ท่านเทพตกสวรรค์ไปเป็นสามีภรรยาแสนขยันยุค 70 (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 47 ท้องหรือเปล่า?

            “คุณปู่ คุณพ่อ คุณแม่ เอาไว้หนูกับพี่เจียนหยุนมีเวลาว่าง เราจะไปเยี่ยมทุกคนบ่อยๆ นะคะ ที่ผ่านมาหนูไม่เคยห่างจากคุณแม่เลยสักครั้ง ต่อไปหนูต้องคิดถึงคุณแม่มากแน่ๆ เลยค่ะ” เจียงโม่หลานกอดมารดา “ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเราเสียหน่อย ทำไมเป็นเราที่ต้องย้ายออกจากปักกิ่งด้วยล่ะคะ”

            “เรื่องนี้โม่โฉวได้มาปรึกษากับคุณปู่และคุณพ่อก่อนแล้วล่ะจ้ะ ต่อให้ไม่มีเรื่องของตระกูลเซี่ย เราก็จะย้ายออกจากปักกิ่งกันอยู่ดี ความจริงตั้งแต่ที่เรากลับมาอยู่ที่ปักกิ่ง คุณปู่กับคุณพ่อ รวมถึงแม่ก็เริ่มไม่คุ้นชินกับชีวิตที่เร่งรีบและวุ่นวายในเมืองใหญ่แล้วล่ะ เราอยากกลับไปใช้ชีวิตที่เรียบง่ายในชนบทมากกว่า เราก็เลยตกลงว่าจะย้ายไปตั้งรกรากที่อำเภอหยางเฉิงกัน” คุณแม่เจียงอธิบายให้ลูกสาวฟัง

            “ผมกับอ้ายเหม่ยสร้างบ้านหลังใหญ่ไว้ให้ครอบครัวเราแล้วครับ และยังสร้างบ้านหลังเล็กไว้ให้พี่ใหญ่กับพี่รองคนละหลังด้วย พวกพี่พร้อมเมื่อไหร่ก็ย้ายไปอยู่ที่นั่นได้เลย” เจียงโม่โฉวบอกพี่สาว

            “ฉันกลัวว่าไปอยู่ที่โน่นแล้วพวกท่านจะเหงาน่ะสิ”

            “ที่โน่นมีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะ อากาศก็ดีกว่าที่นี่มาก อีกทั้งผู้สูงอายุในหมู่บ้านก็มีไม่น้อย คุณปู่สามารถไปเล่นหมากรุกกับสหายได้ ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็อาสาว่าจะเข้าไปช่วยงานผมที่โรงงานแล้วด้วย พี่อย่าลืมสิว่าผมเปิดโรงงานขึ้นตั้งสองโรงงาน พี่คิดว่าพวกท่านจะมีเวลาเหงาไหมล่ะ”

            “ตกลงแล้วนายตั้งใจจะให้คุณปู่ คุณพ่อ กับคุณแม่ไปทำงานหนักเหรอเนี่ย” เจียงโม่หลานหันไปจ้องหน้าน้องชาย

            หวังเจียนหยุนเดินมานั่งข้างๆ ภรรยา “คุณไม่ได้กลัวว่าคุณปู่จะเหงาหรอกใช่ไหม แต่คุณกลัวว่าคุณจะเหงาเองเสียมากกว่า คำสั่งโยกย้ายของผมกับโม่ไป๋ออกมาแล้ว เราได้ย้ายไปประจำอยู่ที่สถานีตำรวจหยางเฉิง ถึงแม้ตำแหน่งจะลดลงไปบ้าง แต่มันก็คุ้มที่คุณจะได้ย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัว”

            “คุณไปเขียนย้ายตั้งแต่เมื่อไหร่” เจียงโม่หลานขมวดคิ้วถาม

            “ก็ตั้งแต่ที่โม่โฉวตัดสินใจจะจัดการกับเซี่ยเหอซวน”

            “คุณไม่เสียดายตำแหน่งงานของคุณเหรอคะ”

