- 16 -
กลายเป็เด็กโง่
ศิษย์น้องในสำนักพูดถึงเทศกาลหยวนเซียว หรือเทศกาลลอยโคม ที่จะจัดขึ้นในเมืองไห่ฉือ
เพ่ยอิงตาลุกวาวด้วยความสนใจ หลายวันที่ผ่านมานี้ เขาถูกห้ามไม่ให้ออกจากสำนักต้าิ เื่ที่มีองค์ชายจาก์เก้าชั้นฟ้าที่กำลังตามตัวเพ่ยอิงอยู่
“เราอยากไปบ้าง”
“เ้าน่ะ! ต้องอยู่แต่ในสำนักเท่านั้น เป็คำสั่งเด็ดขาดของท่านอาจารย์”
“ศิษย์พี่โจว....แอบไปไม่ได้หรือ”
“อาเพ่ย!”
เพ่ยอิงเศร้าสลดใจขึ้นมาทันที งานจัดในเวลากลางคืน คงไม่มีผู้ใดจะตามตัวของเขาได้ อีกอย่างเพ่ยอิงก็แค่อยากออกไปดูโคมไฟสวยๆ ทำไมต้องทำเหมือนเขาเป็นักโทษด้วย
“เอ่อ...ข้าขอโทษ”
“เราก็แค่อยากดูโคมไฟ ศิษย์พี่ไม่เห็นต้องดุกันเลย”
โจวซวงลำบากใจกับคำพูดของเพ่ยอิง เดิมทีหากไม่มีเื่พวกนี้ เพ่ยอิงก็คงไม่ต้องมาโดนกักบริเวณห้ามออกไปไหน แววตาหงอยของเพ่ยอิง ทำโจวซวงใจอ่อนขึ้นมาทันที
“เราค่อยคิดกันอีกทีว่าจะไปอย่างไร”
“หือ?”
“แต่เ้าต้องสัญญา รับปากข้าอย่างแน่นหนัก ว่าเ้าจะไม่ห่างกายข้าไปไหน พูดสิ่งใดก็ต้องฟัง”
“อื้อ”
“หึหึ! เด็กโง่”
เพ่ยอิงส่งรอยยิ้มหวานพร้อมสายตาเป็ประกาย มันเป็พลังบางอย่างที่ทำให้โจวซวงหึกเหิม ั์ตาฟ้าครามของเพ่ยอิงพิเศษ เสมือนมวลน้ำที่คอยชำระจิตใจ
โรงเตี๊ยมเมืองไห่ฉือ ยังคงไร้วี่แววข่าวของเพ่ยอิง โม่หรานคอยจับตาดูป๋อเหวินเอาไว้ แต่ก็พบว่าเ้าจอมมารคลั่งยังคงนิ่งเฉย ไม่ตื่นเต้นร้อนรนกับเื่ใด
“ซัวเหิง คอยดูเอาไว้ว่าโม่หรานคิดทำสิ่งใด”
“ขอรับนายท่าน”
โม่หรานยังคงออกจากโรงเตี๊ยมแต่เช้า ไปตามที่ต่างๆของเมืองไห่ฉือ เพื่อสืบหาว่าเพ่ยอิงได้มาแถวนี้บ้างหรือไม่ ทุกคนส่ายหน้าและบอกเป็เสียงเดียวกันว่าไม่เคยพบเพ่ยอิง
เขายังมั่นใจว่าคำพูดขององค์มหาเทพจวิ้นหยางนั้นมีมูลความจริง ดวงตาของพระองค์มองเห็นทุกสรรพชีวิตบนโลก และยิ่งมั่นใจเมื่อท่านเอ่ยถึงเพ่ยอิงด้วยรอยยิ้ม
เง็กเซียนฮ่องเต้เดินทางไปเยี่ยมพระชายาเมื่อหลายวันก่อน ใบหน้าอมทุกข์ที่บอกถึงความรู้สึกด้านในพระทัยได้เป็อย่างดี
ที่แดนเจียหลิงนั้นเต็มไปด้วยความหนาวเย็น หิมะขาวโพลนไปทั่วทั้งบริเวณ “ฝ่าาเพคะ”
“หลี่เฉียน!”
