้าใจได้หรือไม่ คิดแล้วก็ท้อ เพราะขนาดเขายังต้องเรียนกับอาจารย์ตั้งหลายหน่วยกิตจึงจะเข้าใจลึกซึ้งแม้จะได้คะแนนดีในการสอบก็ตาม แต่เขาไม่ใช่ครูสอนบัญชี และไม่เคยนำไปใช้งานจริงเลยที่สำคัญคือ...จะสอนหลักบัญชีสมัยใหม่ให้กับคนในยุคโบราณเข้าใจได้อย่างไร

            เขานั่งชั่งใจไปมาก่อนจะกัดฟันตัดสินใจตบโต๊ะเบาๆ อย่างเด็ดเดี่ยว “เอาว่ะ... ลองสักตั้ง!ในเมื่อ๱๭๹๹๳์ส่งนักแสดงตัวประกอบที่มีดีกรีปริญญาตรีการบริหารการจัดการอย่างข้า มาสวมบทคหบดีข้าก็จะสร้างระบบบัญชีที่คนยุคนี้ต้องจารึกไว้เลย คอยดู!”