เล่มที่1 บทที่13 ไล่ล่า
สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองที่อยู่ในสนามทดสอบนี้ทางสำนักจงใจปล่อยเอาไว้เพื่อเป็การฝึกฝนการต่อสู้เป็กลุ่มของศิษย์ใหม่ โดยปกติแล้วการต่อสู้กับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ต้องอาศัยการร่วมมือกันจึงจะจัดการได้ การรับมือเพียงลำพังเช่นจั่วเฉินจึงเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก
หลังจากพักฟื้นมาแล้วครู่หนึ่งจั่วเฉินก็ยังรู้สึกเหมือนภายในร่างกายกลวงโบ๋อยู่ดี นี่เป็อาการจากการสูญเสียพลังมากไปและมันก็ทำให้เขาหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย
เขารู้ดีว่าครั้งนี้ตัวเองมุทะลุเกินไปหน่อยพอเห็นวัวมารอินทนิลก็พุ่งเข้าใส่ในทันที แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองนั้นร้ายกาจชนิดที่สามารถต่อกรกับผู้ฝึกยุทธระดับเรียกิญญาได้เลยดีที่วัวมารอินทนิลตัวนี้มีสายเืค่อนไปทางต่ำหากเปลี่ยนเป็สายเืสัตว์อสูรระดับศึกโบราณหรือสัตว์อสูรพิสดารระดับฮวงแล้ว เกรงว่าวันนี้เขาคงจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่
ตอนที่จั่วเฉินกำลังฟื้นฟูพลังปราณ ที่ด้านหลังก็มีเงาสายหนึ่งประชิดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ไอสังหาร... หืม? คลื่นพลังรุนแรงมากดูเหมือนจะเป็... ร่างมารทลายฟ้าหรือ!” ขณะที่กำลังฝึกฝนอยู่นั้นจั่วเฉินพลันลืมตาขึ้น
ั้แ่เด็ก จั่วเฉินได้ศึกษาตำรามามากมายอีกทั้งยังใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลาาที่เต็มไปด้วยเหล่าอัจฉริยะ ทำให้เขาได้พบเจอร่างพิเศษมานักต่อนักแม้แต่ตัวเขาเอง ยังเคยมีร่างจักรพรรดิศึกศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งนับเป็หนึ่งในร้อยร่างที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐีสำหรับร่างมารทลายฟ้านี้เอง จั่วเฉินก็พอจะรู้จักอยู่บ้าง
“หนีก่อนดีกว่า!”
ตัดสินใจได้ดังนั้น จั่วเฉินก็พุ่งตัวออกไปทันทีราวกับลูกธนูกำลังพุ่งออกจากเกาทัณฑ์ เขารู้ดีว่าการที่ยอดฝีมือซึ่งมีร่างพิเศษปรากฎขึ้นในตอนนี้ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็ใคร ล้วนไม่ใช่คนที่ตนเองสามารถรับมือด้วยได้
“สายไปเสียแล้ว!”เสียงแหบแห้งและเย็นเยียบดังขึ้น
คลื่นพลังอันน่าสะพรึงประชิดเข้ามาใกล้ ก่อนที่โซ่ดำเส้นหนึ่งจะพุ่งแหวกอากาศเข้ามาพันธนาการไหล่ทั้งสองข้างของจั่วเฉินเอาไว้
เป็เพราะทั้งร่างถูกพันธนาการจึงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้จั่วเฉินขมวดคิ้ว ในเมื่อหนีไม่ได้ เช่นนั้นก็อยู่ต่อแล้วกัน
“พวกเรารู้จักกันหรือ” จั่วเฉินหมุนตัวกลับไปก็พบเข้ากับชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำ
“ไม่รู้จัก” คนผู้นั้นตอบกลับมาเพียงสามคำ
“ข้าขอคำอธิบายหน่อยได้หรือไม่”จั่วเฉินก้มมองโซ่ที่พันตนเอง
โซ่นี้ไม่ใช่อาวุธ มันเป็สิ่งที่เกิดจากการใช้พลังปราณหลอมพลังห้วงมิติให้สำแดงออกมาเป็เคล็ดวิชาปราณโบราณชนิดหนึ่ง ทว่าการที่สำแดงเคล็ดวิชาออกมาได้เช่นนี้ คนตรงหน้าจะต้องอยู่ในระดับหลอมรวมขั้นห้าแล้วแน่ซึ่งแปลว่าสูงกว่าจั่วเฉินถึงสามขั้น เทียบกับวัวมารอินทนิลที่สังหารไปเมื่อครู่แล้วคนผู้นี้แข็งแกร่งกว่าไม่รู้เท่าไร ไม่ใช่บุคคลที่จั่วเฉินจะเอาชนะได้เลย
