ผมได้ลืมตาขึ้นในตอนที่เสียงของฮูจินเอ่ยเรียกชื่อของผม
ทันทีที่ลืมตา.. แสงแดดตอนสายส่องลงมาแบบไม่มีความเกรงใจอะไรทั้งสิ้น
มันไม่ได้อบอุ่นเลยสักนิด
ตรงกันข้าม..
มันทำให้ทุกอย่างชัดเจนเกินไปจนผมอยากหลับตาแทนจะเดินต่อ
ผมเห็นแม้กระทั่งฝุ่นในอากาศที่ลอยไปมาราวกับมีชีวิต
และแน่นอน..
ผมก็รู้สึกได้ถึงสายตานับหมื่นคู่ที่กำลังจับจ้องอยู่ที่ผม
ทางเดินนักสู้ที่ทอดยาวตรงนี้ ไม่มีใครนอกจากผมเดินอยู่..
นี่มันเหมือนฉากเปิดตัวพระเอกในหนังที่ผมไม่อยากเล่นเลยสักนิด
เสียงโห่ร้องรอบสนามเริ่มปะปนกันมั่ว
บางคนเชียร์ บางคนโห่ บางคนเงียบสนิทจนผมนึกว่าเขาหลับไปแล้ว
เสียงเชียร์คงมาจากคนที่เคยเห็นผมสู้ก่อนหน้า..
ส่วนเสียงโห่..
ไม่ต้องเดาเลย..
ก็อาจเป็นพวกที่ลงพนันฝั่งตงเสวี่ยซาน
ส่วนคนที่เงียบ?
พวกนั้นคงอยากเห็นผมถูกไอ้เสวี่ยซานอัดร่วงในไม่กี่หมัด..
ซึ่งยากหน่อย..
ผมก้าวต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบ
แต่ข้างในใจดันเล่นภาพซ้ำซากไม่หยุด
แผ่นหลังของโหวหวัง ตอนถูกหามลงจากเวที..
ยังติดตาผมอยู่เหมือนเงาตามตัว
รอยแผลตรงอกของมัน..
สีซีด ๆ ที่เย็นเฉียบแบบนั้นมันไม่ใช่รอยธรรมดา เสียงหอบหายใจของมันก็ยังดังก้องอยู่ในหูผม
ทุกอย่างที่มันทำ..
น่ายกย่อง..
ก่อนเท้าจะเหยียบลงบนพื้นหินของเวที ผมหยุดยืนตั้งสติ สูดลมหายใจลึก ๆ เข้าเต็มปอดและพ่นออกมาในคราวเดียว
ผมยิ้มมุมปากเบา ๆ แล้วเสือกตัวขึ้นเวทีแบบไม่รีบไม่ร้อน
ผมอดใจไม่ไหวแล้ว.. แค่คิดยังตื่นเต้นขนาดนี้..
ถ้าตงเสวี่ยซานมันได้ของขวัญผูกโบจากผม..
มันจะมีสีหน้ายังไง..
กลางเวที ตงเสวี่ยซานยืนรออยู่ก่อนแล้ว
ชุดผ้าไหมสีเงินวับ ๆ นั่นสะท้อนแดดจนแสบตา แถมยังปล่อยไอเย็นบาง ๆ ออกมาราวกับจะบอกว่า 'แค่นี้.. ข้าก็เหนือกว่าเจ้าแล้ว'
ก็เดาจากหน้าตาของมันที่ดูเชิด ๆ เล็กน้อย ตอนที่มองมาทางผม
สายตาที่มองมานั้น..
โอเค..
ยอมรับเลย..
มันดูถูกกันชัด ๆ แบบที่ไม่ต้องพูดอะไรให้เปลืองน้ำลาย
ผมเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าของหมอนั่น ระยะห่างกำลังพอดีสำหรับการต่อย
หรือกระซิบประชดใส่กันสักประโยค..
อุณหภูมิรอบตัวเหมือนจะลดฮวบลงทันที
ไม่ใช่เพราะพลังของมันหรอกนะ
แต่เพราะความกดดันระหว่างเราสองคนที่สาดใส่กันอยู่
อ้อใช่..
