หลังจากที่ธีวารับการ์ดจากแม่ของเขามา เขาก็ทำตามวิธีที่แม่ของเขาสอน หยดเืของเขาหยดลงไปบนการ์ด ไม่นานการ์ดก็เปล่งแสงออกมาตามสีของการ์ดซึ่งเป็สีเหลือง จากนั้นก็ให้เขาเรียกสปีรีทออกมา และตั้งสมาธิให้มั่นเพื่อประสานการ์ดเข้ากับสปีรีท
ระหว่างที่ธีวากำลังซึมซับการ์ด รอบตัวของเขาก็มีแต่ละอองแสงสีเหลือจากการ์ดโพยพุ่งออกมาและละอองนั้นก็ค่อยซึมเข้าสู่ร่างกายของเขาและสปีรีท หากซึมซับละอองจนหมดแล้ว แสดงว่าการซึมซับสำเร็จ ส่วนระยะเวลาอยู่ที่ว่าใครจะซึมซับเร็วหรือช้า
ส่วนภายในจิตของธีวา มีบางอย่างต่อต้านและเขาก็พยายามต่อสู้ จนทุกอย่างสำเร็จไปอย่างไม่น่าเชื่อ สุดท้ายธีวาก็ลืมตาขึ้นมาแล้วก็มองไปรอบๆ บ้าน เขาลุกขึ้นยืนแล้วสอดสายตาไปทั่วทุกมุมของบ้าน สองขาย่างก้าวเดินตามหาว่าแม่อยู่ที่ไหน
“แม่...” เสียงของเด็กน้อยเรียกหาผู้เป็มารดา แต่ถึงแม้ว่าจะเรียกหาเท่าไหร่ คนเป็แม่ก็มิยอมเอ่ยเสียงขานตอบรับ จนธีวาเดินเข้ามาในห้องนอนของแม่ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย เสียงของผู้ใหญ่บ้านก็ดังขึ้น
“ธีวา....ธีวาเอ้ย....”
พอได้ยินเสียงเรียกธีวาก็เดินออกไปหาทันที เมื่อได้เจอหน้ากับผู้ใหญ่บ้าน อีกฝ่ายก็บอกเื่ราวต่างๆ จนครบ และทราบว่าวันนี้เองที่เขาต้องออกเดินทางไปพร้อมกับธาร เพื่อไปเรียนโรงเรียนในเมือง
ตอนแรกธีวานั้นคิดว่าจะรอบอกกับแม่ก่อน แต่รอไปเวลาคงไม่ทันการณ์ เขาจึงตัดสินใจหยิบกระเป๋าที่แม่ของเขาได้เตรียมเอาไว้ให้ และออกเดินทางทันที โดยที่มีผู้ใหญ่บ้านไปส่ง
ระหว่างการเดินทาง ธารที่ไม่ชอบหน้าธีวาั้แ่แรก เขาเอาแต่จ้องหน้าธีวาแล้วคิดในใจว่า ทำไมคนอย่างธีวาต้องชนะเขาไปซะทุกเื่ แม้แต่ระดับพลังสปีรีทยังมากกว่าเขา แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีดี ที่สปีรีทของธีวาเป็แค่สายซัพพอร์ต
ที่โรงเรียนที่พวกเขากำลังเดินทางไปมอบตัว ทางโรงเรียนได้รับแจ้งแล้วว่าจะมีเด็กตากหมู่บ้านไหนเข้าไปเรียน และจะจัดให้อยู่ในหอพักในตามระเบียบของโรงเรียน
หลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านมาส่งพวกธีวาและธาร ผู้ใหญ่บ้านก็กลับทันที เหลือเพียงธารกับธีวา พวกเขาสองคนเข้ามอบตัวและลงทะเบียนเรียน พร้อมกับรับชุดฟอร์มของทางโรงเรียน และสถาบันที่พวกเขาเรียนก็คือ โรงเรียนสปีรีทชั้นต้นประจำเมืองเทนคร
ซึ่งโรงเรียนสปีรีทชั้นต้น จะสอนเื่พื้นฐานของสปีรีท และฝึกความสามารถพื้นฐานเพื่อเพิ่มระดับ แล้วคนที่จะจบการศึกษาที่โรงเรียนนี้ได้ ต้องมีระดับมากกว่า 20 ภายในเวลาสามปี ส่วนโรงเรียนชั้นกลางและสูงก็มีเกณฑ์รับคนเข้าศึกษาของแต่ละที่
“หนึ่งห้องจะอยู่กันห้าคน นี่ห้องของนาย....” ผู้คุมหอเอ่ยบอกกับธีวา พร้อมกับยื่นกุญแจห้องให้ จากนั้นเขาก็เดินจากไปโดยที่ไม่ได้เอ่ยคำใดอีก
ธีวายืนนิ่งสักพักก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง สองขาของเขาหยุดนิ่งเมื่อเข้ามาเจอกับบางอย่าง และสิ่งนั้นก็คือสมาชิกในห้องของเขา
“หวัดดี” เสียงที่เอ่ยทักขึ้น หลังจากที่ธีวาก้าวเข้ามาเหยียบในห้อง และเขาก็มองดูทุกคนในห้องอย่างประหลาดใจ
“ในที่สุดคนที่ห้าก็มาสักที ขอแนะนำให้รู้จัก....”