“มีคน้าให้เ้าตาย” ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำจ้องไปที่จั่วเฉิน “อย่าดิ้นรนอีกเลย แม้ร่างกายของเ้าจะแข็งแกร่งทว่าเมื่อเทียบกับร่างเซียนที่แท้จริงแล้วต่างกันมาก อีกอย่าง เ้ามีพลังอยู่แค่ระดับหลอมรวมขั้นสองเท่านั้นความแตกต่างของพวกเรามีมากเกินไป”
ชายหนุ่มผู้นั้นใส่แรงเพิ่มลงไปในโซ่ “อ้อ ข้าลืมแนะนำตัวไป ข้าคือเซียวพั่วรื่อ”
เซียวพั่วรื่อส่งพลังปราณเข้าไปในโซ่ทันใดนั้น จั่วเฉินพลันรู้สึกถึงแรงกดดันอันหนักหน่วง ก่อนจะรู้สึกเหมือนพลังในตัวถูกผนึกไปด้วย
ระดับหลอมรวมขั้นที่สองกับขั้นที่ห้านั้นถือว่าห่างกันถึงสามขั้นหากเป็จั่วเฉินในอดีตคงพอลดทอนความต่างนี้ได้บ้าง เนื่องจากเขาเคยเป็ถึงยอดอัจฉริยะที่แม้แต่เหล่าอัจฉริยะด้วยกันยังต้องหวั่นเกรง
น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว แม้จะฟื้นตราปราณโบราณทั้งสิบมาได้ทว่าตอนนี้ก็ยังปรากฏเพียงห้าตราเท่านั้น
เมื่อเห็นสีหน้าราวกับผู้ชนะของอีกฝ่ายจู่ๆ จั่วเฉิยก็ยกยิ้มก่อนจะเอ่ยปาก “สมกับเป็ตำหนักนภาปราณยุทธ ช่างเป็แหล่งรวมอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศจริงๆแม้แต่ร่างพิสดารก็ยังสามารถพบเจอได้ที่นี่ ทว่าน่าเสียดาย... ที่เ้ายังไม่มีสิทธิสังหารข้าได้”
ตู้ม!
เืลมขุมหนึ่งที่คล้ายว่าจะสามารถบดทำลายได้ทุกอย่างะเิออกมาจากร่างของจั่วเฉินไหล่ทั้งสองข้างของเขาสั่นเทา จู่ๆ พละกำลังอันน่าตกตะลึงก็ะเิออก ทำให้โซ่สีดำที่พันธนาการอยู่นั้นแตกกระจายจนกลายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยไป
“หมัดเจ็ดสังหารทลายดิน!”
เมื่อหมัดถูกชกออกไป รอบข้างพลันเกิดสายลมรุนแรงแรงขึ้นก่อนที่เงาหมัดอันน่ากลัวอีกเจ็ดสายจะปรากฎและกระหน่ำชกออกมาจากร่างของจั่วเฉิน
“หืม!?” เซียวพั่วรื่อเบิกตากว้าง พลังปราณในตัวกระจายออกมาพริบตานั้นก็รวมตัวเกิดเป็โซ่สองสายพุ่งออกไปข้างหน้า ระหว่างที่ลงมือก็เอ่ยออกมาอย่างไม่ยี่หระ
“ใช้ทักษะการต่อสู้ธรรมดาเข้าสู้เคล็ดวิชาปราณโบราณเช่นนี้เ้าก็ช่างคิดได้นะ”
ตู้ม!
หลังจากที่เงาหมัดสลายไป โซ่ดำทั้งสองสายได้แตกสลายกลายเป็ผุยผง
“เป็ไปได้อย่างไร” เซียวพั่วรื่อตกตะลึงเขารู้สึกได้ว่าจั่วเฉินอ่อนแรงแล้วแท้ๆ ต่อให้อีกฝ่ายจะแข็งแกร่งแค่ไหนทว่าหลังจากต่อสู้กับวัวมารอินทนิลแล้วย่อมต้องไม่มีทางรับมือเขาได้แน่ อีกอย่าง ที่สำแดงไปเมื่อครู่ก็เป็เคล็ดวิชาปราณโบราณแม้จะไม่ใช่เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งมากมายอะไร ทว่าก็ควรจะเหนือกว่าทักษะสังหารของจั่วเฉินจึงจะถูกแล้วนี่มันอะไรกัน
พริบตาที่เซียวพั่วรื่อชะงัก จั่วเฉินที่อยู่เบื้องหน้าก็เคลื่อนไหวก่อนจะหายเข้าไปในส่วนลึกของป่า
“น่าแค้นนัก! ถูกหลอกเสียได้”เซียวพั่วรื่อกระทืบเท้าด้วยความโกรธแค้น แววตาพลันฉายแววเหี้ยมเกรียม “ข้าจะรอดูว่าเ้าจะหนีไปได้ถึงเมื่อไร ต่อให้ไม่าเ็เ้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่ดี”
...