วันนี้ผมจงใจใส่ชุดบอลตัวใหม่มาเลยนะเนี่ย..
วันดี ๆ แบบนี้..
ก็ต้องอยากแต่งตัวให้ดูดีต่างจากเดิมหน่อย
จริงไหม..
มีแวบหนึ่งผมเหลือบมองขึ้นอัฒจันทร์ กวาดตามองดูว่ามีใครอยู่บนนั้นบ้าง..
ท่านเจ้าเมืองนั้นไม่อยู่ ดูท่าจะไปเฝ้าดูอาการของโหวหวัง แต่ท่านผู้เฒ่าวานรมองมาที่ผม
แววตานั้นผสมทั้งความคาดหวังกับความกังวลแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ
ถัดไปอีกไกลหน่อยก็เห็นอุสางิซากิก็อยู่ตรงอัฒจันทร์ฝั่งของเธอ
ใบหน้าไม่ได้สื่ออารมณ์อะไรทั้งนั้น..
แต่จะว่ายังไงดี..
ผมไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวานนี้
แต่วันนี้ดูเหมือนยัยซากิจะมีใบหน้าที่ดีขึ้นเล็กน้อย
แตกต่างจากตอนที่แพ้ตงเสวี่ยซานลิบลับ
แล้วเหมือนเธอก็มองมาที่ผม ราวกับกำลังท้าทายผม ว่าให้ผมทำเหมือนที่หยามหมิ่นเธอในวันสอบเข้าสำนักให้ดูหน่อย
“เห็นสภาพเพื่อนรักของเจ้าแล้วรึยังล่ะ..
เจ้าแซ่หลิว..”
ตงเสวี่ยซานเปิดฉากก่อนเลย
น้ำเสียงของหมอนี่มันมั่นหน้ายิ่งกว่าพรีเซ็นเตอร์ครีมหน้าขาว แถมยังเย่อหยิ่งขนาดที่ผมแอบกลัวว่ามันจะหลุดลอยขึ้นฟ้าไปได้ทุกเมื่อ
“นั่นแหละคือชะตากรรมของพวกมดปลวกที่คิดจะปีนขึ้นที่สูง
ถ้าเจ้าคุกเข่าขอขมาเราตอนนี้..
เราอาจจะปรานี.. ทำให้เจ้าแพ้แบบไม่เจ็บตัวมาก
จักได้เก็บเจ้าไว้เล่นได้อีกนาน..”
มันพูดแบบนั้นต่อหน้าคนเป็นหมื่นไม่พอ ยังดูเหมือนว่ามันจงใจพูดเสียงดัง ๆ ด้วย
บางคนที่ได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วยก็มี..
ก็แน่นอนแหละ..
ชื่อเสียงของตระกูลตงมันค้ำคออยู่จริง ๆ
แต่ผมก็เห็นเหมือนกันนะ ว่าหลายคนเริ่มขมวดคิ้วเหมือนกลั้นใจฟัง..
พวกเขาคงคิดเหมือนผม ว่า 'อยากทำให้หมอนี้ใส่ฟันปลอมจังเลย' อะไรประมาณนั้นแน่..
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเบา ๆ เหมือนพายุที่กำลังก่อตัว..
และผมเองก็เริ่มยิ้มมุมปากอย่างห้ามไม่อยู่แล้ว
ผมไม่ได้แสดงอาการโกรธเลยสักนิด
กลับกัน..
ผมยิ้มมุมปากแบบที่ตัวเองยังแอบหมั่นไส้ตัวเองนิด ๆ ด้วยซ้ำ
“อ้อ..
ที่แท้ก็ท่านพี่ตงที่เอง ผู้น้อยแซ่หลิวแทบจำท่านไม่ได้เลยนะขอรับ”
ผมจงใจลากเสียงยาว ใส่ความสุภาพแบบประดิดประดอยจนออกนอกหน้า แล้วตามด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะจริงใจเกินเหตุ
“ช่างเป็นบุญวาสนาโดยแท้ ที่พี่ตงผู้สูงส่งยังอุตส่าห์มาเหลือบตาแลเห็น 'มดปลวก' อย่างข้าน้อย
ข้าน้อยซาบซึ้งนัก.. ไม่รู้จะกล่าวคำใดแทนคุณงามความกรุณานี้ได้นอกจากคำว่าขอบคุณ”
ผมเงยหน้าขึ้น เอียงคอมองอีกฝ่ายเล็กน้อย ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้
“อ้อ.. ว่าแต่..