คนที่เอ่ยพูดแนะนำตัวเองก่อนใครเพื่อน ก่อนจะเอ่ยแนะนำคนอื่นๆ ตามลำดับ ว่าใครมาจากไหนมีสปีรีทอะไร
ติณ สายว่องไว มีดสั้นสองมือ มาจากหมู่บ้าน คูอาเลย์
รูปี สายนักรบ โล่น้ำแข็ง มาจากหมู่บ้าน ไอซ์
พนา สายนักเวย์ คทาเถาวัลย์กุหลาบขาว มาจากหมู่บ้าน มิลอส
กาหยู สายโจมตี ธนูสายฟ้า มาจากหมู่บ้าน อังกา
“แล้วนายล่ะ?” ติณเอ่ยถามหลังจากที่เขาแนะนำตัวเองและคนอื่นๆ
“เราชื่อ ธีวา สายซัพพอร์ต หนังสือสีทอง มาจากหมู่บ้าน ธารากา....” ธีวาเอ่ยเอ่ยตอบทุกคนเสียงเบา เพราะฟังคนอื่นแล้วทุกคนต่างมีสปีรีสที่ดีทั้งนั้น มีเพียงเขาที่เป็สายซัพพอร์ต
“ดีจริง ห้องเรามีครบทุกสายเลย...” ติณเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดีใจ
เมื่อเป็แบบนั้นทุกคนต่างก็ดีใจกันยกใหญ่จนธีวายืนงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ท้ายที่สุดก็มีคนเล่าทุกอย่างให้ฟัง
ที่ถูกจัดให้มาอยู่ด้วยกัน เพราะตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ พวกเขาจะเป็กลุ่มเดียวกันนั้นจะอยู่ทีมเดียวกัน และก่อนจบการศึกษาพวกเขาที่เป็ทีมเดียวกัน จะได้ลงแข่งขันแบบทีม
ตอนนี้ทุกคนก็บอกระดับพลังสปีรีทของแต่ละคนมา ซึ่งน่าแปลกใจที่ทุกคนอยู่ระดับสิบกันทั้งหมด แถมยังมีคนละหนึ่งทักษะแล้ว
“แบบนี้ก็เรียกว่ารุ่นเทพสิครับ” พนาเอ่ยขึ้น เพราะน้อยคนที่เข้ามาเรียนจะมีทักษะได้ คือต้องเรียนไปหนึ่งปีถึงจะได้ทักษะมา และทางอาจารย์จะพาออกไปล่าสปีรีท
ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกันที่ได้รู้ว่าตนเองไม่ได้เก่งเกินใคร พอวันต่อมาทุกคนก็เข้าเรียนเป็วันแรก และก็มีคำแนะนำหลายอย่างที่พวกเขาต้องเรียนรู้ ส่วนเื่ระดับนั้นยากที่ผู้อื่นจะรู้ได้ เพราะปีแรกต้องเรียนเพียงทฤษฎีเท่านั้น
“พวกเรา ไปที่ลานฝึกกันมั้ย?” รูปีเอ่ยถามความเห็นจากกลุ่มเพื่อน เพราะหลังจากทานข้าวเที่ยวเสร็จก็ไม่มีอะไรทำ
“ก็ดีนะ เราจะได้ฝึกร่างกายให้แข็งแรง....” กาหยูเอ่ยตอบ
และเมื่อคำตอบที่เป็เอกฉันท์ พวกเขาก็มายังยิมฝึกของโรงเรียน ด้านในกว้างมากพอที่จะจุคนได้กว่าห้าร้อยคนเห็นจะได้
“โคตรใหญ่” ติณเอ่ยพูดออกมาทันทีที่มาถึง
“ใครให้ปีหนึ่งเข้ามา....”
