ตอนที่ 136 ตีกัน
คำพูดของหานซั่นเป่า ทำให้หานชีเยวี่ยถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“โก่วตั้น ลูกอมพี่ให้หนู มันก็เป็นของหนูสิ” หานชีเยวี่ยพูดสนับสนุนโก่วตั้นทันที
น้ำเสียงที่เคยโอหังของหานซั่นเป่าหายไปในทันทีหลังจากที่หานชีเยวี่ยพูดจบ
เป็นแบบนี้ได้ยังไง? ทำไมถึงเป็นของโก่วตั้นไปได้?
“หานชีเยวี่ย! ยัยเด็กคนนี้ แกกล้ารังแกคนอื่น ฉันจะฆ่าแก!”
หานซั่นเป่าเป็นพวกใจร้อน พูดจบก็พุ่งเข้าใส่หานชีเยวี่ยทันที
คุณย่าบอกว่าให้งานนี้เป็นของหานชีเยวี่ยไปก่อน เพราะเขาอายุยังไม่ถึง ต้องรอให้ถึงสิบหกปีก่อนถึงจะทำงานได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สามารถสั่งสอนยัยเด็กเนรคุณอย่างหานชีเยวี่ยได้
จริงๆ แล้วเขาไม่ค่อยกล้าลงมือกับโก่วตั้น เพราะครอบครัวของโก่วตั้นเป็นครอบครัวใหญ่ในชุมชน ถ้าเขาลงมือไปจริงๆ เขาอาจจะเสียเปรียบ แต่กับหานชีเยวี่ยไม่เหมือนกัน
หานชีเยวี่ยแสยะยิ้มเย็นชา ไม่พูดอะไร แต่ตอนที่หานซั่นเป่าพุ่งเข้ามา เธอก็เตะสวนกลับไปทันที
“หานซั่นเป่า ขอโทษนะ เท้าลื่น”
หานซั่นเป่าเป็นลูกคนเล็กของบ้าน ถูกตามใจจนเสียคน เขาไม่เคยคิดเลยว่าหานชีเยวี่ยจะกล้าลงมือกับเขา ยิ่งไปกว่านั้น เขามีพี่สาวหลายคน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องยอมเขา เขาจึงคิดว่าในเมื่อเป็นพี่สาวก็ควรจะยอมเขา หานชีเยวี่ยก็ไม่ควรเป็นข้อยกเว้น
แต่หานชีเยวี่ยกลับเตะเขาจนล้ม!
“คุณย่า หานชีเยวี่ยตีผม!”
หานชีเยวี่ย “…”
พอไม่ลงรอยกันก็เรียกหาคุณย่าเลยเหรอ? หลีเสี่ยวอวี้ที่เห็นหลานชายกำลังอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ ก็รีบวิ่งเตาะแตะเข้ามาทันที คนที่วิ่งตามมาพร้อมกับหลีเสี่ยวอวี้คือสะใภ้เล็กของหลีเสี่ยวอวี้ ซึ่งก็คือแม่ของหานซั่นเป่า ชื่อหลี่ต้านี
เมื่อทั้งสองได้ยินเสียงร้องโอดโอยของหานซั่นเป่า พวกเธอก็พุ่งเข้ามาด้วยท่าทางน่ากลัว หลี่ต้านีมีลูกสาวถึงสี่คน กว่าจะได้ลูกชายมาคนหนึ่ง ดังนั้นหานซั่นเป่าจึงเปรียบเหมือนแก้วตาดวงใจของเธอ
ตั้งแต่เล็กลูกสาวคนอื่นในบ้านไม่เคยมีใครกล้าแตะต้องหานซั่นเป่าแม้แต่ปลายเล็บ
พอเห็นลูกชายสุดที่รักถูกหานชีเยวี่ยเตะจนล้มลง เธอก็โมโหสุดขีดจนแทบคลั่ง แววตาจ้องมองหานชีเยวี่ยราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
หานชีเยวี่ยไม่กลัวครอบครัวนี้ แถมในใจยังมีความแค้นกับพวกเขาอีกด้วย
ชาติที่แล้ว หลังจากที่เธอถูกครอบครัวจวงทำร้ายจนจากไปแล้วนั้น ครอบครัวนี้ก็เป็นครอบครัวที่ซ้ำเติมเธอมากที่สุด ไม่คิดเลยว่าชาตินี้พวกเขายังจะมาคิดจะแย่งงานของเธออีก ช่างหน้าไม่อายจริงๆ
“หานชีเยวี่ย แกเป็นพี่สาว ทำไมถึงทำร้ายน้องชายแบบนี้?”