ในป่าที่ห่างออกไป เมื่อรู้ว่าตนเองทิ้งห่างมาจากเซียวพั่วรื่อพอสมควรแล้วจั่วเฉินจึงค่อยผ่อนลมหายใจ ใบหน้าแดงก่ำ ก่อนจะกระอักเืออกมา
เป็เพราะพลังของพวกเขาต่างขั้นกันเกินไปแม้จะเป็่ที่จั่วเฉินที่อยู่ในสภาวะสมบูรณ์พร้อม ก็ยังไม่อาจต่อกรกับผู้ที่มีห้าตราและมีพลังระดับหลอมรวมขั้นห้าได้คงไม่ต้องพูดถึงจั่วเฉินที่เพิ่งสูญเสียพลังไปจากการต่อสู้กับวัวมารอินทนิล
เมื่อครู่เขาทุ่มพลังสุดตัว เรียกใช้พลังปราณที่สั่งสมมานานออกไปจนหมดตอนนี้พลังในร่างของจั่วเฉินจึงแห้งเหือดหมดแล้ว แม้จะพ่ายแพ้ในการต่อสู้ ทว่าก็ทำให้เขาเข้าใจถึงกฎข้อหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา
ที่นี่ไม่ใช่สำนักสลายดาราเล็กๆอีกต่อไป แต่เป็ถึงตำหนักนภาปราณยุทธที่แข็งแกร่งกว่าหลายเท่า มีอัจฉริยะที่เดินทางมาจากทุกสารทิศในกลุ่มคนเหล่านี้ก็มียอดคนที่ไม่ด้อยไปกว่าหลงซินเย่อยู่ พออยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและการแข่งขันเช่นนี้แล้วคนบางคนก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แม้แต่เื่รับจ้างฆ่าสังหารก็ยังเกิดขึ้นได้
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ยากจะคาดคิดว่าต้องใช้ความกล้าหาญเพียงใดเพื่อเผชิญหน้ากับอนาคตโดยเฉพาะในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็ใหญ่เช่นนี้ด้วยแล้ว หากอยากพัฒนาก็จะต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง
ั้แ่อดีตมาจนถึงบัดนี้ คำว่าฝึกฝนมักมาพร้อมกับความโหดร้ายเสมอ
“ถึงร่างมารทลายฟ้าจะเป็ร่างธรรมดาชนิดหนึ่งแต่ก็เป็ที่น่าอิจฉาของคนมากมายแล้ว อาศัยแค่สิ่งนี้ก็สามารถยืนหยัดอยู่ในตำหนักนภาปราณยุทธได้อย่างดีน่าเสียดายที่เ้าดันมาหาเื่ข้า” จั่วเฉินพึมพำในขณะที่กระแสเย็นเยียบเสียดกระดูกขุมหนึ่งแผ่กระจายออกมาจากร่าง
“ข้าอุตส่าห์ลำบากสังหารวัวมารอินทนิล จะถือว่าทำทานให้สุนัขแล้วกันหวังว่าเ้าจะรับมันด้วยความยินดี การทดสอบเพิ่งจะเริ่มเท่านั้น หนทางยังอีกยาวไกลเถอะ”
หลังจากที่สงบใจลงแล้ว จั่วเฉินก็เริ่มครุ่นคิดว่าเป็ใครกันที่้าลงมือกับเขา
ไม่ต้องสงสัยเลยสักนิด เก้าในสิบส่วนจะต้องเป็ไป๋เฮ่อแน่นอกจากเขาแล้ว จั่วเฉินก็คิดไม่ออกว่าตัวเองเคยไปมีเื่กับใครที่นี่อีก
“คิดไม่ถึงว่ามือของเ้าจะยาวมาจนถึงการทดสอบของเหล่าศิษย์ใหม่ได้”จั่วเฉินพึมพำ “ยังดีที่ข้าไหวพริบดี ไม่อย่างนั้นคงได้เอาชีวิตมาทิ้งที่นี่แล้ว”จั่วเฉินยกมือเช็ดคราบเืที่มุมปาก
ในสนามการทดสอบแห่งนี้มีข้อดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือที่นี่ไม่ขาดแคลนสมุนไพรรักษาอาการาเ็ แม้จะไม่ได้ล้ำค่าอะไร แต่ก็นับว่ามีประโยชน์กับจั่วเฉินที่มีพลังระดับนี้มากทีเดียว
ขณะตามหาสมุนไพรจั่วเฉินก็ถือโอกาสสำรวจสภาพแวดล้อมละแวกนี้ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็จุดที่มีสัตว์อสูรระดับฮวงที่แข็งแกร่งหรือจุดที่เหมาะกับการต่อสู้
