ดอกลิลลี่สีขาวในมือของเอลาร่าให้ความรู้สึกเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง กลิ่นหอมของมันที่เคยน่าหลงใหลเมื่ออยู่ในห้องโถง บัดนี้กลับกลายเป็กลิ่นอายแห่งการคุกคามที่ลอยอวลอยู่รอบตัวเธอ กระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ สั่นระริกตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังกระหน่ำอยู่ในอก ข้อความนั้นสั้นกระชับ แต่ทรงพลังราวกับคำสาป มันคือเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยที่อิซาเบลล่าจงใจนำมาหว่านไว้ในใจของเธอ และมันก็เริ่มหยั่งรากลงไปในทันที
"อยากรู้ไหม...ว่าคาอินทำ 'ความผิดพลาด' อะไรไว้กับข้า?"
คำเตือนของคาอินยังคงดังก้องอยู่ในหู "อย่าเชื่อคำพูดของอิซาเบลล่าเด็ดขาด" แต่การห้ามไม่ให้สงสัยก็เหมือนการห้ามไม่ให้หายใจ โดยเฉพาะเมื่อความลับนั้นอาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับชายผู้ที่กุมชะตาชีวิตของเธอไว้ในขณะนี้
เอลาร่าขยำกระดาษโน้ตและดอกลิลลี่ไว้ในกำมือ ความรู้สึกขัดแย้งตีรวนอยู่ในใจ ด้านหนึ่งคือความหวาดระแวงต่ออิซาเบลล่า สตรีผู้เปี่ยมไปด้วยไฟริษยาและจิตใจที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่ง อีกด้านหนึ่งคือความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่อาจต้านทานได้ ความผิดพลาดที่คาอินเอ่ยถึงคืออะไร? มันร้ายแรงแค่ไหนถึงทำให้อิซาเบลล่าผูกพันและผูกพยาบาทเขาได้ถึงเพียงนี้?
เธอซ่อนดอกไม้และกระดาษแผ่นนั้นไว้ใต้หมอน ตัดสินใจที่จะไม่เผชิญหน้ากับมันในตอนนี้ คืนนั้น เอลาร่านอนหลับอย่างกระสับกระส่าย ในฝัน เธอเห็นภาพของคาอินและอิซาเบลล่าเต้นรำอยู่ในห้องโถงที่ลุกท่วมไปด้วยไฟ พวกเขาทั้งรักทั้งชัง กอดรัดและผลักไส สลับกันไปมาราวกับเป็ส่วนหนึ่งของบทเพลงโศกที่ไม่มีวันจบสิ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น เอลาร่าตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียกว่าเดิม แต่เธอก็ฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียง บนเก้าอี้ตัวเดิมมีอาหารเช้าชุดใหม่วางรออยู่ เป็ข้าวโอ๊ตอุ่นๆ กับผลไม้ป่า และมีแก้วโลหะที่บรรจุของเหลวสีแดงคล้ำวางอยู่ข้างกัน มันไม่ใช่ไวน์ และไม่ใช่เืมนุษย์ แต่มีกลิ่นอายของพลังงานที่เข้มข้นจนเธอรู้สึกได้
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความหิวก็เอาชนะความกังขา เธอจัดการอาหารเช้าจนหมด และลองจิบของเหลวสีแดงนั้นดู รสชาติของมันแปลกประหลาด ไม่เหมือนสิ่งใดที่เธอเคยลิ้มลอง แต่ทันทีที่มันไหลผ่านลำคอ เธอก็รู้สึกถึงพลังงานอันอบอุ่นที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง ความเหนื่อยล้าเมื่อครู่หายไปเป็ปลิดทิ้ง และถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างน่าประหลาด