ท่านพี่ยังจำได้อยู่หรือไม่ ว่าเราเคยสนทนาเรื่อง 'ของเล่นคม ๆ' กันไว้หนหนึ่ง”
ผมหยุดหายใจนิดเดียวก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วพูดเสียงนุ่มเจือกลิ่นแดกดัน
“กระบี่น่ะขอรับ.. กระบี่เล่นข้าน้อย..
หากเล่นไม่ระวัง อาจมิได้บาดศัตรู แต่อาจบั่นมือของท่านได้โดยมิรู้ตัว”
ใช่ครับ.. มุกเดิมเลยเป๊ะ
แต่คนในสนามนี้มีหลายคนที่ไม่เคยได้ฟัง
ยกมาใช้ใหม่..
ก็ยังขำได้ใหม่เหมือนเดิม
ตงเสวี่ยซานเค้นยิ้มตอบกลับมาแบบฝืน ๆ
รอยยิ้มนั่นไม่ต่างจากดาบสองคมที่พยายามตัดความหงุดหงิดของตัวเองทิ้ง
“ปากดีไปเถอะเจ้าแซ่หลิว..
เดี๋ยวพอเริ่มประลอง..
เราจะดูซิว่าเจ้าจะยังยิ้มออกอีกหรือไม่”
ผมก็ยักไหล่ ยิ้มบาง ๆ พลางเอียงหน้าพูดออกไปเสียงดังระดับหนึ่งให้คนทั้งสนามได้ยิน
“พี่ตงว่ามาเช่นนี้.. ข้าก็คงต้องยิ้มให้มากหน่อย
จะว่าไป..
หากท่านพี่ตงจะใช้ถ้อยคำข่มขู่เยี่ยงนี้ทุกครั้งก่อนประลอง..
ข้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านถึงต้องมาหาข้าถึงเมืองนพบุรีเมื่อหลายเดือนก่อนด้วยตนเอง”
แววตาของตงเสวี่ยซานกระตุกวูบอย่างชัดเจน เขาเริ่มหายใจแรงขึ้น รอยยิ้มเริ่มหายไปจากใบหน้า
ผมยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด พร้อมพูดอย่างสุภาพจนน่าหมั่นไส้
“การที่ท่านพี่ถึงขั้นหอบสังขารไปหาข้าน้อยถึงที่..
ข้าน้อยจะไม่รู้สึกเป็นเกียรติก็เห็นจะไม่ได้..
ที่พี่ตงชมชอบผู้แซ่หลิวคนนี้ถึงขนาดนั้น..”
ตงเสวี่ยซานหุบยิ้มกะทันหัน สีหน้ากลับมานิ่งเฉียบ สายตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งมาโดยไม่พูดไม่จา ราวกับจะใช้แววตานั้นสังหารผมให้ได้
แต่นั่นแหละ..
ยิ่งมันเงียบ..
ผมยิ่งรู้สึกสนุก
ผมหันมองซ้ายมองขวา ทำสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นเสียงดังขึ้นอีกนิด
“อ้าว.. เงียบไปเลยหรือขอรับท่านพี่?
หรือว่าเรื่อง 'นั้น' ข้าน้อยไม่ควรพูดกัน?”
ไม่มีคำตอบใดจากอีกฝ่าย มีเพียงแววตาที่เริ่มแข็งยิ่งกว่าเดิม
ผมเลยพูดต่อแบบเนิบ ๆ
“แต่ก็นะท่าน..
การที่ท่านอุตส่าห์รอข้าตั้งหนึ่งอาทิตย์เนี่ย..