หลังจากได้รับบทเรียนก่อนหน้านี้จั่วเฉินก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น เฝ้าระวังการเคลื่อนไหวรอบข้างอยู่ตลอดเวลา เขารู้ดีแล้วว่าตัวเองยังอ่อนประสบการณ์
โชคยังดีที่ส่วนลึกของสนามทดสอบมีแต่สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองนอกจากกลุ่มคนที่เข้ามาล่าสังหารเป็ครั้งคราวแล้วก็ไม่ค่อยมีใครผ่านมาอีก การที่จั่วเฉินพักรักษาตัวและฝึกฝนที่นี่จึงถือว่าลดปัญหาไปได้มาก
สุดท้ายจั่วเฉินก็ตัดสินใจเตรียมรับทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้นตอนนี้ต้องสงบใจฝึกฝนตนเองก่อน หากมีคนทะเล่อทะล่าเข้ามาล่ะก็ต่อให้เสี่ยงที่จะถูกเหล่าคนใหญ่คนโตของตำหนักนภาปราณยุทธโกรธ จั่วเฉินก็ยินดีที่จะสังหารเหล่าอัจฉริยะพวกนั้นทิ้งเสีย
เมื่ออาการาเ็ดีขึ้นจั่วเฉินก็เริ่มการฝึกฝนโดยยังไม่ลืมหาโอกาสสังหารสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองที่อยู่ตามลำพังไปด้วย ่นี้แม้จะต้องาเ็หนักอยู่หลายครั้งทว่าหลังจากเวลาผ่านไป พลังของจั่วเฉินก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกตะลึง
กระทั่งล่วงเลยจนถึงวันที่แปดในที่สุดจั่วเฉินก็พัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นสามได้ และยังเข้าใจท่วงท่าที่เกิดจากหยกปริศนาชิ้นนั้นโดยสมบูรณ์แล้วทว่าจั่วเฉินก็ไม่ได้ดีใจกับพลังที่พัฒนาขึ้นเลยสักนิด เป็เพราะเขารู้ถึงพร์ในอดีตของตัวเองดีเข้าใจดีว่าหลังจากที่ปลุกพลังสำเร็จ ตนจะต้องพัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นสูงสุดได้อย่างรวดเร็วอยู่แล้วจึงไม่นับเป็พิเศษอะไร
บัดนี้ ไม่ว่าจะเป็เืลมในตัวหรือพลังปราณก็นับว่าแข็งแกร่งขึ้นมากแม้จะยังไม่สามารถต่อกรกับเซียวพั่วรื่อได้ก็ตาม ทว่าความแตกต่างของพวกเขาก็ไม่มากเท่าเดิมแล้ว จั่วเฉินมั่นใจว่าหากใช้ท่วงท่าที่เรียนรู้จากหินหยกลึกลับเขาจะสามารถรับมือกับอีกฝ่ายได้
“อีกเพียงสองวันการทดสอบนี้ก็จะจบลงแล้วเช่นนั้นก็ถึงเวลาที่ข้าจะไปเล่นสนุกกับพวกเ้าหน่อยแล้ว” จั่วเฉินปรากฎตัวบนหน้าผาของูเาขนาดย่อมลูกหนึ่งสายตากำลังก้มมองไปยังเบื้องล่าง
ที่นี่มีสัตว์อสูรระดับฮวงอาศัยอยู่ชุกชุมแถมรอบๆ หน้าผายังมีสมุนไพรล้ำค่าอยู่มากมาย จึงไม่แปลกที่จะดึงดูดศิษย์คนอื่นๆ ให้มารวมตัวกันเพราะเหตุนี้ จึงมีคนไม่น้อยที่เห็นจั่วเฉิน
“เป็จั่วเฉินหรือหลังจากที่เข้ามาก็ไร้ข่าวคราวของคนผู้นี้เลยไม่ใช่หรือ คิดไม่ถึงว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่”ศิษย์บางคนตาเป็ประกาย มุ่งความสนใจไปที่จั่วเฉิน
ถึงอย่างไรคนที่ก่อเื่ั้แ่วันแรกเช่นเขาจะต้องเป็ที่จดจำของคนมากมายอยู่แล้วทว่านั่นไม่ใช่เพราะจั่วเฉินมีความสามารถ แต่เป็เพราะเขาเป็แค่ผู้ติดตามเท่านั้น
ก็แค่ผู้ติดตาม จะมีความสามารถสักแค่ไหนกันเชียว