            “จะเสียดายทำไม ทำงานตำแหน่งใหญ่โตแต่ได้ใช้ชีวิตห่างจากครอบครัว ผมไม่ต้องการชีวิตแบบนั้นหรอก อีกอย่างคุณลืมไปแล้วเหรอครับว่าผมก็เป็นคนชนบทเหมือนกัน ผมไม่ได้ชอบใช้ชีวิตในเมืองใหญ่มากมายนักหรอก แต่ที่ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ก็เพราะผมย้ายตามคุณมาต่างหาก” หวังเจียนหยุนยิ้มให้ภรรยา “ก็ตอนนั้นคุณไม่รับรักผมสักที ผมก็กลัวว่าพอคุณกลับมาที่ปักกิ่งแล้วคุณจะชิงแต่งงานกับคนอื่นไปก่อน ทางเดียวที่ผมจะมาหาคุณได้ก็คือต้องย้ายงานตามมานี่ล่ะครับ”

            “ทุกคนย้ายไปอยู่หยางเฉิงด้วยกันก็ดี คนแก่อย่างปู่ก็หวังเพียงอย่างเดียวว่าในบั้นปลายจะได้อยู่ใกล้ๆ ลูกหลานนี่ล่ะ” คุณปู่เจียงยิ้ม “แล้วแกล่ะเจ้ารอง ถ้าแกย้ายไปอยู่ที่หยางเฉิงแล้วหนูอันอันจะทำยังไง”

            “เธอก็ต้องย้ายไปอยู่กับผมด้วยสิครับ” เจียงโม่ไป๋ไม่กล้าสบตาทุกคน “คืออย่างนี้นะครับทุกคน ผมมีเรื่องจะสารภาพ ไม่นานมานี้ผมกับอันอันจดทะเบียนสมรสกันแล้วครับ แต่เธอยังไม่ยอมให้ผมบอกข่าวดีกับทุกคน”

            “แกไปทำผิดต่อเธอไว้ใช่ไหม” คุณแม่เจียงบิดหูลูกชาย “แกไปล่วงเกินหนูอันอันจนเธอไม่ยอมรับในตัวแกหรือเปล่า แกรีบบอกแม่มา ไม่อย่างนั้นก็รีบตามแม่ไปหาซื้อของเพื่อไปขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่ของหนูอันอันเดี๋ยวนี้ มีอย่างที่ไหนแอบไปจดทะเบียนกันก่อนโดยที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่รับรู้”

            เจียงโม่ไป๋เล่าถึงความสัมพันธ์ของเขากับมู่อันอันให้ทุกคนฟัง เริ่มตั้งแต่ที่เขายังไม่รู้ใจตัวเอง จนกระทั่งหญิงสาวไปออกค่ายอาสาในช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาออกไปปฏิบัติภารกิจที่สถานที่นั้นเหมือนกัน ในขณะที่เขากำลังจะเดินเข้าไปทักเธอ กลับมีนักศึกษาชายคนหนึ่งเดินเข้าไปสารภาพรักกับเธอก่อน

            เจียงโม่ไป๋กลัวว่าหญิงสาวจะรับรักนักศึกษาคนนั้น ทั้งยังโกรธที่หญิงสาวส่งยิ้มให้ผู้ชายคนอื่น จากความกลัวกลายเป็นความโกรธ เมื่อเขาแสดงตัวว่าเขาเป็นคนรักของเธอ นักศึกษาชายคนนั้นก็จากไปด้วยท่าทางเศร้าสร้อย แต่เขากับเธอกลับทะเลาะกันอย่างรุนแรง เขาพูดคำไหนเธอก็เถียงคำไม่ตกฟาก เขาใช้ปากของเขาปิดปากน้อยๆ ของเธอไว้เพื่อเป็นการลงโทษ จากนั้นการกระทำต่างๆ ก็เลยเถิดไปจนถึงขั้นที่เขากับเธอกลายเป็นคนคนเดียวกัน 

            ด้วยความรู้สึกผิด เมื่อกลับมาถึงปักกิ่งเขาก็ชวนเธอไปจดทะเบียนสมรส แต่มู่อันอันปฏิเสธอยู่ท่าเดียว เธอคิดเสมอว่าเรื่องระหว่างเธอกับเขามันคือความผิดพลาด ไม่ว่าเจียงโม่ไป๋จะอธิบายยังไงมู่อันอันก็ไม่ยอมรับฟัง จนเจียงโม่ไป๋ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจอีกครั้งและเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา มู่อันอันถึงรู้ใจตัวเองและรู้ว่าเขารักเธอจริง ทั้งคู่จึงแอบไปจดทะเบียนสมรสกันโดยไม่ได้บอกผู้ใหญ่ให้รับรู้

