กล่องลึกลับ
“ไอกร แกนี่ขยันจริง ๆ ยานขนขยะเพิ่มจะมาเมื่อกี้เอง”หญิงชราร่างท้วมในชุดผ้าถุงเก่า ๆ เกาพุงขณะรดน้ำต้นไม้ด้วยใบหน้าง่วงเหงาหาวนอน“ก็ถ้าไปช้าก็อดของดีสิป้าไหม รอบนี้ได้ข่าวว่าไปขนมาจากเขตสงครามเก่าด้วย”กร เด็กหนุ่มกล้ามโตสูงถึง190 ในชุดเกราะเครื่องกลที่เต็มไปด้วยเครื่องมือมากมายเอ่ยตอบขณะล็อคประตูบ้านบ้านของเขาเป็นบ้านเก่าหลังเล็กสภาพดูทรุดโทรม บนบานประตูปรากฏป้าย [ร้านรับซ่อมสารพัดโดยช่างกรสุดหล่อ] ประดับอยู่“ขอให้เจอของดีละ จะได้มีเงินไปซื้อชุดใหม่กับเขาสักที”ป้าไหมกล่าวพลางเปิดปากหาววอด ชุดป้องกันตัวของกรมันเก่ายิ่งกว่าบัวรดน้ำของเธอเสียอีก“ยังไงก็ต้องเจออยู่แล้ว แต่ขอรับความหวังดีไว้ละนะ!”เขายิ้มให้กับป้าไหมแล้วสวมหมวกเกราะลง สลักที่คอเชื่อมต่อกับชุดเกราะ หน้าจอแสดงผลพลันสว่างขึ้นพร้อมกับปลายเสาโลหะบนหลังส่องแสงสีน้ำเงินชุดของกรนั้นเก่ามาก ดูได้จากสีที่ลอกหลายจุด เนื่องจากเป็นของมือที่8แล้วตอนที่กรซื้อมา ได้ไปหลายแผลเหมือนกันกว่าจะซ่อมจนมันใช้งานได้กรเดินเท้าเป็นระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตรก็ถึงทางเข้าจุดทิ้งขยะกำแพงสูงห้าเมตรทอดยาวไปล้อมรอบเขตทิ้งขยะที่มีขนาดกว้างกว่า250ตารางกิโลเมตร กำแพงถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเข้าออกตามใจชอบ เนื่องจากภายในถือว่าเป็นพื้นที่ของรัฐบาลดาวอังคาร ต้องมีการยืนยันตัวเองทุกครั้งก่อนเข้าออกที่หน้าทางเข้ามีชายชุดเกราะดำยืนถือปืนไรเฟิลอยู่สองคน ทั้งสองคนนี้เป็นคนของรัฐบาลที่คอยสอดส่องเผื่อมีผู้บุกรุก หรือว่ามีอะไรจะฝ่าออกมา“ทำการยืนยันตัวด้วยครับ”หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงสุภาพหลังเห็นกรมีท่าทีจะเข้าไปกรเปิดกระจกหมวกขึ้นแล้วทำการสแกนใบหน้าที่เครื่องสแกนข้างบานประตูเพื่อยืนยันตัวตน[ยืนยันตัวตน กร ทำการลงทะเบียนเสร็จสิ้น]เสียงสังเคราะห์เพศหญิงดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่เลื่อนออกกรปิดกระจกหมวกลงแล้วเดินเข้าบานประตูไป“ไม่มีนามสกุลด้วยวะ”“เป็นเด็กกำพร้าละมั้ง”ตึงบานประตูปิดลงทำให้เขาไม่ได้ยินบทสนทนาที่เหลือ แต่เจ้าตัวก็พอจะเดาได้อยู่กรถอนหายใจด้วยความเคยชิน เขาถูกเรียกว่าเด็กกำพร้ามาตั้งแต่จำความได้แล้วเขาโตมาในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าของรัฐบาล ด้วยความหัวดีก็เลยลองไปสอบชิงทุนมา น่าเสียดายที่ไม่ได้ทำคะแนนสูงจนได้เข้าทำงานกับทางรัฐบาล แต่ก็สูงพอจะได้เงินมาก้อนหนึ่งในการตั้งตัวนับแต่วันนั้นที่เขาก้าวออกมามีชีวิตเป็นของตัวเอง ก็ผ่านมาได้สามปีแล้ว“เอาละ ไหนดูสิ”กรยกแผงควบคุมที่แขนขวาขึ้นมาแล้วตั้งค่าอยู่ครู่หนึ่งถึงจะกดทำการสแกนแท่งโลหะบนหลังหรือเครื่องสแกนของเขาดับแสงลง พร้อมกับมีคลื่นสีน้ำเงินอ่อน ๆ กระจายไปรอบตัว เคลื่อนที่ผ่านกองเศษเหล็กเขายืนรอให้คลื่นสแกนเคลื่อนที่จนสุดระยะแต่สุดท้ายก็ไม่มีการตอบสนองอะไรกลับมา‘ดูเหมือนเราจะตั้งความหวังมากเกินไป...’กรไหล่ตกไปก่อนจะฮึดสู้เดินหน้าต่อไปเมื่อกี้เขาสแกนโดยตั้งค่าให้หาวัตถุที่ยังคงมีพลังงานอยู่ หวังว่าจะเจอของที่ยังใช้การได้หลงเหลืออยู่ในซากขยะเหล่านี้เนื่องจากพวกมันเป็นของที่มีราคาสูงมากหากเทียบกับเศษเหล็กที่เขามักจะได้ หากเขาได้มาสักชิ้นแล้วนำไปขายให้กับร้านรับซื้อเขตอื่น เขาจะได้ไปทำตามความฝันสักทีความฝันของกรก็คือเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่ค่าเล่าเรียนในสาขาวิศวกรรมนั้นแพงมาก ชนิดที่เงินเก็บทั้งชีวิตของเขายังไม่พอจ่ายสักเทอมแต่เขาก็ไม่ยอมแพ้หรอกนะ! สักวันเขาจะต้องได้เรียนแน่นอนเชื่อเขาสิ!กรเดินไปตามภูเขาเศษเหล็กอย่างระมัดระวัง เนื่องจากในที่แห่งนี้ไม่มีทางเดินที่ชัดเจน พวกเก็บซากแบบเขาจึงต้องมองหาเส้นทางที่เหมาะสมด้วยตาของตัวเอง ถึงจะเคยได้ยินว่าพวกมีตังจะมีเอไอคอยคำนวนเส้นทางให้ แต่เขาไม่มีเงินมากพอจะซื้อความสะบายแบบนั้นหรอก แค่ข้าวแต่ละมื้อยังต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะกินอะไรกรหยิบชิ้นที่เขาคิดว่าพอจะใช้งานได้ขึ้นมาตรวจสอบด้วยตาเปล่า ถ้าอันไหนเขาคิดว่าพอจะทำอะไรกับมันได้ เขาถึงจะนำใส่กระเป๋าเป้บางชิ้นอาจจะต้องแงะหรือขุดเสียหน่อยเพื่อจะให้ได้มา แต่กรก็มีเครื่องมือหลายชิ้นเตรียมการไว้พร้อมอยู่แล้วเขาสนใจเรื่องงานช่างตั้งแต่อ่านหนังสือออก และมีประสบการณ์กับเรื่องพวกนี้มาอย่างโชกโชน เนื่องจากตัวเขาเป็นช่างคนเดียวในละแวกนี้ หากใครมีอะไรเสียก็ต้องมาให้เขาซ่อมทั้งสิ้น การขุดคุ้ยกองเศษเหล็กหรือDIYแยกส่วนสิ่งของเขาทำบ่อยจนชินเหมือนกับหายใจเข้าออกแล้วน่าเศร้าที่แม้ว่าเรื่องทักษะของกรจะอยู่ในขั้นหาตัวจับได้ยาก แต่งานเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นับว่าเป็นงานสำหรับคนมีฐานะช่างยากจนที่ไม่มีกระทั่งใบปริญญามารองรับแบบกรไม่มีใครรับเข้าทำงานหรอก อย่างมากก็ได้เป็นแค่กรรมกรชั้นล่างคอยทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้แสดงฝีมือหรอกติ้งเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นพร้อมกับเครื่องสแกนของเขาที่ใช้งานได้อีกครั้งกรไม่รอช้ากดค้นหาอีกครั้งทันที และมันก็ยังคงเงียบอยู่เช่นเดิม‘ไหนบอกว่ามีขยะสงครามไงฟะ ไม่เห็นเจอของดีเลยสักชิ้น!’เด็กหนุ่มถอนหายใจด้วยความผิดหวังอีกครั้ง เขาได้ยินข่าวมาตอนที่นำเศษเหล็กไปขายแบบชั่งกิโล หรือว่ามันจะเป็นแค่ข่าวลือ…กรพลิกตัวหันหลังเตรียมกลับ แต่เศษเหล็กที่เขาใช้ยืนอยู่เกิดเสียหลักเคลื่อนตัวทำให้เขาล้มหน้าคะมำอะไหล่บนหลังกระจัดกระจายไปทั่วแต่กรไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรกรเบิกตากว้าง หัวใจเต้นตุบตับ หากไม่ใช่เพราะใส่ชุดเกราะมาเขาคงตายไปแล้วเขาค่อย ๆ ตั้งตัวลุกขึ้นแล้วหยิบอะไหล่เก็บใส่กระเป๋าอีกครั้งแต่ระหว่างที่เขากำลังเก็บข้าวของอยู่นั้น เขาก็ไปสะดุดตากับแสงฟ้าประหลาดที่กำลังส่องแสงอยู่ภายใต้กองเศษเหล็ก‘มีของที่ทำงานอยู่ได้ไง! ไม่ใช่ว่าสแกนแล้วไม่เจองั้นเหรอ?' แม้จะสับสนแต่ความโลภมันบังตา กรก็เลยทุ่มเทเวลาครึ่งวันเช้าในการแหวกภูเขาเศษเหล็กเพื่อไปให้ถึงต้นตอของแสงสีฟ้านั้นต้นตอของแสงสีฟ้าคือกล่องสี่เหลี่ยมขนาดประมาณหนึ่งกำปั้น กรลองยกขึ้นมาดูก็ต้องประหลาดใจเพราะมันเบาจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้น้ำหนักเด็กหนุ่มลองใช้มือปัดฝุ่นดูก็เห็นสภาพกล่องที่ยังคงเป็นสีขาวสว่างไม่มีรอยบุบหรือขีดข่วนใด ๆ ทั้งสิ้น‘กล่องเก็บของ? กล่องสมบัติแน่นอนชัวร์ป้าบ! หรือว่าจะเป็นกล่องเปล่า? หรือว่าระเบิด?! ไม่ใช่หรอกมั้ง... ถ้าจะเป็นระเบิดก็เป็นกล่องเปล่าเถอะ’เขาลองตั้งข้อสันนิฐานดูด้วยจินตนาการอันล้ำเลิศ ก่อนจะเก็บมันลงกระเป๋าแล้วมุ่งหน้ากลับบ้านไปลองหาวิธีงัดแงะดูโดยไม่รู้ตัวเลยว่า หลังกล่องสีขาวปริศนาลงกระเป๋าไปแล้ว ตัวกล่องก็เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง บนฝากล่องที่ว่างเปล่าปรากฎข้อความสีฟ้าขึ้น[ทำการReboot....]