พระชายาโม่หลี่เฉียน เทวีแห่งการหยั่งรู้ทุกสิ่งที่เคลื่อนผ่านไปตามกาลเวลา
“เหตุใดจึงทุกข์ระทมเช่นนี้เพคะ”
“เ้าไม่รู้หรือ?”
โม่หลี่เฉียนส่ายหน้า ภายนอกยังคงเป็ปกติอย่างที่เคยเป็
“เกิดอะไรขึ้นกับเ้าหลี่เฉียน เ้าเป็ถึงเทวีแห่งการหยั่งรู้” เง็กเซียนฮ่องเต้เอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้า หลี่เฉียนยังคงส่ายหน้า ดวงตาคู่สวยเริ่มมีหยาดน้ำตาไหลลงมา
“บอกข้ามา”
“เมื่อหลายวันก่อน ศิลาทำนาย หายไปเพคะ ทั่วทั้งเจียหลิงมืดดับ”
“ห..หาย! หายไปได้อย่างไร?”
ศิลาทำนายเป็ของศักดิ์สิทธิ์ มันมีพลังปกป้องตนเอง และอยู่คู่กับเจียหลิงมาเนิ่นนานมาก เคยถูกชิงไปที่เมืองปรภพ แต่สุดท้ายศิลาทำนายก็กลับมาอยู่ที่เดิม
“ก่อนหน้าที่ศิลาทำนายจะหายไป หม่อมฉันเห็นเพคะ...”
“เห็นสิ่งใด”
“การกลับมาของสิ่งมีชีวิตเมื่อหมื่นปีก่อน!”
องค์ยูไลนิ่งสงบอยู่ในขุมนรก เวลาที่ผันผ่านและสรรพิญญาที่เวียนว่ายไปตามหนทาง เหล่าิญญาร้ายบางดวงไม่อาจปล่อยวางได้ ยังคงมุ่งหวังที่จะทำความปรารถนาของตนให้สำเร็จ
รอยผนึกเริ่มแตกร้าว มหาเวทย์ของผู้กล้ากำลังเสื่อมคลาย
วิชาบ่ายของเพ่ยอิงคือการคัดตำรา สายตามองไปตามตัวอักษร มือก็ขยับเขียนไปบนแผ่นกระดาษ
‘กระบี่สาดแสงธารา’
หือ?...เหมือนเพ่ยอิงเคยรู้จักมาก่อน อาจารย์เป๋ยซานหลิงบอกให้เขาคัดคำนี้ซ้ำไปมา โดยไม่รู้เลยว่ากระบี่สาดแสงธารานี้มีความสำคัญอย่างไร
“อาเพ่ย!”
“เบาหน่อยศิษย์พี่โจว เดี๋ยวอาจารย์ก็ได้ยินหรอก”
“ข้ารู้แล้วว่าเราจะไปวิธีใด”
“ยังไงหรือ!?” เพ่ยอิงวางทุกสิ่งที่กำลังทำ ดวงตาลุกวาวตื่นเต้นกับคำพูดของศิษย์พี่โจว เทศกาลโคมไฟนี้คงน่าตื่นเต้น ประสบการณ์ใหม่ที่เพ่ยอิงอยากลองััสักครั้ง
“ปลอมตัวเถอะ หลังสำนักมีทางลับอยู่”
“ศิษย์พี่โจว จะไม่โดนอาจารย์จับได้ใช่ไหม?” เด็กหนุ่มถามตาใส ดูเอาเถิดอาเพ่ยผู้นี้ ร้องขอให้เขาพาไปงานเทศกาลหยวนซี พอถึงเวลากลับไม่กล้าขึ้นมาเสียดื้อๆ
“หรือเ้าเปลี่ยนใจ”
“ใครว่ากันเล่า เรารอคอยอย่างตั้งใจเชียวนะ”
“เด็กโง่..”