            “เป็นแกที่ไปล่วงเกินหนูอันอันก่อนจริงๆ” คุณแม่เจียงตำหนิลูกชาย ก่อนจะยิ้มให้เขา “ยังไงแม่ก็อยากได้หนูอันอันมาเป็นลูกสะใภ้ของแม่อยู่แล้ว ครั้งนี้ถือว่าแม่ยกโทษให้แกก็แล้วกัน แต่แม่ขอเตือนแกไว้เลยนะว่าถ้าแกทำให้หนูอันอันเสียใจ แม่นี่ล่ะจะเป็นคนสั่งสอนแกแทนหนูอันอันเอง”

            จากนั้นตระกูลเจียงก็เดินทางไปสู่ขอมู่อันอันจากตระกูลมู่ และงานแต่งของทั้งสองคนก็ถูกจัดขึ้นเป็นการภายในตามความต้องการของมู่อันอัน คุณพ่อมู่กับคุณแม่มู่รู้ถึงนิสัยที่เรียบง่ายของลูกสาวก็ไม่ได้คัดค้าน ถึงอย่างไรงานแต่งก็ถูกจัดขึ้นด้วยความเห็นชอบและผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายก็รับรู้อยู่แล้ว งานแต่งใหญ่โตก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

            หลังจากเสร็จสิ้นงานแต่งของเจียงโม่ไป๋กับมู่อันอัน ครอบครัวเจียงทั้งหมดก็ย้ายไปอยู่ที่อำเภอหยางเฉิง เจียงโม่โฉวกับโจวต้าเฝิงขายหุ้นของกิจการโรงแรมกับรีสอร์ทคืนให้หงอวี้หลุนทั้งหมดเช่นกัน จากนั้นการต่อสู้ของกิจการโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ในปักกิ่งก็เป็นการต่อสู้กันระหว่างหงอวี้หลุนกับเซี่ยเหอซวน ซึ่งครอบครัวเจียงไม่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้อีก

     

            “ฉันขอบใจมากนะอ้ายเหม่ยที่เธอให้โอกาสฉัน”

            “ไม่เอาน่าหงเสี่ยว ยังไงเราก็โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เมื่อเธอเดือดร้อนฉันก็ต้องช่วยเธอสิ อีกอย่างเรื่องในอดีตฉันกับโม่โฉวก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอีกแล้ว เธอก็ควรที่จะลืมมันไปได้แล้วนะ” โจวอ้ายเหม่ยบอกกับหลีหงเสี่ยว 

            ตอนนี้ครอบครัวของเจียงย้ายกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านหลีเจี่ยแล้ว คุณปู่เจียงเปิดสมาคมผู้อาวุโสขึ้นในหมู่บ้านเพื่อให้ผู้อาวุโสมีกิจกรรมยามว่างร่วมกัน โดยมีคุณปู่เจียงและลุงใหญ่ฉินเป็นผู้นำ กิจกรรมยามว่างเหล่านั้นประกอบไปด้วย การหัดเขียนอักษรด้วยพู่กัน การเล่นหมากรุก การชงชาและจิบน้ำชายามบ่าย การรำไทเก๊ก หรือแม้แต่การปีนเขาเพื่อออกกำลังกาย กิจกรรมแปลกใหม่เหล่านี้ทำให้ผู้อาวุโสในหมู่บ้านมีชีวิตชีวาขึ้นมากทีเดียว

            คุณพ่อเจียงเข้าไปช่วยดูแลคนงานในโรงงานของเจียงโม่โฉว คุณแม่เจียงดูแลเรื่องอาหารสวัสดิการให้คนงาน เรียกว่างานที่มีถูกใจคุณพ่อกับคุณแม่มากๆ

            ส่วนโจวอ้ายเหม่ยมีหน้าที่ดูแลบัญชีของโรงงานทั้งสองแห่งของสามี และเธอยังต้องดูแลบัญชีสำหรับสวนผลไม้และโรงงานแปรรูปผลไม้ของพี่ชายอีกด้วย เรียกว่างานบัญชีของเธอนั้นยุ่งมาก เธออยากหาผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ให้มาช่วยงาน ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ขอแค่เป็นคนที่ซื่อสัตย์และไว้ใจได้ก็พอ ตอนที่สามีกับพี่ชายเปิดโรงงานใหม่ๆ หลีหงเสี่ยวก็หาโอกาสมาพบและมาขอร้องที่จะทำงานกับเธอ