หลี่ต้านีกอดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่นอนดิ้นโวยวายอยู่กับพื้น พร้อมกับตะโกนใส่หานชีเยวี่ยราวกับว่าลูกชายของเธอได้รับบาดเจ็บสาหัส
หานชีเยวี่ยรู้สึกช่างน่าขันนัก หึ ยังเล่นละครเก่งอีกนะ
คนที่ไม่รู้คงคิดว่าเธอทำร้ายหานซั่นเป่าจนปางตาย
“ลูกชายคุณยังไม่ตาย ไม่ต้องทำเป็นเหมือนว่าฉันฆ่าคนตายหรอก”
คำพูดนี้เป็นการสาปแช่งให้คนตายชัดๆ หลี่ต้านีกับหลีเสี่ยวอวี้จะทนได้ยังไง
“หานชีเยวี่ย! ยัยเด็กสารเลว! พูดบ้าอะไร! เป่าเอ๋อร์ [1] ลูกรักของฉันยังอยู่ดีมีสุข”
“ถ้าอยู่ดีมีสุข ทำไมพวกคุณถึงทำหน้าเหมือนคนตายแบบนี้?”
“เป่าเอ๋อร์ยังเป็นเด็กอยู่ แกโตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงทำกับเด็กแบบนี้ได้! ฮือๆๆ หานชีเยวี่ย แกใจร้ายเกินไป เป่าเอ๋อร์จะมีพี่สาวอย่างแกได้ยังไง…”
หลี่ต้านีพูดคำว่าพี่สาวน้องชายได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่ได้สังเกตเห็นว่าหานชีเยวี่ยขมวดคิ้วหลายครั้งแล้ว
หานชีเยวี่ยทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงพูดขัดขึ้น
“อย่ามาสร้างความสัมพันธ์ ฉันเป็นลูกคนเล็กของบ้าน มีแต่พี่ชาย ไม่มีน้องชาย ไม่ต้องมาตีสนิทกับฉัน!”
สิ่งที่เธอพูดก็เป็นความจริง ครอบครัวทั้งสองไม่ได้ติดต่อกันมาหลายสิบปีแล้ว ถ้าไม่มีใครพูดถึง หลายคนในชุมชนคงลืมไปแล้วว่าครอบครัวของพวกเขามีความสัมพันธ์กัน
“แล้วก็ อย่ามาพูดว่าฉันรังแกเด็ก ฉันก็เป็นเด็กเหมือนกัน!”
เมื่อหานชีเยวี่ยพูดประโยคนี้ สีหน้าของเธอคงนิ่งสนิทไม่เปลี่ยนไป เหมือนกับว่าเป็นเรื่องปกติ
ผู้คนในชุมชนล้วนรู้สึกแปลกๆ แต่ย่าเฒ่าหานกลับทำสีหน้าเหมือนว่าเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นแบบนี้แหละ
คุณย่าลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาหานชีเยวี่ย
หึ หลีเสี่ยวอวี้ยัยแก่คนนี้ ไม่มีเจตานาดีเลย เธอต้องออกมาปกป้องชีเยวี่ยด้วยตัวเอง
“แกไม่รู้จักอายบ้างเหรอ?” หลีเสี่ยวอวี้ด่า
“ทำไมฉันต้องอาย? หานซั่นเป่าอายุสิบห้าแล้วใช่ไหม? ฉันก็เพิ่งจะสิบเจ็ดเอง! ถ้าเขาเป็นเด็ก ทำไมฉันถึงไม่เป็นเด็ก?”
ตลอดมาทุกคนคิดว่าหานชีเยวี่ยทำงานแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่พอคิดดูดีๆ ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ หานชีเยวี่ยอายุแค่สิบเจ็ดปีเท่านั้น ส่วนหานซั่นเป่าที่ดูเหมือนจะไม่รู้อะไร แค่รู้จักแย่งลูกอมเด็กกิน ก็อายุสิบห้าปีแล้ว
“ถึงอย่างนั้นแกก็อายุมากกว่าเป่าเอ๋อร์ของฉัน หานชีเยวี่ย ถ้าแกยังรู้จักที่ต่ำที่สูง ก็เอาลูกอมมาให้เป่าเอ๋อร์ครึ่งจิน ไม่สิ เอาลูกอมมาให้เป่าเอ๋อร์หนึ่งจิน ฉันจะยกโทษให้แก!”
