ไม่มีใครเข้าใจดีไปกว่าอันเยว่ว่าผลกระทบของตราสินค้านั้นคืออะไร
แค่สร้างตราสินค้าให้สบู่ที่ผลิต เมื่อทุกคนรู้จักตราสินค้า เช่นนั้นก็จะเกิดการตอบสนองต่อตราสินค้า
และสิ่งที่อันเยว่้าก็คือผลตอบสนองดังกล่าว ไม่สนใจว่าใครจะเป็ผู้ขาย เพราะคนที่ได้กำไรมีแค่นางเท่านั้น
“ตกลง!”
หลิวฟางตกปากรับคำง่าย ๆ อย่างไม่เห็นได้บ่อยนัก
หลังจากส่งหลิวฟางกลับไป อันเยว่ก็มองน้ำมันหมูที่เคี่ยวเสร็จแล้วบนโต๊ะ หากอาศัยน้ำมันหมูเพียงอย่างเดียว ต้นทุนก็จะสูงเกินไป
แต่หากใช้น้ำมันพืชก็เป็อีกเื่หนึ่ง
“จือฉือ ข้ามีเื่อยากให้เ้าช่วยหน่อย”
“ฮูหยิน มีอะไรจะสั่งหรือ?”
ซูจือฉือฟังนางและหลิวฟางพูดคุยกันด้วยท่าทางพูดครึ่งเก็บครึ่งก็รู้แล้วว่านางต้องวางแผนไว้ในใจแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไป
“เื่ที่เ้ามอบเงินสองร้อยตำลึงของข้าให้กับหยูยวนนั่นก็แล้วไป ข้าจะวาดแบบ ส่วนเ้าช่วยไปหาฟืนมาให้ข้า”
อันเยว่ใช้ไม้ตะบองวาดแบบลงบนพื้น ในเวลานี้สิ่งที่นาง้าไม่ใช่แค่มีคนคอยช่วยเหลือ แต่การที่นางสามารถขยับเขยื้อนได้ด้วยตัวเองในยามที่ไม่มีใครถึงจะเป็สิ่งสำคัญที่สุด
“ข้าจะไปหาให้เดี๋ยวนี้”
ซูจือฉือดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก อย่างน้อยก็เต็มใจให้การช่วยเหลือแก่นาง ซึ่งย่อมดีกว่าท่าทางราวกับมองศัตรูทั้งวันเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้
ทว่าสิ่งที่อันเยว่ไม่รู้ก็คือซูจือฉือเพิ่งเดินมาถึงเรือนด้านหลังก็เจอเข้ากับเซียวสิงเยี่ยน เมื่อเซียวสิงเยี่ยนเห็นซูจือฉือกำลังพลิกหาวัสดุที่เหมาะสมก็จับแขนซูจือฉือให้หยุดทันที
“จือฉือ เ้ากำลังทำอะไร?”
“ฮูหยิน นาง…”
“เ้าคงไม่ได้หลงกลแผนทรมานร่างกายตัวเองของนางหรอกใช่ไหม?”
แผนทรมานร่างกายตัวเองหรือ?
ซูจือฉือรู้สึกงุนงงเล็กน้อย หากอันเยว่ใช้แผนทรมานร่างกายตัวเองมาหลอกเขาจริง ๆ มันก็ออกจะเป็การลงทุนมากไปหน่อย
“แต่ขานางหัก ไม่ว่าอย่างไรนางก็ทำเพื่อให้ข้าหนีกลับมาก่อน”
“คนอย่างนางไม่มีทางสละตัวเองเพื่อผู้อื่น เว้นเสียแต่ว่านางคาดเดาผลลัพธ์ได้ั้แ่แรกแล้ว”
เมื่อคืนเซียวสิงเยี่ยนคิดไตร่ตรองตลอดทั้งคืน ก็นึกได้ว่านี่ต้องเป็คำอธิบายที่ดีที่สุดสำหรับการกระทำทั้งหมดของนาง
ซูจือฉือรู้สึกลังเลเล็กน้อยเช่นกัน หากนางเป็คนแบบนั้นจริง ก็ค่อนข้างแผนสูงทีเดียว
ค้อนอันเล็กทุบอ่างกลมให้กลายเป็ทรงสี่เหลี่ยม หนนี้ก็ประหยัดอะไรหลาย ๆ อย่างไปได้มาก