            แม้ว่าเธอจะรู้ว่าชีวิตหลังแต่งงานของหลีหงเสี่ยวเลวร้ายเพียงใด แต่โจวอ้ายเหม่ยก็ยังคิดหนัก แต่เมื่อเธอเห็นลูกชายและลูกสาวตัวผอมที่มองดูยังไงก็รู้ว่าเป็นเด็กขาดสารอาหารของหลีหงเสี่ยว โจวอ้ายเหม่ยก็ใจอ่อนและรับหลีหงเสี่ยวให้เข้ามาช่วยงาน

            หลีหงเสี่ยวที่ได้รับโอกาสดีๆ ในชีวิตก็อยากตอบแทนกับความมีน้ำใจของโจวอ้ายเหม่ย เธอจึงเสนอตัวที่จะออกไปบอกความจริงเกี่ยวกับความร้ายกาจของหวังลี่ปิงในงานแต่งงานของตระกูลเซี่ย ทีแรกโจวอ้ายเหม่ยไม่ยอม หากทำอย่างนั้นหลีหงเสี่ยวก็จะถูกผู้คนประณามด้วย แต่หลีหงเสี่ยวไม่สนใจในส่วนนั้นอีกแล้ว เพราะเมื่อก่อนเป็นเธอที่ทำผิดไปจริงๆ อีกทั้งหลังจากที่เธอถูกแม่และครอบครัวบีบให้ไปแต่งงานกับผู้ชายหยาบคายที่หมู่บ้านห่างไกล ชีวิตหลังจากนั้นของเธอก็เรียกได้ว่าทุกค่ำคืนผ่านไปในขุมนรก 

            จนในที่สุดสวรรค์ก็ยกโทษให้ เมื่อสามีของหลีหงเสี่ยวไปติดใจผู้หญิงคนใหม่ เขาจึงหย่ากับเธอและยกลูกทั้งสองคนให้เธอเลี้ยง เธอพาลูกน้อยทั้งสองเดินเท้ากลับหมู่บ้านหลีเจี่ยในสภาพที่ไม่ต่างจากซากศพ ครอบครัวของเธอปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือ แม้แต่ป้าหลีสามที่รักเธอมากก็ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย เพราะเวลานี้ป้าหลีสามมีหลานชายสุดที่รักที่เกิดจากพี่สะใภ้ใหญ่แล้ว เธอที่เป็นเพียงลูกสาวจึงถูกเมินเฉย กลายเป็นว่าคนที่ยื่นมือมาช่วยเหลือกลับเป็นโจวอ้ายเหม่ย คนที่เธอเคยคิดจะทำร้าย 

            หลีหงเสี่ยวยิ้มทั้งน้ำตา “เมื่อก่อนฉันกับลี่ปิงเป็นเพื่อนที่ไม่ดีของเธอ พวกเราแอบทำเรื่องร้ายลับหลังเธอสารพัด แต่เธอกลับยกโทษให้ฉันโดยไม่มีข้อแม้ อีกทั้งยังสร้างบ้านหลังเล็กและให้งานฉันทำเพื่อที่ฉันจะได้เลี้ยงดูลูกๆ ของฉันได้ ผิดกับแม่และคนในครอบครัวที่ไม่สนใจความเป็นความตายของฉันเลย ถ้าฉันไม่ขอบคุณเธอแล้วฉันจะไปขอบคุณใคร”

            “เลิกร้องไห้ได้แล้ว ต่อไปเธอต้องเข้มแข็งให้หลานสาวกับหลานชายของฉันเห็นสิ อย่าให้พวกเขาเห็นแต่น้ำตา เธอต้องเป็นแบบอย่างให้พวกเขายืนหยัดด้วยความเข้มแข็ง”

            “ตกลง ต่อจากนี้ฉันจะเลิกร้องไห้แล้ว” หลีหงเสี่ยวล้วงถุงใบเล็กออกมาจากกระเป๋า “ฉันทำพุทราแห้งแช่บ๊วยมาฝาก”

            โจวอ้ายเหม่ยรับมาเปิดกินอย่างถูกใจ หลีหงเสี่ยวขมวดคิ้วถาม “อ้ายเหม่ย เธอท้องหรือเปล่า?”

    คล้ายกับเรื่องท่านเทพตกสวรรค์ไปเป็นสามีภรรยาแสนขยันยุค 70 (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน