ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 94 แด่นายน้อยตง

            ผมได้ลืมตาขึ้นในตอนที่เสียงของฮูจินเอ่ยเรียกชื่อของผม

            ทันทีที่ลืมตา.. แสงแดดตอนสายส่องลงมาแบบไม่มีความเกรงใจอะไรทั้งสิ้น

            มันไม่ได้อบอุ่นเลยสักนิด

            ตรงกันข้าม..

            มันทำให้ทุกอย่างชัดเจนเกินไปจนผมอยากหลับตาแทนจะเดินต่อ

            ผมเห็นแม้กระทั่งฝุ่นในอากาศที่ลอยไปมาราวกับมีชีวิต

            และแน่นอน..

            ผมก็รู้สึกได้ถึงสายตานับหมื่นคู่ที่กำลังจับจ้องอยู่ที่ผม

            ทางเดินนักสู้ที่ทอดยาวตรงนี้ ไม่มีใครนอกจากผมเดินอยู่..

            นี่มันเหมือนฉากเปิดตัวพระเอกในหนังที่ผมไม่อยากเล่นเลยสักนิด

             

            เสียงโห่ร้องรอบสนามเริ่มปะปนกันมั่ว

            บางคนเชียร์ บางคนโห่ บางคนเงียบสนิทจนผมนึกว่าเขาหลับไปแล้ว

            เสียงเชียร์คงมาจากคนที่เคยเห็นผมสู้ก่อนหน้า..

            ส่วนเสียงโห่..

            ไม่ต้องเดาเลย..

            ก็อาจเป็นพวกที่ลงพนันฝั่งตงเสวี่ยซาน

            ส่วนคนที่เงียบ?

            พวกนั้นคงอยากเห็นผมถูกไอ้เสวี่ยซานอัดร่วงในไม่กี่หมัด..

            ซึ่งยากหน่อย..

             

            ผมก้าวต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบ

            แต่ข้างในใจดันเล่นภาพซ้ำซากไม่หยุด

            แผ่นหลังของโหวหวัง ตอนถูกหามลงจากเวที..

            ยังติดตาผมอยู่เหมือนเงาตามตัว

            รอยแผลตรงอกของมัน..

            สีซีด ๆ ที่เย็นเฉียบแบบนั้นมันไม่ใช่รอยธรรมดา เสียงหอบหายใจของมันก็ยังดังก้องอยู่ในหูผม

            ทุกอย่างที่มันทำ..

            น่ายกย่อง..

             

            ก่อนเท้าจะเหยียบลงบนพื้นหินของเวที ผมหยุดยืนตั้งสติ สูดลมหายใจลึก ๆ เข้าเต็มปอดและพ่นออกมาในคราวเดียว

            ผมยิ้มมุมปากเบา ๆ แล้วเสือกตัวขึ้นเวทีแบบไม่รีบไม่ร้อน

            ผมอดใจไม่ไหวแล้ว.. แค่คิดยังตื่นเต้นขนาดนี้..

            ถ้าตงเสวี่ยซานมันได้ของขวัญผูกโบจากผม..

            มันจะมีสีหน้ายังไง..

             

            กลางเวที ตงเสวี่ยซานยืนรออยู่ก่อนแล้ว

            ชุดผ้าไหมสีเงินวับ ๆ นั่นสะท้อนแดดจนแสบตา แถมยังปล่อยไอเย็นบาง ๆ ออกมาราวกับจะบอกว่า 'แค่นี้.. ข้าก็เหนือกว่าเจ้าแล้ว'

            ก็เดาจากหน้าตาของมันที่ดูเชิด ๆ เล็กน้อย ตอนที่มองมาทางผม

            สายตาที่มองมานั้น..

            โอเค..

            ยอมรับเลย..

            มันดูถูกกันชัด ๆ แบบที่ไม่ต้องพูดอะไรให้เปลืองน้ำลาย

             

            ผมเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าของหมอนั่น ระยะห่างกำลังพอดีสำหรับการต่อย

            หรือกระซิบประชดใส่กันสักประโยค..

            อุณหภูมิรอบตัวเหมือนจะลดฮวบลงทันที

            ไม่ใช่เพราะพลังของมันหรอกนะ

            แต่เพราะความกดดันระหว่างเราสองคนที่สาดใส่กันอยู่

             

            อ้อใช่..

            วันนี้ผมจงใจใส่ชุดบอลตัวใหม่มาเลยนะเนี่ย..

            วันดี ๆ แบบนี้..

            ก็ต้องอยากแต่งตัวให้ดูดีต่างจากเดิมหน่อย

            จริงไหม..

             

            มีแวบหนึ่งผมเหลือบมองขึ้นอัฒจันทร์ กวาดตามองดูว่ามีใครอยู่บนนั้นบ้าง..

            ท่านเจ้าเมืองนั้นไม่อยู่ ดูท่าจะไปเฝ้าดูอาการของโหวหวัง แต่ท่านผู้เฒ่าวานรมองมาที่ผม

            แววตานั้นผสมทั้งความคาดหวังกับความกังวลแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ

            ถัดไปอีกไกลหน่อยก็เห็นอุสางิซากิก็อยู่ตรงอัฒจันทร์ฝั่งของเธอ

            ใบหน้าไม่ได้สื่ออารมณ์อะไรทั้งนั้น..

            แต่จะว่ายังไงดี..

            ผมไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวานนี้

            แต่วันนี้ดูเหมือนยัยซากิจะมีใบหน้าที่ดีขึ้นเล็กน้อย

            แตกต่างจากตอนที่แพ้ตงเสวี่ยซานลิบลับ

            แล้วเหมือนเธอก็มองมาที่ผม ราวกับกำลังท้าทายผม ว่าให้ผมทำเหมือนที่หยามหมิ่นเธอในวันสอบเข้าสำนักให้ดูหน่อย

             

            “เห็นสภาพเพื่อนรักของเจ้าแล้วรึยังล่ะ..

            เจ้าแซ่หลิว..”

            ตงเสวี่ยซานเปิดฉากก่อนเลย

            น้ำเสียงของหมอนี่มันมั่นหน้ายิ่งกว่าพรีเซ็นเตอร์ครีมหน้าขาว แถมยังเย่อหยิ่งขนาดที่ผมแอบกลัวว่ามันจะหลุดลอยขึ้นฟ้าไปได้ทุกเมื่อ

            “นั่นแหละคือชะตากรรมของพวกมดปลวกที่คิดจะปีนขึ้นที่สูง

            ถ้าเจ้าคุกเข่าขอขมาเราตอนนี้..

            เราอาจจะปรานี.. ทำให้เจ้าแพ้แบบไม่เจ็บตัวมาก

            จักได้เก็บเจ้าไว้เล่นได้อีกนาน..”

            มันพูดแบบนั้นต่อหน้าคนเป็นหมื่นไม่พอ ยังดูเหมือนว่ามันจงใจพูดเสียงดัง ๆ ด้วย

             

            บางคนที่ได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วยก็มี..

            ก็แน่นอนแหละ..

            ชื่อเสียงของตระกูลตงมันค้ำคออยู่จริง ๆ

            แต่ผมก็เห็นเหมือนกันนะ ว่าหลายคนเริ่มขมวดคิ้วเหมือนกลั้นใจฟัง..

            พวกเขาคงคิดเหมือนผม ว่า 'อยากทำให้หมอนี้ใส่ฟันปลอมจังเลย' อะไรประมาณนั้นแน่..

             

            เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเบา ๆ เหมือนพายุที่กำลังก่อตัว..

            และผมเองก็เริ่มยิ้มมุมปากอย่างห้ามไม่อยู่แล้ว

            ผมไม่ได้แสดงอาการโกรธเลยสักนิด

            กลับกัน..

            ผมยิ้มมุมปากแบบที่ตัวเองยังแอบหมั่นไส้ตัวเองนิด ๆ ด้วยซ้ำ

             

            “อ้อ..

            ที่แท้ก็ท่านพี่ตงที่เอง ผู้น้อยแซ่หลิวแทบจำท่านไม่ได้เลยนะขอรับ”

            ผมจงใจลากเสียงยาว ใส่ความสุภาพแบบประดิดประดอยจนออกนอกหน้า แล้วตามด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะจริงใจเกินเหตุ

            “ช่างเป็นบุญวาสนาโดยแท้ ที่พี่ตงผู้สูงส่งยังอุตส่าห์มาเหลือบตาแลเห็น 'มดปลวก' อย่างข้าน้อย

            ข้าน้อยซาบซึ้งนัก.. ไม่รู้จะกล่าวคำใดแทนคุณงามความกรุณานี้ได้นอกจากคำว่าขอบคุณ”

            ผมเงยหน้าขึ้น เอียงคอมองอีกฝ่ายเล็กน้อย ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้

            “อ้อ.. ว่าแต่..

            ท่านพี่ยังจำได้อยู่หรือไม่ ว่าเราเคยสนทนาเรื่อง 'ของเล่นคม ๆ' กันไว้หนหนึ่ง”

            ผมหยุดหายใจนิดเดียวก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วพูดเสียงนุ่มเจือกลิ่นแดกดัน

            “กระบี่น่ะขอรับ.. กระบี่เล่นข้าน้อย..

            หากเล่นไม่ระวัง อาจมิได้บาดศัตรู แต่อาจบั่นมือของท่านได้โดยมิรู้ตัว”

            ใช่ครับ.. มุกเดิมเลยเป๊ะ

            แต่คนในสนามนี้มีหลายคนที่ไม่เคยได้ฟัง

            ยกมาใช้ใหม่..

            ก็ยังขำได้ใหม่เหมือนเดิม

             

            ตงเสวี่ยซานเค้นยิ้มตอบกลับมาแบบฝืน ๆ

            รอยยิ้มนั่นไม่ต่างจากดาบสองคมที่พยายามตัดความหงุดหงิดของตัวเองทิ้ง

            “ปากดีไปเถอะเจ้าแซ่หลิว..

            เดี๋ยวพอเริ่มประลอง..

            เราจะดูซิว่าเจ้าจะยังยิ้มออกอีกหรือไม่”

             

            ผมก็ยักไหล่ ยิ้มบาง ๆ พลางเอียงหน้าพูดออกไปเสียงดังระดับหนึ่งให้คนทั้งสนามได้ยิน

            “พี่ตงว่ามาเช่นนี้.. ข้าก็คงต้องยิ้มให้มากหน่อย

            จะว่าไป..

            หากท่านพี่ตงจะใช้ถ้อยคำข่มขู่เยี่ยงนี้ทุกครั้งก่อนประลอง..

            ข้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านถึงต้องมาหาข้าถึงเมืองนพบุรีเมื่อหลายเดือนก่อนด้วยตนเอง”

            แววตาของตงเสวี่ยซานกระตุกวูบอย่างชัดเจน เขาเริ่มหายใจแรงขึ้น รอยยิ้มเริ่มหายไปจากใบหน้า

            ผมยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด พร้อมพูดอย่างสุภาพจนน่าหมั่นไส้

            “การที่ท่านพี่ถึงขั้นหอบสังขารไปหาข้าน้อยถึงที่..

            ข้าน้อยจะไม่รู้สึกเป็นเกียรติก็เห็นจะไม่ได้..

            ที่พี่ตงชมชอบผู้แซ่หลิวคนนี้ถึงขนาดนั้น..”

             

            ตงเสวี่ยซานหุบยิ้มกะทันหัน สีหน้ากลับมานิ่งเฉียบ สายตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งมาโดยไม่พูดไม่จา ราวกับจะใช้แววตานั้นสังหารผมให้ได้

            แต่นั่นแหละ..

            ยิ่งมันเงียบ..

            ผมยิ่งรู้สึกสนุก

             

            ผมหันมองซ้ายมองขวา ทำสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นเสียงดังขึ้นอีกนิด

            “อ้าว.. เงียบไปเลยหรือขอรับท่านพี่?

            หรือว่าเรื่อง 'นั้น' ข้าน้อยไม่ควรพูดกัน?”

            ไม่มีคำตอบใดจากอีกฝ่าย มีเพียงแววตาที่เริ่มแข็งยิ่งกว่าเดิม

            ผมเลยพูดต่อแบบเนิบ ๆ

            “แต่ก็นะท่าน..

            การที่ท่านอุตส่าห์รอข้าตั้งหนึ่งอาทิตย์เนี่ย..

            นับเป็นอะไรที่ประทับใจผู้แซ่หลิวมาก”

            ผมยิ้มบาง ๆ ก่อนคืนรูปหน้าให้ตั้งตรงแล้วพูดเบา ๆ ว่า

            “เพราะแบบนั้นข้าถึงได้ยอมพบท่านอย่างไรเล่า..

            พี่ตง..”

             

            และนั่นแหละ..

            คือฟางเส้นสุดท้าย

            ใบหน้าของตงเสวี่ยซานขึ้นสีจัดทันที ราวกับโดนเอาไฟลนหน้า

            ปราณสีครามขุ่นที่เย็นเฉียบปะทุออกจากตัวเขาโดยไม่ทันตั้งตัว

            พื้นเวทีถึงกับสั่นสะเทือนเบา ๆ อย่างห้ามไม่อยู่

             

            ตงเสวี่ยซานกำมือแน่นจนข้อขาวซีด ร่างกายสั่นเล็กน้อยด้วยความโกรธเกรี้ยว

            ก่อนจะยกเท้าก้าวเข้ามาข้างหน้าอย่างลืมตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความคั่งแค้น

            “หุบปาก!!!”

            มันตวาดเสียงดังลั่น เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นชัดเจน ไหล่กระตุกและลมหายใจถี่รัวราวกับพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

             

            ผมแกล้งทำเป็นหาวหวอดหนึ่งอย่างเอือมระอา ยกมือขึ้นปิดปากแล้วตบเบา ๆ เหมือนง่วงนอนจริงจัง

            ก่อนจะหันซ้ายหันขวาช้า ๆ ราวกับกำลังมองหาอะไรที่น่าสนใจมากกว่า

            “เฮ้อ..

            นี่มันเวทีประลองจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย

            หรือเวทีประกวดวาทศิลป์ของตระกูลตงกันแน่?”

            ผมหันไปพูดกับอากาศด้วยเสียงดังแบบเดิม

            “ข้าน้อยเริ่มไม่แน่ใจแล้วนะขอรับ..

            ว่าควรเตรียมกระบี่หรือพจนานุกรมขึ้นเวทีดี

            ก็ท่านเล่นเชิญข้าพูดเสียนานขนาดนี้..

            คงต้องหาน้ำมากระดกดื่มเสียแล้ว..”

            ผมยืดเส้นยืดสายเบา ๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความเบื่อหน่ายเต็มขั้น

            และใช่ครับ..

            มันได้ผล..

             

            สีหน้าของตงเสวี่ยซานเหยเกเหมือนคนกลืนพริกทั้งสวนลงไปในคำเดียว

            ร้อนถึงฮูจินที่คงจะรับกลิ่นความเดือดปะทุทะลุเวทีไม่ไหว ก็เลยรีบก้าวออกมาตรงกลาง และสั่งแยกทันที

            ไอ้หน้ายาวนั่นจ้องหน้าผมนิ่ง ดวงตาเย็นชาคู่นั้นเปลี่ยนเป็นคุกรุ่นด้วยเพลิงโทสะที่กำลังลุกไหม้

            มันไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว..

            แต่ในความเงียบนั้นกลับน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่มันตะโกนด่าซะอีก

             

            แววคู่นั้นของตงเสวี่ยซานเต็มไปด้วยคำพูดนับพันที่อยากพ่นออกมา

            ใบหน้าขึงขังจนเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุ้บ ๆ ริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนพยายามกลืนไฟลงคอ

            ก่อนที่มันจะยกมือขึ้นช้า ๆ สูดลมหายใจเข้าลึกจนอกพอง ก่อนจะวาดท่าร่างด้วยความแม่นยำทุกกระเบียดนิ้ว

            เสียงรอบสนามเงียบกริบทันทีเมื่อเห็นท่าทางนั้น..

            เพราะทุกคนรู้ดีว่านั่นคือท่าร่างเตรียมเข้าสู้ของตระกูลตง

            น้ำเสียงและวาทะสิ้นสุดลงแล้วในตอนนี้..

            ตงเสวี่ยซานไม่ต้องการพูดอะไรอีก

            มันคงอยากตบปากผมด้วยกำปั้นมากกว่าคำพูด

             

            ฮูจินมองซ้ายขวารอบหนึ่ง เมื่อเห็นระนะห่างของผมกับมันกำลังดีและพากันตั้งท่ารอรับศึกแล้ว

            “เริ่มการประลองได้!”

            ฮูจินประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทันทีที่เห็นตงเสวี่ยซานวาดท่าขึ้นอย่างจริงจัง ดวงตาของท่านจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวราวกับผู้เฒ่าผู้รู้ที่ไม่อาจปล่อยให้ศึกนี้ลุกลามเกินควบคุม

            เสียงของฮูจินดังสะท้อนไปทั่วทั้งสนาม พร้อมกับกลืนเสียงซุบซิบทุกอย่างให้เงียบงันลงในทันที

            เหมือนทุกชีวิตในสนามหยุดหายใจเพราะรู้ว่ายามนี้..

            ไม่ใช่สงครามน้ำลายอีกต่อไป

            แต่มันคือสงครามของกำปั้นและความแค้น

             

            และแล้วความเงียบที่กดทับเวทีก็ถูกฉีกออกด้วยเสียงคำรามต่ำลึกของตงเสวี่ยซาน

            มันไม่ใช่แค่เสียงของความโกรธ แต่มันคือเสียงของสัตว์ร้ายที่หลุดรอดออกจากกรง

            ศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำหลอมรวมเป็นพายุปราณสีครามขุ่นที่ระเบิดออกมารอบตัวของมันอย่างรุนแรง ราวกับพลังของภูเขาไฟที่เก็บกลั้นมานาน

            พื้นหินใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือน เสียงแตกปริของอากาศดังก้องในหูผู้ชม พลังของตงเสวี่ยซานระอุขึ้นจนแม้แต่เงาของมันก็ดูสั่นไหวด้วยอำนาจที่แทบปิดกั้นลมหายใจของผู้ชมทั้งสนาม

            ร่างของเขาก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วเหนือสายตาจากท่าร่างประจำตระกูล ราวกับสายฟ้าที่ผ่ากลางเวหามาแบบไร้คำเตือน

            ปราณสีครามที่ห่อหุ้มหมัดนั้นเปล่งประกายวาบ วูบเดียวแต่แสบลึกถึงจิตวิญญาณ

            หากเป็นใครคนอื่น คงกรีดร้องหรือหลบหนีไปนานแล้ว!

            แต่ผมยังยืนอยู่ตรงนั้น!

            ราวกับนักแสดงบนเวทีที่รอคิวจบฉาก

             

            เสียงรอบสนามเงียบกริบจนแม้แต่เสียงหายใจก็กลืนหายไปกับลม

            ทุกคนรอเพียงเสี้ยววินาทีที่การปะทะจะเปลี่ยนตำนานให้เป็นความจริง

            ฝ่ามือของตงเสวี่ยซานพุ่งมาเบื้องหน้า รวดเร็วจนแม้แต่กำแพงหินก็คงถูกทะลุทะลวงได้อย่างง่ายดาย

            แต่ในจังหวะที่อีกไม่กี่ลมหายใจ!

            ก่อนที่อุ้งมือนั่นจะถึงใบหน้าของผม!

            ผมก็ยกมือขึ้น!

            แล้วผมก็พูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ทั้งสนามได้ยินชัดเจน

            “ข้าขอยอมแพ้”

             

            ใช่แล้วครับพวกนาย ไม่ใช่ 'ข้าจะสู้ให้ถึงที่สุด' ไม่ใช่ 'ข้าจะเล่นงานให้หมอบ'

            แต่ผมประกาศยอมแพ้ออกไปแบบนิ่ง ๆ หน้าตาย เหมือนคนกำลังสั่งข้าวในร้านอาหาร

            ทำเอาทุกอย่างชะงักงัน!

            ทั้งสนามนิ่งเงียบเหมือนเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจหรือเสียงกระซิบ

            เสี้ยววินาทีนั้นมันเหมือนกับว่าโลกทั้งใบกำลังรอฟังประโยคถัดไปจากปากผม ว่าจะเฉลยความหมายของการกระทำเมื่อครู่

            ยกเว้นเพียงตงเสวี่ยซานที่มันไม่หยุด!

             

            เพียงเสี้ยวลมหายใจเดียวที่ตงเสวี่ยซานพุ่งเข้าใส่ผมด้วยหมัดเต็มแรง

            เงาร่างของฮูจินก็พุ่งแทรกเข้ามาอย่างกับฟ้าแลบ!