คำว่าเด็กโง่ของโจวซวง สะกิดความทรงจำบางอย่างของเพ่ยอิงขึ้นมา เคยมีคนเรียกเขาว่าเด็กโง่ พลันก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด
‘เ้าเด็กโง่!’
อ่า เขาเคยได้ยินใครบางคนเรียกด้วยน้ำเสียงแข็ง แต่ทว่ามันกลับชัดแจ้งอยู่ในหัวใจ
“อาเพ่ย เ้าเป็อะไรหรือเปล่า”
“เรากำลังมีความสุขที่จะได้ไปเที่ยว” เพ่ยอิงตอบยิ้มๆ
“คืนนี้เจอกันที่เรือนของข้า เ้าจะต้องเปลี่ยนชุด แล้วเปลี่ยนตัวเองใหม่”
“ตกลง”
ดวงจันทร์โผล่พ้นฟ้า เป็สัญญาณของราตรีเทศกาลหยวนซี เพ่ยอิงย่องออกจากห้องนอนของตัวเองอย่างเงียบเชียบ จุดมุ่งหมายคือเรือนพักของศิษย์พี่โจวซวง
“อาเพ่ย ทางนี้” ศิษย์พี่โจวกับศิษย์น้องอีกสี่ห้าคนยืนรวมกลุ่มอยู่ เสียงกระซิบเรียกจากในเรือนที่ไม่เปิดไฟด้วยซ้ำ เพ่ยอิงเดินเข้าไปก็พบว่าทุกคนเปลี่ยนชุดใหม่หมด
“เอ่อ..น..นี่คือ?”
“เราก็แต่งตัวให้กลมกลืนกันไง คนอื่นจะได้ไม่สงสัย”
“เข้าใจแล้ว”
เพ่ยอิงในชุดสีอ่อน พร้อมกับเรือนผมยาวงดงามกลางหลัง ใบหน้าถูกสวมด้วยหน้ากากปกปิดเอาไว้ เห็นเพียงดวงตาฟ้าครามที่ส่องประกาย
“อย่าอยู่ห่างจากข้า”
“อื้อ!”
ผู้คนมากมายพลุกพล่านไปทั่วเมืองไห่ฉือ โจวซวงตามหลังเพ่ยอิงไม่ห่าง ด้านหน้าก็ยังมีศิษย์น้องที่คอยเดินนำทั้งสอง ตลอดทางเดินสว่างไสวไปด้วยโคมไฟ
“คุณชายน้อย รับโคมไฟไปลอยไหมขอรับ”
“หือ?”
“เอ่อ คือว่ามนุษย์เขาเชื่อกันน่ะ ลอยโคมไฟขึ้นฟ้าก็เหมือนขอพรกับ์” โจวซวงขยับมาใกล้เพื่ออธิบายให้ฟัง
“์จะให้พรเราหรือ”
“ไม่รู้เหมือนกัน เ้าอยากลอยหรือเปล่า” เพ่ยอิงพยักหน้ารัว โจวซวงจึงจัดการซื้อโคมไฟ แล้วพาเพ่ยอิงมาบนหอคอยของเมืองไห่ฉือ ที่สูงแบบนี้จะทำให้โคมไฟลอยขึ้นได้ง่าย
องค์ชายโม่หรานเดินไปกับกลุ่มฝูงชน เขามองชายใส่หน้ากากแล้วรู้สึกคุ้นตา แต่ทว่าก็ดันพลัดไปกับผู้คนมากมาย มองไปทางใดก็หาไม่เจอ ได้แต่ยืนหัวเสียอยู่อย่างนั้น แต่เมื่อกลับมาที่โรงเตี๊ยมก็พบว่าป๋อเหวินไม่อยู่
“เ้ามารนั่นไปที่ใด!?”