จากนั้นก็เผาฟืน เมื่อเผาจนได้ที่ก็ใส่น้ำมันหมูลงไป แล้วคนเร็ว ๆ ให้เข้ากัน ระหว่างนั้นยังต้องใส่เครื่องหอมเพิ่มลงไป
ก่อนหน้านี้ใส่เครื่องหอมมากไปหน่อย จึงค่อนข้างสิ้นเปลือง
เพิ่งทำสบู่เสร็จซูจือฉือก็เดินกลับมาจากเรือนด้านหลัง โดยในมือถือล้อรถสองอันที่ไม่ได้ใช้การแล้ว
“ขอบใจ”
อันเยว่ไม่ได้ขอให้เขาทำอะไรอีก เป็นางเองที่ลงมือทำเพลารถ ซูจือฉือมองดูใบหน้าด้านข้างที่ตั้งใจนั้นอย่างเคลิบเคลิ้มเล็กน้อย
เท่าที่เขารู้เกี่ยวกับนางหลายปีมานี้ นางสามารถทำแผนทรมานร่างกายได้จริง ทว่าเขามักรู้สึกว่านางดูเหมือนแตกต่างไปจากเดิม แต่รูปโฉมและแม้กระทั่งพฤติกรรมบางอย่างกลับไม่ได้เปลี่ยนไป แค่ไม่ได้อวดดีและเสเพลเหมือนเมื่อก่อน และไม่ได้ทำให้ผู้คนขยะแขยงขนาดนั้น
“ช่วยหยิบเก้าอี้ให้หน่อยได้ไหม?”
ซูจือฉือตัดสินใจว่าจะไม่ช่วยนางอีกแล้ว แต่เมื่อได้ยินนางเอ่ย เขาก็ไปหยิบเก้าอี้มาให้โดยไม่รู้ตัว
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ซูจือฉือที่นั่งพิงอยู่บนเก้าอี้หวายรู้สึกง่วง แต่เมื่อได้ยินเสียงชวนอึดอัดซูจือฉือก็นั่งตัวตรงทันที ต่อมาก็เห็นอันเยว่ที่ล้มอยู่บนพื้น เหงื่อเม็ดเป้งไหลลงมาตามหน้าผากของนาง
“เ้าเป็อะไร?”
ซูจือฉือรีบเข้าไปประคองนางขึ้นมา ยามนี้เขาถึงได้เห็นว่าเก้าอี้ด้านข้างถูกปรับแก้ใหม่แล้ว ล้อใหญ่สองวงและล้อเล็กสองวงค้ำยันกันอย่างมั่นคง
“เมื่อครู่ข้า้านั่งบนเก้าอี้ แต่จับไม่มั่นคง”
“เหตุใดถึงไม่เรียกข้า?”
“ข้าเห็นว่าเ้ากำลังหลับสบาย จึงไม่ใจแข็งพอที่จะปลุกเ้า”
อันเยว่อดกลั้นความเจ็บ นางจับแขนซูจือฉือแล้วออกแรงนั่งลงบนเก้าอี้
“ขาหักข้างหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ลืมยั่วยวนเ้าสี่”
“นี่ ข้าว่าเ้าจะโดนทุบตีได้ง่าย ๆ หากเ้าไม่รู้จักพูด เ้ารู้หรือไม่?”
ในบ้านหลังนี้ สถานะของอันเยว่กล่าวได้ว่ามีน้อยดีกว่าไม่มีเลย
เดิมทีกู่หยาง้าออกมาดูสบู่สักหน่อย แต่กลับเห็นภาพอันเยว่หกล้มและซูจือฉือเข้าไปประคองนางเข้าพอดี เห็นได้ชัดว่ามีคำว่าเล่ห์เพทุบายเขียนอยู่บนใบหน้าของนาง
“อย่าลืมสิว่าเ้าก็คือคนแบบนั้น”
กู่หยางไม่ไว้หน้าอันเยว่แม้แต่น้อย หนำซ้ำยังดึงซูจือฉือเดินไปด้านข้างสองก้าว หยูยวนเดินออกมาเพราะได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย เมื่อเห็นอันเยว่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“ของสิ่งนี้เ้าเป็คนทำหรือ?”
“ถูกต้อง ทำตลอดทั้งบ่ายจนแขนล้าไปหมดแล้ว”
อันเยว่กล่าวจบก็ตบลงไปบนเก้าอี้ ซึ่งมันแข็งแรงมาก
“สิ่งนี้เรียกว่าอะไร?”
“รถเข็น”
หยูยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ต่อมาก็เผยรอยยิ้มชื่นชมออกมาให้เห็น หนำซ้ำยังปรบมือเบา ๆ “เยี่ยมจริง ๆ”
“ข้าจะถือว่าเ้าชมข้าก็แล้วกัน”
อันเยว่สบายใจยิ่งนัก นางถึงกับครุ่นคิดในใจว่า แค่หยิบสิ่งของที่นางเห็นเป็ประจำออกมาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขาก้มหัวยอมแพ้!
ในวันหน้าก็จะเป็เื่ง่ายหาก้าขยี้ทั้งสี่คนนี้ไว้ในกำมือ!
“กู่หยาง ในเมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบได้ไหม”
“ข้าชื่นชมเื่ที่เ้าผลิตสบู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมรับเ้า”
“ข้าเข้าใจ ในบ้านหลังนี้มีเพียงเ้าเท่านั้นที่ไวต่อโอกาสทางการค้าที่สุด ฉะนั้น ข้ามีหนึ่งเื่ที่อยากขอร้อง ตัวข้ามีสองร้อยตำลึงเงิน อยากให้เ้าช่วยไปที่ถนนเพื่อซื้อหน้าร้านสักแห่ง”
“เ้าคิดจะใช้หน้าร้านขายสบู่หรือ?”
“ถูกต้อง ข้ารู้สึกว่าเราควรเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตเสียที บ้านหลังนี้ค่อนข้างซอมซ่อเหลือเกิน”
อันเยว่ระอาบ้านหลังเล็กนี้เต็มทน บ้านมีอากาศถ่ายเททุกทิศทาง ช่างทำให้ผู้คนอยู่ต่อไปไม่ไหวจริง ๆ
เื่นี้ทำให้ทุกคนค่อนข้างประหลาดใจพอสมควร ขณะที่นางกำเงินสองร้อยตำลึงไว้ในมือ นึกไม่ถึงว่านางจะไม่ได้คิดว่าจะนำเงินดังกล่าวมาใช้กับตัวเองอย่างไร กลับ้าปรับปรุงสภาพความเป็อยู่ของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้น
“เ้าไม่ได้ป่วยจริง ๆ ใช่ไหม?”
หยูยวนรู้สึกประหลาดใจ หากเป็เมื่อก่อน หลังจากที่นางได้เงินสองร้อยตำลึงก็คงไปมีความสุขที่หอคณิกาและโรงบ่อนแล้ว
“ถือเสียว่าข้าขอร้องเ้านะ? หากเ้าช่วยเหลือข้าเื่นี้ ข้าจะจดจำมันไว้ในใจอย่างแน่นอน”
กู่หยางรับตั๋วเงินสองร้อยตำลึงมา อารมณ์ในแววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยเช่นกัน แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็หนักอึ้ง
“ได้”
เมื่อเห็นกู่หยางจากไปแล้วอันเยว่ก็ยิ้ม บุรุษในบ้านเหล่านี้ดูเหมือนจัดการยาก แต่จริง ๆ แล้ว ความคิดของพวกเขานั้นถือว่าไปในทิศทางเดียวกัน
ซึ่งอันเยว่ทำสำเร็จในเื่นี้ ต่อมา อันเยว่ครุ่นคิดต่อเล็กน้อยว่าพื้นที่ในการพัฒนาสบู่นี้ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถจินตนาการได้อย่างแน่นอน!
“เซียวสิงเยี่ยนล่ะ? ข้ามีเื่จะขอร้องเขา”
อันเยว่เข็นรถเข็นและกำลังจะไปที่เรือนด้านหลัง ยามนี้หยูยวนถึงได้รู้สึกว่ามันผิดปกติเกินไป เหตุใด่นี้อันเยว่มักเอ่ยคำว่า “ขอร้อง” อยู่เนือง ๆ หรือนางจะสังเกตพบว่าการขอร้องผู้อื่นนั้นง่ายต่อการทำธุระ?
“เซียวสิงเยี่ยน เรามาปรึกษากันหน่อย มาทำการค้าร่วมกันเป็อย่างไร?”
“การค้าอะไร?”
เซียวสิงเยี่ยนมีการระวังป้องกันอันเยว่อยู่ตลอด และในบรรดาสามีทั้งสี่เขาไม่เชื่อที่สุดว่าอันเยว่จะสามารถเรียนรู้ได้ดี เขาสังเกตนางด้วยสายตาระแวง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อในตัวนางเลยสักนิด