            ฝ่ามือเหี่ยวย่นของเขากางออกอย่างสงบก่อนจะกระแทกเข้ากับหมัดของเสวี่ยซานแบบจัง ๆ

             

            ปัง!

             

            เสียงกระแทกที่ดังลั่นสะเทือนสนามทั้งเวทีไม่ใช่เสียงของแค่หมัดกระทบฝ่ามือ แต่มันคือเสียงของอำนาจสองสายที่ปะทะกันตรง ๆ จนคลื่นกระแทกกระจายไปทั่วทั้งเวที

            ลมปราณกระจายเป็นวงคลื่นครามผลักฝุ่นให้ลอยขึ้นพร้อมกันจนคนดูบนอัฒจันทร์ต้องยกแขนขึ้นบังหน้า

            เสียงอื้ออึงกลายเป็นความเงียบที่บีบรัดหัวใจแทบหยุดเต้น

             

            ร่างของตงเสวี่ยซานเซถอยหลังไปสองก้าว แขนสั่นอย่างไม่อาจควบคุม

            มันเบิกตาโพลงอย่างตกตะลึง ไม่ใช่แค่เพราะหมัดของมันถูกหยุด

            แต่เพราะมันถูกหยุดโดยคนแก่ที่ควรจะนิ่งเงียบอยู่ข้างสนาม

            ดวงตาของตงเสวี่ยซานวาววับด้วยไฟโทสะ ตวัดสายตามองไปยังฮูจินอย่างเดือดดาล ราวกับไม่อยากเชื่อว่ากรรมการจะกล้าขวางทางเขาในวินาทีเช่นนี้

            “เหตุใดท่านถึงเข้ามาหยุดข้า!?”

            มันตะคอกออกมาเสียงดังด้วยความเคืองขุ่น

             

            แต่ฮูจินกลับยืนนิ่งราวภูผา มองเขาด้วยสายตาเรียบสงบแล้วตอบกลับอย่างเรียบง่ายในตอนที่ลดฝ่ามือลง

            “เจ้าไม่ได้ยินหรือ..

            ว่ามันเอ่ยยอมแพ้แล้ว”

             

            คำตอบนั้นทำให้ตงเสวี่ยซานชะงักกึก

            ดวงตากระตุกเล็กน้อยก่อนจะเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ

            สมองของมันคงหมุนคว้างประมวลผลอยู่ ราวกับพยายามจะปะติดปะต่อสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทันเหตุการณ์

            และเมื่อจิตกลับคืนสู่ร่าง ความโกรธก็ยิ่งทะลักมากกว่าเดิม

            สายตาที่เคยใช้มองฮูจินหันขวับกลับมาทางผม

            ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเพลิงแค้น ก่อนจะตะโกนลั่นกลางเวที

            “นี่เจ้าทำอะไรของเจัา!!!”

             

            แต่ผมไม่สนใจเสียงตะโกนนั้นแม้แต่น้อย..

            ก็เหมือนเสียงของเด็กแพ้เกมที่ยังไม่รู้ว่าโดนตัดแต้มตั้งแต่ตาแรกแล้ว

            สิ่งที่ผมทำต่อจากนั้นเหรอ..

            ก็แค่..

            โค้งคำนับให้ตงเสวี่ยซานแบบเนียบกริบ จนถ้ามีครูสอนมารยาทผ่านมาทางนี้ คงยกนิ้วโป้งให้พร้อมน้ำตาซึมด้วยความภูมิใจ

            ผมโค้งอย่างนอบน้อมที่สุด เท่าที่คนกำลังกลั้นขำจะทำได้

            “ฝีมือของท่านพี่ตงสูงส่งไร้เทียมทาน..

            ผู้แซ่หลิวมิอาจเทียบได้แม้แต่ปลายเล็บ”

            ผมหยุดหายใจนิดหนึ่งก่อนเติมยิ้มสุภาพจนน่าหมั่นไส้ลงไปอีกนิด

            “เพียงแค่สัมผัสถึงแรงกดดันอันสูงส่งของท่าน..