“เห็นบอกว่าจะไปสูดอากาศที่หอคอยพะยะค่ะ”
เขาสั่งให้คนคอยตามตัวของป๋อเหวินเอาไว้ อย่างไรเพ่ยอิงก็คงจะอยากเจอป๋อเหวินมากกว่าเขา เหตุผลนี้ทำให้เขาได้ตัวของเพ่ยอิงอย่างง่ายดาย มีเพียงหอคอยสูงสุดของ์ที่เขาจะมอบมันให้กับเพ่ยอิง
ป๋อเหวินยังคงยืนนิ่งเป็หุ่นอยู่แบบนั้น ซัวเหิงจุดโคมไฟขึ้นมาด้วยมือเปล่า เ้านี่บอกว่าอยากทำอะไรที่มนุษย์ทำกัน แน่นอนว่าป๋อเหวินไม่คิดขัดใจ
“นายท่าน อธิษฐานสิขอรับ”
“จอมมารอย่างข้า!”
“เผื่อว่ามันจะเป็จริง นายท่านลองดูก่อน” ซัวเหิงยื่นโคมไฟให้เ้านาย ป๋อเหวินถอนหายใจรับมาอย่างขัดไม่ได้ ส่ายหัวให้กับเ้าิญญาดาบที่ทำตัวเป็เด็ก
“เง็กเซียนไม่ฟังข้าหรอก ์รังแคลนข้าถึงเพียงนี้ ขนาดเทพก็ยังไม่อยากอยู่เคียงข้า”
ป๋อเหวินไม่ได้กล่าวเสียงดัง แต่ก็ไม่ได้เสียงเบานัก เพ่ยอิงที่กำลังเตรียมจุดโคมก็ชะงักไปทันที
น้ำเสียงแบบนี้ ถ้อยคำและวาจาเช่นนี้ เขาเคยได้ยินในความทรงจำของตัวเอง
“คนใจร้าย!”
“หือ? เ้าว่าอะไรนะอาเพ่ย”
เพ่ยอิงรีบส่ายหน้า ป๋อเหวินที่หลับตาอยู่ก็ลืมขึ้นมาในทันที เมื่อครู่มีคนชื่อ ‘อาเพ่ย’ แต่น้ำเสียงและวาจานั้นช่างคุ้นเคยเสียจริง ป๋อเหวินไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง เพ่ยอิงที่โดดลงหน้าเหวลานปะาเซียนกลับมามีชีวิต เขาคงบ้ามากถ้าจินตนาการเช่นนี้
“ซัวเหิง!”
“ขอรับ”
“เ้ามัวมองอะไรอยู่ ไปกันได้แล้ว”
“นายท่านขอรับ เดี๋ยวก่อน” ซัวเหิงยังคงรั้งรอ ป๋อเหวินขมวดคิ้วแล้วหันมามอง
“มนุษย์มักเชื่อว่าลอยโคมกับผู้ใด ก็จะได้รักกันชั่วชีวิตนิรันด์นะขอรับ” ซัวเหิงพูดออกมาอย่างเร็ว ป๋อเหวินไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้ฟัง แล้วอย่างไร? มันเกี่ยวอะไรกับเขา จนกระทั่ง...
“อุ้ย! โคมเรา ลมมาจากไหนเนี่ย!!” เพ่ยอิงที่ยืนอธิษฐานอย่างเงียบๆ แต่กลับมีลมแรงจนโคมเกือบหลุดมือไป
หมับ!
มือของใครบางคนจับเอาไว้ ดวงตาแดงก่ำสบเข้ากับั์ตาฟ้าคราม
“ท..ท่าน เอ่อ เราขออภัย”
“อาเพ่ย!”
“หือ?”
โจวซวงรีบเดินเข้ามาประชิดตัว คว้าเอาโคมของเพ่ยอิงกลับคืนมา ป๋อเหวินมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก
“ขออภัยแทนน้องชายของข้าด้วย”
“น้องชาย?”
เด็กหนุ่มสวมหน้ากากถอยไปอยู่หลังโจวซวง เมื่อป๋อเหวินพยายามจดจ้องอยู่อย่างนั้น
“ข้าไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่เ้าทำ! การลอยโคมของข้าเสียไปแล้ว”
“หา!”
