บทที่4– แสงวาวในยามพลบ
ยามเย็นในเมืองซางอวิ๋นยิ่งใกล้พลบยิ่งอบอวลไปด้วยแสงสีทองจางที่ทอดผ่านยอดไม้ซ่งเหยาเดินทอดน่องอยู่บนทางเดินเลียบ ริมสวนเรือนรับรองในมือถือตะกร้าไม้ไผ่สำหรับใส่สมุนไพรที่เพิ่งเก็บมาสีหน้าของนางดูสดใสหากแต่ในห้วงแววตายังคงซ่อนความครุ่นคิด บางอย่างเอาไว้
“คุณหนูเ้าคะท่านเดินเลยเส้นทางเก็บหญ้าหอมมาแล้วนะเ้าคะ” อาซิ่วสาวใช้ที่เดินตามหลังมากึ่งกระซิบเตือนกึ่งหัวเราะเบา ๆ
ซ่งเหยาชะงักกึกก่อนหันมายิ้มขวยเขิน “อา…จริงด้วย ข้าลืมไปว่าตรงนี้เป็เรือนรับรองเสียแล้ว”
หากนับตามตำแหน่งแล้วนี่มิใช่เส้นทางที่นางควรมาเดินเล่นบ่อยนักทว่าตลอดหลายวันมานี้นางกลับพบว่าตนมักจะมาโผล่บริเวณนี้บ่อยขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเหมือนเท้าเ้ากรรมพาเดินมาเองโดยไม่ตั้งใจ หรือบางทีอาจจะเป็ใจของนางที่ล่วงหน้ามาก่อนเสียแล้ว
ศาลาไม้หลังเดิมฉู่เหยียนนั่งจิบชามือหนึ่งและสมุดบันทึก อีกเล่มหนึ่งที่เขาเปิดอ่านอยู่เขาสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีเรียบง่ายเส้นผม ถูกรวบไว้ลวก ๆอย่างไม่เป็พิธีแม้จะไร้ซึ่งอาภรณ์หรูหราแต่บุคลิกที่สงบนิ่งและสายตาเฉียบลึกกลับดึงดูดใจจนแทบมองข้ามความธรรมดานั้นไปได้เสียสิ้นเขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงเงาร่างที่เคลื่อนเข้ามาใกล้เสียงฝีเท้าของสตรีสองคนที่เขาจำได้ดี
“หากคุณหนูจะเดินหลงมาทางนี้อีกวันข้าอาจต้องขออนุญาตเตรียมชาไว้รอต้อนรับล่วงหน้าเสียแล้ว”น้ำเสียงของเขาเรียบขรึมแต่แฝงแวว ล้อเลียนบางเบาริมฝีปากมีรอยยิ้มที่แทบจะมองไม่เห็นหากแววตานั้นกลับอ่อนลงอย่างชัดเจน
ซ่งเหยาหัวเราะเบาๆ พลางวางตะกร้าลงข้างกาย“หากท่านไม่ถือสา ข้าก็ยินดีมารับชาทุกวัน”
อาซิ่วรีบปลีกตัวไปนั่งอีกมุมอย่างรู้หน้าที่ปล่อยให้คุณหนูของนางได้นั่งสนทนาอย่างไม่ขัดเขิน
“วันนี้ข้าเพิ่งลองผสมกลิ่นหอมใหม่จากดอกเม่ยฮวาที่บานหน้าต่างข้าใส่ลงในถุงหอมด้วยหากกลิ่นไม่รบกวนท่านนักก็อย่าถือสา”
ฉู่เหยียนขยับสายตาไปยังพู่หอมที่ข้อมือนางก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
“มิได้รบกวนหากแต่กลิ่นหอมของคุณหนูคล้ายกับมีชีวิตเป็ของตัวเอง”
“เช่นนั้นนับว่าข้าโชคดีหรือไม่เ้าคะที่มีกลิ่นติดตัวจนคนจดจำได้”นางเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มที่สดใสเช่นเคยทุกครั้งที่นางยิ้มออกมาเหมือนว่าใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใดให้กังวลนางทำราวกับว่าทุกสรรพสิ่งรอบตัวคือความสุขที่ไม่ต้องเติมแต่งอะไรก็สามารถทำให้นางมีความสุขได้
“อาจนับว่าเป็โชคสำหรับข้า”เขาตอบช้า ๆ
สายลมยามพลบพัดโชยผ่านศาลาทำให้ปลายชายแขนเสื้อของซ่งเหยาไหวเบาๆ พู่หอมเคลื่อนผ่านปลายจมูกเขาอีกครั้งครานี้ฉู่เหยียนหลับตาลงชั่วครู่ราวกับ้าเก็บกลิ่นนั้นเอาไว้ในความทรงจำ
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าเบา ๆของบุรุษผู้หนึ่งดังแทรกเข้ามาในความเงียบเฉินไป๋ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบก้มศีรษะให้ทั้งสองแล้วกระซิบกับฉู่เหยียนด้วยน้ำเสียงต่ำ
“ข่าวจากโรงน้ำชาส่งมาแล้วขอรับมีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มพ่อค้าเถื่อนฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ”
ฉู่เหยียนรับฟังโดยไม่ได้แสดงสีหน้าใดเขาพยักหน้าเพียงเล็กน้อยแล้วเอ่ยเบาๆ “เข้าใจแล้ว เ้ากลับไปรอคำสั่งที่เรือน”
เฉินไป๋จากไปอย่างเงียบเช่นเดิมทิ้งไว้เพียงความเงียบระหว่างคนสองคนที่ยังนั่งอยู่เคียงกัน
ซ่งเหยาหันมามองเขาอย่างสนใจ“ท่านมีธุระสำคัญหรือเ้าคะ?ท่านครุ่นคิดอยู่บ่อยครั้งดูแล้วไม่เหมือนพ่อค้าธรรมดาทั่วไปนัก”
ฉู่เหยียนหัวเราะในลำคอเบาๆ ไม่ได้ปฏิเสธหากแต่เปลี่ยนเื่อย่างแเี
“หากข้าเป็เพียงพ่อค้าธรรมดาคุณหนูยังจะมานั่งคุยกับข้าหรือไม่?”