นับเป็นอะไรที่ประทับใจผู้แซ่หลิวมาก”
ผมยิ้มบาง ๆ ก่อนคืนรูปหน้าให้ตั้งตรงแล้วพูดเบา ๆ ว่า
“เพราะแบบนั้นข้าถึงได้ยอมพบท่านอย่างไรเล่า..
พี่ตง..”
และนั่นแหละ..
คือฟางเส้นสุดท้าย
ใบหน้าของตงเสวี่ยซานขึ้นสีจัดทันที ราวกับโดนเอาไฟลนหน้า
ปราณสีครามขุ่นที่เย็นเฉียบปะทุออกจากตัวเขาโดยไม่ทันตั้งตัว
พื้นเวทีถึงกับสั่นสะเทือนเบา ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
ตงเสวี่ยซานกำมือแน่นจนข้อขาวซีด ร่างกายสั่นเล็กน้อยด้วยความโกรธเกรี้ยว
ก่อนจะยกเท้าก้าวเข้ามาข้างหน้าอย่างลืมตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความคั่งแค้น
“หุบปาก!!!”
มันตวาดเสียงดังลั่น เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นชัดเจน ไหล่กระตุกและลมหายใจถี่รัวราวกับพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
ผมแกล้งทำเป็นหาวหวอดหนึ่งอย่างเอือมระอา ยกมือขึ้นปิดปากแล้วตบเบา ๆ เหมือนง่วงนอนจริงจัง
ก่อนจะหันซ้ายหันขวาช้า ๆ ราวกับกำลังมองหาอะไรที่น่าสนใจมากกว่า
“เฮ้อ..
นี่มันเวทีประลองจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย
หรือเวทีประกวดวาทศิลป์ของตระกูลตงกันแน่?”
ผมหันไปพูดกับอากาศด้วยเสียงดังแบบเดิม
“ข้าน้อยเริ่มไม่แน่ใจแล้วนะขอรับ..
ว่าควรเตรียมกระบี่หรือพจนานุกรมขึ้นเวทีดี
ก็ท่านเล่นเชิญข้าพูดเสียนานขนาดนี้..
คงต้องหาน้ำมากระดกดื่มเสียแล้ว..”
ผมยืดเส้นยืดสายเบา ๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความเบื่อหน่ายเต็มขั้น
และใช่ครับ..
มันได้ผล..
สีหน้าของตงเสวี่ยซานเหยเกเหมือนคนกลืนพริกทั้งสวนลงไปในคำเดียว
ร้อนถึงฮูจินที่คงจะรับกลิ่นความเดือดปะทุทะลุเวทีไม่ไหว ก็เลยรีบก้าวออกมาตรงกลาง และสั่งแยกทันที
ไอ้หน้ายาวนั่นจ้องหน้าผมนิ่ง ดวงตาเย็นชาคู่นั้นเปลี่ยนเป็นคุกรุ่นด้วยเพลิงโทสะที่กำลังลุกไหม้
มันไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว..
แต่ในความเงียบนั้นกลับน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่มันตะโกนด่าซะอีก
แววคู่นั้นของตงเสวี่ยซานเต็มไปด้วยคำพูดนับพันที่อยากพ่นออกมา
ใบหน้าขึงขังจนเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุ้บ ๆ ริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนพยายามกลืนไฟลงคอ
ก่อนที่มันจะยกมือขึ้นช้า ๆ สูดลมหายใจเข้าลึกจนอกพอง ก่อนจะวาดท่าร่างด้วยความแม่นยำทุกกระเบียดนิ้ว
เสียงรอบสนามเงียบกริบทันทีเมื่อเห็นท่าทางนั้น..
เพราะทุกคนรู้ดีว่านั่นคือท่าร่างเตรียมเข้าสู้ของตระกูลตง
น้ำเสียงและวาทะสิ้นสุดลงแล้วในตอนนี้..
ตงเสวี่ยซานไม่ต้องการพูดอะไรอีก
มันคงอยากตบปากผมด้วยกำปั้นมากกว่าคำพูด
ฮูจินมองซ้ายขวารอบหนึ่ง เมื่อเห็นระนะห่างของผมกับมันกำลังดีและพากันตั้งท่ารอรับศึกแล้ว
“เริ่มการประลองได้!”
ฮูจินประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทันทีที่เห็นตงเสวี่ยซานวาดท่าขึ้นอย่างจริงจัง ดวงตาของท่านจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวราวกับผู้เฒ่าผู้รู้ที่ไม่อาจปล่อยให้ศึกนี้ลุกลามเกินควบคุม
เสียงของฮูจินดังสะท้อนไปทั่วทั้งสนาม พร้อมกับกลืนเสียงซุบซิบทุกอย่างให้เงียบงันลงในทันที
เหมือนทุกชีวิตในสนามหยุดหายใจเพราะรู้ว่ายามนี้..
ไม่ใช่สงครามน้ำลายอีกต่อไป
แต่มันคือสงครามของกำปั้นและความแค้น
และแล้วความเงียบที่กดทับเวทีก็ถูกฉีกออกด้วยเสียงคำรามต่ำลึกของตงเสวี่ยซาน
มันไม่ใช่แค่เสียงของความโกรธ แต่มันคือเสียงของสัตว์ร้ายที่หลุดรอดออกจากกรง
ศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำหลอมรวมเป็นพายุปราณสีครามขุ่นที่ระเบิดออกมารอบตัวของมันอย่างรุนแรง ราวกับพลังของภูเขาไฟที่เก็บกลั้นมานาน
พื้นหินใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือน เสียงแตกปริของอากาศดังก้องในหูผู้ชม พลังของตงเสวี่ยซานระอุขึ้นจนแม้แต่เงาของมันก็ดูสั่นไหวด้วยอำนาจที่แทบปิดกั้นลมหายใจของผู้ชมทั้งสนาม
ร่างของเขาก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วเหนือสายตาจากท่าร่างประจำตระกูล ราวกับสายฟ้าที่ผ่ากลางเวหามาแบบไร้คำเตือน
ปราณสีครามที่ห่อหุ้มหมัดนั้นเปล่งประกายวาบ วูบเดียวแต่แสบลึกถึงจิตวิญญาณ
หากเป็นใครคนอื่น คงกรีดร้องหรือหลบหนีไปนานแล้ว!
แต่ผมยังยืนอยู่ตรงนั้น!
ราวกับนักแสดงบนเวทีที่รอคิวจบฉาก
เสียงรอบสนามเงียบกริบจนแม้แต่เสียงหายใจก็กลืนหายไปกับลม
ทุกคนรอเพียงเสี้ยววินาทีที่การปะทะจะเปลี่ยนตำนานให้เป็นความจริง
ฝ่ามือของตงเสวี่ยซานพุ่งมาเบื้องหน้า รวดเร็วจนแม้แต่กำแพงหินก็คงถูกทะลุทะลวงได้อย่างง่ายดาย
แต่ในจังหวะที่อีกไม่กี่ลมหายใจ!
ก่อนที่อุ้งมือนั่นจะถึงใบหน้าของผม!
ผมก็ยกมือขึ้น!
แล้วผมก็พูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ทั้งสนามได้ยินชัดเจน
“ข้าขอยอมแพ้”
ใช่แล้วครับพวกนาย ไม่ใช่ 'ข้าจะสู้ให้ถึงที่สุด' ไม่ใช่ 'ข้าจะเล่นงานให้หมอบ'
แต่ผมประกาศยอมแพ้ออกไปแบบนิ่ง ๆ หน้าตาย เหมือนคนกำลังสั่งข้าวในร้านอาหาร
ทำเอาทุกอย่างชะงักงัน!
ทั้งสนามนิ่งเงียบเหมือนเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจหรือเสียงกระซิบ
เสี้ยววินาทีนั้นมันเหมือนกับว่าโลกทั้งใบกำลังรอฟังประโยคถัดไปจากปากผม ว่าจะเฉลยความหมายของการกระทำเมื่อครู่
ยกเว้นเพียงตงเสวี่ยซานที่มันไม่หยุด!
เพียงเสี้ยวลมหายใจเดียวที่ตงเสวี่ยซานพุ่งเข้าใส่ผมด้วยหมัดเต็มแรง
เงาร่างของฮูจินก็พุ่งแทรกเข้ามาอย่างกับฟ้าแลบ!