หลีเสี่ยวอวี้ทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่กำลังพูดสั่งสอนหานชีเยวี่ย หานชีเยวี่ยรู้สึกว่านี่ช่างน่าขำเหลือเกิน หลีเสี่ยวอวี้รู้ตัวไหมว่าตัวเองพูดอะไรออกไป?
แค่ฟังคำพูดพวกนี้เธอก็ยังรู้สึกอายแทน
“ลูกอมบ้านฉัน ให้คนกิน ไม่ให้หมากิน!”
หานชีเยวี่ยพูดประโยคเดียว หลีเสี่ยวอวี้ตอนแรกฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ทว่าพอเข้าใจแล้วก็ทนไม่ไหว รีบเข้าไปทำร้ายหานชีเยวี่ยทันที
ยัยเด็กสารเลวนี่ กล้าดียังไงมาเรียกลูกชายสุดที่รักของเธอว่าหมา!
ย่าเฒ่าหานไม่ลังเลที่จะคว้าแขนของหลีเสี่ยวอวี้ไว้แล้วดึงอย่างแรง
“ยัยแก่สารเลว! อยากตีกันนักใช่ไหม? มา ฉันจะสู้กับแก! รังแกเด็กมันน่าภูมิใจนักรึไง!”
เอาเถอะ หานชีเยวี่ยก็เป็นเด็ก ถึงจะทำงานแล้ว ก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี!
ตั้งแต่ยังสาว หลีเสี่ยวอวี้ก็ชอบรังแกย่าเฒ่าหาน และทุกครั้งย่าเฒ่าหานก็จะเอาคืนทันที แต่ถึงจะผ่านมาหลายปี ความโกรธในสมัยสาวๆ ก็ยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว ในใจของย่าเฒ่าหานนั้นคิดฝังใจอยู่เสมอ เธอคิดว่าถ้าตอนนั้นไม่ได้แยกครอบครัว สามีของเธอก็คงไม่ตาย! และชีวิตของเธอก็คงไม่น่าสังเวชแบบนี้
“ฉันไม่สู้กับแกหรอก ฟั่นชุ่ยเถา แกอย่าคิดว่าฉันกลัวแกนะ ฉันแค่ไม่อยากสู้กับคนป่าเถื่อนอย่างแก!”
ตอนนี้ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ พอได้ยินคำพูดของหลีเสี่ยวอวี้ ทุกคนก็พากันหัวเราะลั่น อะไรคือไม่อยากสู้กับคนป่าเถื่อน เหตุผลที่แท้จริงคือหลีเสี่ยวอวี้สู้ย่าเฒ่าหานไม่ได้
“หลีเสี่ยวอวี้ เลิกหาข้ออ้างให้ตัวเองได้แล้ว ถ้าไม่กลัวก็มาสู้กันให้เราดู!”
มีผู้ชายน่ารังเกียจบางคนที่ชอบดูผู้หญิงตีกัน
“ดูพวกยายๆ ตีกัน สนุกจริงๆ! ตีกันเลย! ตีกันเลย!”
ผู้ชายคนหนึ่งพูดด้วยแววตาเป็นประกาย
“หุบปากเน่าๆ ของแกซะ! ไม่เชื่อก็ลองพูดอีกสิ ฉันต่อยแกแน่!”
หานจิ่งจงและหานจิ่งเซี่ยวปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสีหน้าเคร่งขรึม ด้านหลังของพวกเขามีชายฉกรรจ์อีกสี่คน
คนที่พูดพล่อยๆ ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตระกูลหานไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว พวกเขาไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้อีกต่อไป
ครอบครัวของพวกเขามีผู้ชายเยอะ แถมยังมีความสามารถอีกด้วย โดยเฉพาะพี่รองหานที่ไปเป็นทหาร และพี่สามที่ไปเป็นตำรวจ และหานชีเยวี่ยลูกสาวคนเล็กที่เป็นทำงานเจ้าหน้าที่ในสหคาม
ทำไมถึงลืมไปได้นะ?
“พี่หานจิ่งจง พี่หานจิ่งเซี่ยว พวกพี่อย่าถือสาฉันเลย ฉันก็แค่ปากพล่อยไปหน่อย!”
คนนั้นรีบยอมแพ้ แถมยังตบปากตัวเองเบาๆ อีกด้วย
เชิงอรรถ
[1]เป่าเอ๋อร์ 宝儿ใช้เรียกแทนของรัก ของล้ำค่า ในที่นี้หมายถึงลูกสุดที่รัก