“เพราะฉะนั้นฟังข้าให้ดี ลอยโคมกับข้าซะ! เ้าเด็กโง่...” เพ่ยอิงอ้าปากค้างอย่างไม่เข้าใจ โจวซวงเองก็ไม่ยอมให้เป็เช่นนั้น เพ่ยอิงต้องไม่คุยกับผู้ใด และห้ามเข้าใกล้กับผู้อื่น
เด็กโง่...อ่าคำนี้ เพ่ยอิงได้ยินมันอีกครั้ง หลังจากที่เขาได้ยินจากในความทรงจำอยู่บ่อยๆ ชายตรงหน้าเป็ใครกัน แววตาคู่นี้ทำเพ่ยอิงทั้งเ็ปและเป็ห่วงในเวลาเดียวกัน
“อาเพ่ย...ชื่อของเ้าหรือ?”
“อื้ม!”
โจวซวงมองภาพตรงหน้าอย่างรำคาญใจ เดิมทีเขาตั้งใจมาลอยโคมกับเพ่ยอิง ตามความเชื่อของมนุษย์อย่างเรา ไม่คิดว่าชายแปลกหน้าผู้นั้น จะคว้าเอาโอกาสของเขาไปอย่างง่ายดาย
แววตาที่เพ่ยอิงกำลังมอง มันสื่ออะไรได้บางอย่างที่เขาไม่อยากคิดเลยสักครั้ง
“หาให้ทั่ว!”
พักใหญ่ที่ชายชุดดำหลายสิบคนบุกขึ้นมาบนหอคอย องค์ชายจาก์เก้าชั้นฟ้ามาทำอะไรที่นี่!
โจวซวงมองไปยังที่ลอยโคมของทั้งสอง พบว่าป๋อเหวินและเพ่ยอิงหายไปจากตรงนั้น ครั้งจะออกปากเรียกหรือตามหา ก็กลัวเป็ที่สงสัยขององค์ชาย โจวซวงจึงทำเป็ไม่รู้เื่รู้ราว สองขาค่อยก้าวออกไปจากบริเวณนั้นทันที
ป๋อเหวินพาเพ่ยอิงมานั่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่ เขาอ้างว่ามุมนี้วิวดีเหมาะที่จะชื่นชมจันทรา พลางบอกให้ซัวเหิงไปหาพาพวกนั้นมาที่นี่
“ถอดหน้ากากของเ้าไม่ได้หรือ?”
“ม..ไม่ได้! แบบนั้นก็ผิดคำพูดกับศิษย์พี่โจว การมากับท่านก็ทำให้เราผิดสัญญาเช่นกัน”
“เ้าเป็ใครกัน”
“เราเป็ศิษย์สำนักต้าิ ท่านล่ะ?”
“ข้าเป็คนชั่วช้าของยุทธภพนี้ เ้าคงไม่อยากจดจำเท่าไรนัก” ป๋อเหวินตอบเสียงเรียบ
“จริงหรือ?”
“อืม”
“ท่านชั่วช้าแล้วทำไมยังพาเรามานี่ล่ะ ทำไมยังอยากลอยโคมกับเรา”
“เด็กโง่!”
ป๋อเหวินดีดนิ้วลงบนหน้ากากไปหนึ่งที ั์ตาฟ้าครามมองมาอย่างใสซื่อ เขาอยากเชื่อว่านี่คือ เพ่ยอิง ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่หลงเหลือสิ่งใดสักอย่าง ไม่มีแม้กระทั่งความทรงจำที่ผ่านมา
“บอกชื่อท่านมาเถอะ”
“เ้าเป็แบบนี้ก็ดีแล้ว ไม่ต้องรู้จักผู้ใดเพิ่ม ไม่ต้องสละตนเพื่อใคร”
“หมายความว่ายังไงที่ท่านพูด”
“เด็กโง่! เ้ามันเด็กโง่จริงๆ”
เมื่อซัวเหิงพาศิษย์ของสำนักต้าิมาถึง ป๋อเหวินก็ส่งเพ่ยอิงคืนกลับให้โจวซวง เขาเห็นแล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้ามุ่งมั่นเพื่อเพ่ยอิงมากขนาดไหน