ฝ่ามือเหี่ยวย่นของเขากางออกอย่างสงบก่อนจะกระแทกเข้ากับหมัดของเสวี่ยซานแบบจัง ๆ
ปัง!
เสียงกระแทกที่ดังลั่นสะเทือนสนามทั้งเวทีไม่ใช่เสียงของแค่หมัดกระทบฝ่ามือ แต่มันคือเสียงของอำนาจสองสายที่ปะทะกันตรง ๆ จนคลื่นกระแทกกระจายไปทั่วทั้งเวที
ลมปราณกระจายเป็นวงคลื่นครามผลักฝุ่นให้ลอยขึ้นพร้อมกันจนคนดูบนอัฒจันทร์ต้องยกแขนขึ้นบังหน้า
เสียงอื้ออึงกลายเป็นความเงียบที่บีบรัดหัวใจแทบหยุดเต้น
ร่างของตงเสวี่ยซานเซถอยหลังไปสองก้าว แขนสั่นอย่างไม่อาจควบคุม
มันเบิกตาโพลงอย่างตกตะลึง ไม่ใช่แค่เพราะหมัดของมันถูกหยุด
แต่เพราะมันถูกหยุดโดยคนแก่ที่ควรจะนิ่งเงียบอยู่ข้างสนาม
ดวงตาของตงเสวี่ยซานวาววับด้วยไฟโทสะ ตวัดสายตามองไปยังฮูจินอย่างเดือดดาล ราวกับไม่อยากเชื่อว่ากรรมการจะกล้าขวางทางเขาในวินาทีเช่นนี้
“เหตุใดท่านถึงเข้ามาหยุดข้า!?”
มันตะคอกออกมาเสียงดังด้วยความเคืองขุ่น
แต่ฮูจินกลับยืนนิ่งราวภูผา มองเขาด้วยสายตาเรียบสงบแล้วตอบกลับอย่างเรียบง่ายในตอนที่ลดฝ่ามือลง
“เจ้าไม่ได้ยินหรือ..
ว่ามันเอ่ยยอมแพ้แล้ว”
คำตอบนั้นทำให้ตงเสวี่ยซานชะงักกึก
ดวงตากระตุกเล็กน้อยก่อนจะเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ
สมองของมันคงหมุนคว้างประมวลผลอยู่ ราวกับพยายามจะปะติดปะต่อสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทันเหตุการณ์
และเมื่อจิตกลับคืนสู่ร่าง ความโกรธก็ยิ่งทะลักมากกว่าเดิม
สายตาที่เคยใช้มองฮูจินหันขวับกลับมาทางผม
ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเพลิงแค้น ก่อนจะตะโกนลั่นกลางเวที
“นี่เจ้าทำอะไรของเจัา!!!”
แต่ผมไม่สนใจเสียงตะโกนนั้นแม้แต่น้อย..
ก็เหมือนเสียงของเด็กแพ้เกมที่ยังไม่รู้ว่าโดนตัดแต้มตั้งแต่ตาแรกแล้ว
สิ่งที่ผมทำต่อจากนั้นเหรอ..
ก็แค่..
โค้งคำนับให้ตงเสวี่ยซานแบบเนียบกริบ จนถ้ามีครูสอนมารยาทผ่านมาทางนี้ คงยกนิ้วโป้งให้พร้อมน้ำตาซึมด้วยความภูมิใจ
ผมโค้งอย่างนอบน้อมที่สุด เท่าที่คนกำลังกลั้นขำจะทำได้
“ฝีมือของท่านพี่ตงสูงส่งไร้เทียมทาน..
ผู้แซ่หลิวมิอาจเทียบได้แม้แต่ปลายเล็บ”
ผมหยุดหายใจนิดหนึ่งก่อนเติมยิ้มสุภาพจนน่าหมั่นไส้ลงไปอีกนิด
“เพียงแค่สัมผัสถึงแรงกดดันอันสูงส่งของท่าน..