เมื่อเธอเดินออกจากห้อง ก็พบคาอินยืนรออยู่แล้วที่หน้าประตู เขาสวมชุดหนังสีดำรัดกุมที่เหมาะกับการเคลื่อนไหว สายตาของเขากวาดสำรวจเธอั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"ดูเหมือนว่า 'อาหารเสริม' ของข้าจะได้ผลดี" เขากล่าวเรียบๆ "มันคือเืของสัตว์ในป่า ผสมกับสมุนไพรบางชนิด จะช่วยเสริมสร้างพลังในตัวเ้าให้ฟื้นฟูได้เร็วขึ้น"
"ขอบคุณค่ะ" เอลาร่าตอบ พยายามไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาทางสีหน้า
"ตามมา" เขาออกคำสั่งและเดินนำลงไปยังชั้นล่าง แต่แทนที่จะไปยังห้องโถงหรือห้องสมุด เขากลับนำเธอไปยังทางเดินที่ทอดลึกลงไปใต้ดิน เป็บันไดหินที่วนลงไปในความมืดมิด คบเพลิงที่จุดตัวเองขึ้นตามผนังเผยให้เห็นอุโมงค์ที่ดูเก่าแก่และแข็งแรง
"ที่นี่คือที่ไหนคะ?" เอลาร่าถาม ขณะเดินตามหลังเขาลงไปในความเย็นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
"ห้องฝึก" คาอินตอบ "สถานที่ที่ข้าใช้ฝึกฝนพลังของตัวเองมาตลอดหลายศตวรรษ และตอนนี้มันจะเป็ห้องเรียนของเ้า"
สุดทางบันไดคือห้องใต้ดินขนาดมหึมา มันกว้างใหญ่ราวกับวิหารโบราณ เพดานสูงจนมองแทบไม่เห็น มีเสาหินขนาดใหญ่ค้ำยันโครงสร้างไว้เป็ระยะๆ พื้นห้องสลักเป็วงเวทและอักขระโบราณที่ซับซ้อน อากาศในห้องนี้หนาวเย็นและเปี่ยมไปด้วยพลังงานดิบที่กดดันจนเธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
"บทเรียนแรก" คาอินกล่าว พลางเดินไปหยุดอยู่กลางห้อง "คือการทำความเข้าใจกับสิ่งที่เ้าเป็ เ้าไม่ใช่แค่มนุษย์ ไม่ใช่แค่เอลฟ์ และไม่ใช่แค่แวมไพร์ แต่เ้าคือส่วนผสมของทั้งสามเผ่าพันธุ์ พลังของเ้าจึงแตกต่างและซับซ้อน"
เขาหันมาเผชิญหน้ากับเธอ "สายเืเอลฟ์ในตัวเ้ามอบความผูกพันกับธรรมชาติ การเยียวยา และััที่เฉียบคม แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เ้าเปราะบางต่ออารมณ์และความรู้สึก"
เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อ "ส่วนสายเืแวมไพร์...มันมอบความแข็งแกร่ง ความเร็ว และอำนาจในการควบคุมเงาและความมืด แต่มันก็มาพร้อมกับความกระหาย...ความกระหายเืที่จะไม่มีวันจางหายไป"
"หนู...ต้องดื่มเืด้วยหรือคะ?" เอลาร่าถามเสียงสั่น
"ในที่สุดก็ต้องดื่ม" คาอินตอบอย่างตรงไปตรงมา "แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ตอนนี้เ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมันก่อน" เขาชี้ไปยังใจกลางวงเวท "ไปยืนตรงนั้น"
เอลาร่าเดินเข้าไปยืนในวงเวทอย่างว่าง่าย ทันทีที่เท้าของเธอัักับเส้นอักขระ เธอก็รู้สึกถึงพลังงานที่ไหลเข้ามาในร่างราวกับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ
"หลับตาลง" คาอินสั่ง "ทำจิตใจให้ว่าง และลองััถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเ้า มันมีสองสายที่แตกต่างกัน...สายหนึ่งสว่างและอบอุ่นเหมือนแสงตะวันยามเช้า อีกสายหนึ่งมืดและเย็นเยียบเหมือนรัตติกาล ลองแยกมันออกจากกัน"
เอลาร่าทำตาม เธอหลับตาลงและพยายามเพ่งสมาธิ ในตอนแรกเธอไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากความสับสน แต่เมื่อเธอปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด เธอก็เริ่มรู้สึกถึงมัน...กระแสพลังสองสายที่ไหลวนอยู่ในร่างของเธอจริงๆ มันพันเกลียวเข้าด้วยกันราวกับคู่รักที่ไม่ยอมพรากจาก