นางยิ้มกว้างขึ้นดวงตาเป็ประกาย“หากท่านยังชงชารสชาติดีเช่นนี้ข้าก็ย่อมจะมานั่งกับท่านแน่นอน” ฉู่เหยียนไม่อาจห้ามรอยยิ้มจากมุมปากตนเองได้อีกต่อไป
ค่ำนั้นซ่งเหยากลับถึงเรือนพร้อมอาซิ่วลมยามค่ำพัดเย็นพาเอากลิ่นหอมจากหญ้าแห้งและผิวไม้ขึ้นมาตามทางเดินนางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มปรากฏดวงดาวเบาบางก่อนถอนหายใจยาวคล้ายจะไล่ความรู้สึกบางอย่างออกไป
“คุณหนูเ้าคะ”อาซิ่วเปิดปากเรียกเบา ๆขณะช่วยวางตะกร้าลงที่โต๊ะ
“หืม?”นางตอบเสียงเบา
“หากบุรุษผู้นั้นมิได้เป็เพียงพ่อค้าธรรมดาจริงๆ ท่านคิดว่าเขาจะเป็ผู้ใดเ้าคะ?”ซ่งเหยาชะงักก่อนหัวเราะในลำคอ “คนแปลกหน้าก็คือคนแปลกหน้าหากคิดมากไป ข้าคงนอนไม่หลับเอาเสียก่อน”
“แต่ท่านก็เดินเลยเรือนท่านทุกวันเลยนี่เ้าคะ”นางปรายตาไปทางสาวใช้อย่างขำขัน“ข้ายังไม่ได้ตำหนิเ้าที่พาข้าไปผิดทางเลยนะ” อาซิ่วทำท่ากลบเกลื่อนแล้วหัวเราะคิกคักเบา ๆพลางเดินตามหลังคุณหนูของนางเข้าด้านในเรือน
อีกด้านหนึ่งภายในเรือนรับรองฉู่เหยียนยืนอยู่หน้าบานหน้าต่างที่เปิดออกสู่สวนมืดเขาไม่จุดตะเกียงปล่อยให้แสงจันทร์ตกกระทบเพียงครึ่งใบหน้าในมือของเขาคือสมุดบันทึกเล่มเดิมแต่ที่เปิดไว้มิใช่หน้าเดิมหากเป็ข้อความที่จดไว้ั้แ่ก่อนเดินทางเื่เส้นทางลับเสบียงและผู้ต้องสงสัยในขบวนการลักลอบค้าแร่เถื่อนแต่ดวงตาของเขากลับเหม่อมองออกไปที่สวนมืดไม่ได้อ่านแม้แต่ตัวอักษรเสียงฝีเท้าเบา ๆของบุรุษอีกคนดังขึ้นทางด้านหลังก่อนที่เฉินไป๋จะกล่าวเบาๆ ว่า
“ข้ากังวลว่านายท่านจะเริ่มหลงลืมจุดหมายของภารกิจเสียแล้ว”
ฉู่เหยียนยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง“เ้าคิดว่าข้าคือคนที่ปล่อยให้เื่อื่นมากระทบเื่งานได้ง่ายๆ เช่นนั้นหรือ?”
“ไม่ขอรับแต่บางครั้งความอุ่นในสายลมก็ลวงตายิ่งกว่าห่าธนู”
ฉู่เหยียนหลับตาลงชั่วครู่ก่อนเอ่ยเสียงแ่เบา“ข้ารู้ดีว่าแสงแวววาวในยามพลบค่ำแม้จะงดงามเพียงใดก็ย่อมเป็แสงสุดท้ายก่อนค่ำคืนเสมอ”เขาเปิดสมุดขึ้นอีกครั้งคราวนี้เริ่มจรดพู่กันลงอย่างจริงจังก่อนแสงจันทร์จะลับขอบชายคา