ข้าก็รู้แล้วว่าหากดื้อดึงสู้กันต่อไป
คงมีแต่ตายสถานเดียว”
แล้วก็ย้ำปิดท้ายเบา ๆ แต่ชัดพอให้คนฟังคิดกันไปไกลเอง
“ผู้น้อยขอยอมรับความพ่ายแพ้..
แต่โดยดีนะขอรับ”
ผมยืดตัวขึ้นช้า ๆ หลังพูดประโยคสุดท้ายจบ แล้วก้าวเดินตรงเข้าไปหาตงเสวี่ยซานที่ยังยืนนิ่งควันออกหู แต่ก็อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก
เมื่อระยะใกล้พอ..
ผมก็โน้มตัวลงเล็กน้อย เอียงหน้ากระซิบชิดใบหูอีกฝ่ายด้วยเสียงที่มีแค่เราสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน
“เจ้าก็เคยทำกับข้าเช่นนี้มิใช่รึ..
มันถึงเวลาที่ข้าต้องคืนสนองให้เจ้าด้วยเช่นเดียวกัน
ไอ้แซ่ตง..”
ว่าจบ..
ผมตบบ่าตงเสวี่ยซานเบา ๆ แบบอ่อนโยนแต่เจือแววเยาะ จากนั้นก็หมุนตัวเดินลงจากเวทีประลองทันทีอย่างไม่หันกลับไปมอง
ทิ้งให้ตงเสวี่ยซานยืนนิ่งอยู่กลางเวที กับเงาแห่งความอัปยศที่ยิ่งยาวขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไป
คำพูดที่ดูเหมือนจะยกย่องสรรเสริญของผม..
การแสดงและท่าทางสุภาพของผมก่อนหน้านี้..
แต่ผมก็ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น..
ผมหันตัวไปทางอัฒจันทร์ตระกูลปีกมังกร..
โน้มตัวให้คนตระกูลนั้นหนึ่งทีแบบไม่หวงศักดิ์ศรี..
สำหรับผม..
ศักดิ์ศรีไม่ได้สำคัญกว่าการแก้แค้น..
โดยเฉพาะถ้าศักดิ์ศรีที่ว่า..
มันทำให้ตระกูลยิ่งใหญ่ตระกูลนึงคลอนด้วยการกระทำเพียงครั้งเดียว
แล้วด้วยท่าทางและคำพูดของผมทั้งหมด
กลับกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้เสียงซุบซิบของฝูงชนดังกระหึ่มขึ้นไปอีก
ในตอนที่ผมโน้มตัวกลับมาตั้งตรง..
ปฏิกิริยาของคนทั้งหมดก็เริ่มพลิกผัน
จากความสงสัยเบา ๆ ที่ผุดขึ้นตามซอกมุมของอัฒจันทร์
“หืม..? ยอมแพ้ง่ายไปไหมวะ? ยังไม่ทันสู้เลย.. มันไม่ปกตินะแบบนี้!!”
แล้วเสียงกระซิบเหล่านั้นก็เริ่มมีคนพยักหน้าคล้อยตาม จนคำถามที่หนักข้อกว่าก็ถูกพ่นออกมาอย่างอดไม่อยู่
“นี่มันตกลงกันไว้ก่อนหรือเปล่า? หรือว่าตระกูลตงจ้างให้ล้มมวย?”
และบางคนก็เริ่มพึมพำว่า
“แบบนี้ยังเรียกว่าชัยชนะได้อยู่เหรอ!! ศักดิ์ศรีตระกูลตง!! ศักดิ์ศรีของตระกูลห้าเสาหลักไปอยู่ที่ไหนหมด!!”
ผมยิ้มมุมปากเล็กน้อย ไม่หันกลับไปมองผลลัพธ์ด้วยซ้ำ
ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้วในตอนนี้..
เพราะสิ่งที่ผมทิ้งไว้บนเวที..
มันไม่ใช่รอยแผล..
แต่คือ 'ตราบาป' ที่ผมเคยถูกกระทำเช่นนี้มาก่อน..
นี่แหละของขวัญที่ผมผูกโบแล้วยื่นให้มันเองกลับมือ..