ยังไม่ทันจะได้เชยชมสนามฝึก อีกหนึ่งเสียงก็เอ่ยดังขึ้นมา ทุกคนหันไปมองตามเสียงนั้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย และคนที่เอ่ยพูดออกมาก็เป็รุ่นพี่ปีสอง ก่อนที่อีกฝ่ายจะก้าวเดินเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าเหล่าเด็กปีหนึ่ง
“ที่นี่ไม่ได้บอกนี่ครับว่าห้ามเด็กปีหนึ่งเข้ามา” กาหยูเอ่ยออกไปทันที เพราะอาจารย์ก็ได้บอกแล้วว่าใครจะมาที่ลานฝึกก็ได้ทั้งนั้น
“แต่ปีหนึ่งอยากพวกมึง ยังไม่มีทักษะจะมาที่นี่ทำไมวะ” อีกฝ่ายก็ยังลั่นวาจาเหยียดหยามเด็กปีหนึ่งตรงหน้า และที่เอ่ยออกไปแบบนั้นหากเพราะคิดว่าตนนั้นเหนือกว่าปีหนึ่ง
“มัวแต่พูดพล่าม สั่งสอนให้รู้ไปเลยว่าใครรุ่นพี่รุ่นน้อง....”
เสียงอีกคนที่ดังขึ้น พร้อมกับท่าพุ่งเข้ามาจู่โจมพวกเด็กปีหนึ่ง หมัดที่ทรงพลังได้พุ่งเข้ามาที่ตัวของกาหยูอย่างรวดเร็ว
ตุ๊บ....เสียงกระแทกดังก้องไปทั่วบริเวณ พร้อมกับสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมองมายังกาหยู เนื่องจากสิ่งตรงหน้าของเขาได้ปรากฏเป็โล่น้ำแข็ง
“ไม่ง่ายไปเหรอครับรุ่นพี่....” รูปีเอ่ยขึ้น และโล่น้ำแข็งที่ปรากฏออกมาก็เป็ของเขา เป็โล่ที่ไม่ได้ใช้ทักษะ แต่ก็สามารถป้องกันการโจมตีได้
“ก็แค่โล่ที่ไม่มีทักษะ มันจะแค่ไหนกันเชียว!”
อีกคนก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับเปิดสปีรีทตนเองออกมาเป็หอกเหล็กสีเพลิง ก่อนจะพุ่งตรงมายังรูปีที่พูดเก่งไปก่อนหน้านั้น
ปึก! ปลายของหอกได้พุ่งแทงลงที่โล่น้ำแข็งเต็มแรง แต่หอกก็ไม่สามารถทำลายโล่น้ำแข็งของรูปีได้ และทั้งคู่เองก็ไม่ได้ใช้ทักษะกัน แต่การรับมือก็ถือว่ามีพื้นฐานที่ดีมาก จนรุ่นพี่เองแปลกใจไปมาก ปกติถ้าระดับต่างกันโล่น้ำแข็งต้องแตกไปแล้ว แต่นี่มันกลับสามารถต้านทานหอกได้
“งั้นลองนี่หน่อยเป็ยังไง ทักษะที่หนึ่ง...ทะลวงเกราะ!” เพลิงทะลักโพยพุ่งออกมาวนที่ปลายของหอก ก่อนที่เขาจะขว้างหอกให้พุ่งตรงไปหายังรูปี