            ข้าก็รู้แล้วว่าหากดื้อดึงสู้กันต่อไป

            คงมีแต่ตายสถานเดียว”

            แล้วก็ย้ำปิดท้ายเบา ๆ แต่ชัดพอให้คนฟังคิดกันไปไกลเอง

            “ผู้น้อยขอยอมรับความพ่ายแพ้..

            แต่โดยดีนะขอรับ”

            ผมยืดตัวขึ้นช้า ๆ หลังพูดประโยคสุดท้ายจบ แล้วก้าวเดินตรงเข้าไปหาตงเสวี่ยซานที่ยังยืนนิ่งควันออกหู แต่ก็อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก

            เมื่อระยะใกล้พอ..

            ผมก็โน้มตัวลงเล็กน้อย เอียงหน้ากระซิบชิดใบหูอีกฝ่ายด้วยเสียงที่มีแค่เราสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน

            “เจ้าก็เคยทำกับข้าเช่นนี้มิใช่รึ..

            มันถึงเวลาที่ข้าต้องคืนสนองให้เจ้าด้วยเช่นเดียวกัน

            ไอ้แซ่ตง..”

            ว่าจบ..

            ผมตบบ่าตงเสวี่ยซานเบา ๆ แบบอ่อนโยนแต่เจือแววเยาะ จากนั้นก็หมุนตัวเดินลงจากเวทีประลองทันทีอย่างไม่หันกลับไปมอง

            ทิ้งให้ตงเสวี่ยซานยืนนิ่งอยู่กลางเวที กับเงาแห่งความอัปยศที่ยิ่งยาวขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไป

             

            คำพูดที่ดูเหมือนจะยกย่องสรรเสริญของผม..

            การแสดงและท่าทางสุภาพของผมก่อนหน้านี้..

            แต่ผมก็ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น..

            ผมหันตัวไปทางอัฒจันทร์ตระกูลปีกมังกร..

            โน้มตัวให้คนตระกูลนั้นหนึ่งทีแบบไม่หวงศักดิ์ศรี..

            สำหรับผม..

            ศักดิ์ศรีไม่ได้สำคัญกว่าการแก้แค้น..

            โดยเฉพาะถ้าศักดิ์ศรีที่ว่า..

            มันทำให้ตระกูลยิ่งใหญ่ตระกูลนึงคลอนด้วยการกระทำเพียงครั้งเดียว

             

            แล้วด้วยท่าทางและคำพูดของผมทั้งหมด

            กลับกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้เสียงซุบซิบของฝูงชนดังกระหึ่มขึ้นไปอีก

            ในตอนที่ผมโน้มตัวกลับมาตั้งตรง..

            ปฏิกิริยาของคนทั้งหมดก็เริ่มพลิกผัน

             

            จากความสงสัยเบา ๆ ที่ผุดขึ้นตามซอกมุมของอัฒจันทร์

            “หืม..? ยอมแพ้ง่ายไปไหมวะ? ยังไม่ทันสู้เลย.. มันไม่ปกตินะแบบนี้!!”

            แล้วเสียงกระซิบเหล่านั้นก็เริ่มมีคนพยักหน้าคล้อยตาม จนคำถามที่หนักข้อกว่าก็ถูกพ่นออกมาอย่างอดไม่อยู่

            “นี่มันตกลงกันไว้ก่อนหรือเปล่า? หรือว่าตระกูลตงจ้างให้ล้มมวย?”

            และบางคนก็เริ่มพึมพำว่า

            “แบบนี้ยังเรียกว่าชัยชนะได้อยู่เหรอ!! ศักดิ์ศรีตระกูลตง!! ศักดิ์ศรีของตระกูลห้าเสาหลักไปอยู่ที่ไหนหมด!!”

             

            ผมยิ้มมุมปากเล็กน้อย ไม่หันกลับไปมองผลลัพธ์ด้วยซ้ำ

            ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้วในตอนนี้..

            เพราะสิ่งที่ผมทิ้งไว้บนเวที..

            มันไม่ใช่รอยแผล..

            แต่คือ 'ตราบาป' ที่ผมเคยถูกกระทำเช่นนี้มาก่อน..

            นี่แหละของขวัญที่ผมผูกโบแล้วยื่นให้มันเองกลับมือ..

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน

    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 3422
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 982
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เทพมารลิขิตฟ้า

    เทพมารลิขิตฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    72K 42
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258