"ข้า...รู้สึกถึงมันแล้วค่ะ"
"ดี" คาอินกล่าว "ตอนนี้...ลองดึงพลังสายที่สว่างออกมา ลองรวบรวมมันไว้ที่ฝ่ามือของเ้า"
เอลาร่าพยายามทำตาม มันยากกว่าที่คิด พลังทั้งสองสายต่อต้านกันอย่างรุนแรง การพยายามจะดึงสายหนึ่งออกมาก็เหมือนการพยายามจะแยกน้ำออกจากน้ำมัน เธอใช้สมาธิทั้งหมดที่มี ในที่สุด เธอก็สามารถรวบรวมพลังงานสีทองอุ่นๆ ไว้ที่ฝ่ามือได้ มันก่อตัวเป็ลูกบอลแสงขนาดเล็กที่ส่องสว่างเรืองรอง
"นั่นคือพลังแห่งชีวิตของเอลฟ์" คาอินอธิบาย "มันสามารถใช้เยียวยาาแและสร้างเกราะป้องกันได้ แต่ตอนนี้...ปล่อยมันไป"
เอลาร่าคลายสมาธิ ลูกบอลแสงในมือก็สลายไป
"คราวนี้...ลองทำเช่นเดียวกันกับพลังอีกสายหนึ่ง" น้ำเสียงของคาอินจริงจังขึ้น "พลังแห่งความมืดของแวมไพร์ จงระวังให้ดี มันเย้ายวนและควบคุมได้ยากกว่ามาก"
เอลาร่าพยักหน้าและเริ่มรวบรวมพลังอีกครั้ง พลังสายนี้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันไม่ได้ต่อต้านเธอ แต่กลับไหลมารวมกันอย่างง่ายดายราวกับว่ามันโหยหาที่จะถูกปลดปล่อย พลังงานสีดำอมม่วงก่อตัวขึ้นในฝ่ามือของเธอ มันไม่ได้ส่องสว่าง แต่กลับดูดกลืนแสงรอบข้างเข้าไป ทำให้เกิดเป็เงาดำสนิทที่บิดเบี้ยวและน่ากลัว เธอรู้สึกถึงความกระหายอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาจากมัน มันกระซิบเย้ายวนให้เธอปลดปล่อยมันออกไป ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
"พอได้แล้ว!" เสียงของคาอินตวาดลั่น ปลุกเธอจากภวังค์
เอลาร่าสะดุ้งและรีบสลายพลังในมือทิ้งทันที เธอหอบหายใจอย่างหนัก เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาตามไรผม
"เ้าเห็นแล้วใช่ไหม?" คาอินเดินเข้ามาใกล้ "พลังของแวมไพร์มันอันตราย หากเ้าปล่อยให้มันครอบงำ เ้าจะสูญเสียความเป็ตัวเองไปตลอดกาล"
"หนู...หนูเกือบจะควบคุมมันไม่ได้" เธอยอมรับเสียงแ่
"นั่นคือบทเรียนของวันนี้" เขากล่าว "การรู้จักขีดจำกัดของตัวเอง เ้าต้องเรียนรู้ที่จะสร้างสมดุลระหว่างพลังทั้งสองสายนี้ให้ได้ นั่นคือกุญแจสำคัญในการเอาชีวิตรอดของเ้า"
เขาพาเธอออกจากห้องฝึกและกลับขึ้นมายังชั้นบน เอลาร่ารู้สึกเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกตื่นเต้นกับศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอเป็ครั้งแรก
ใน่บ่าย คาอินปล่อยให้เธอพักผ่อนและศึกษาหนังสือในห้องสมุด เขานำตำราโบราณเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์ต่างๆ มาให้เธออ่าน มันช่วยเปิดโลกทัศน์ของเธอให้กว้างขึ้น แต่ไม่ว่าจะพยายามมีสมาธิแค่ไหน ความคิดของเธอก็ยังคงวนเวียนกลับไปหาคำถามเดิม...ความผิดพลาดของคาอินคืออะไร?
ตกกลางคืน หลังจากมื้อค่ำที่เงียบงัน เอลาร่าก็ตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่เสี่ยงที่สุด เธอรู้ว่าคาอินมักจะขลุกตัวอยู่ในห้องทำงานหรือห้องสมุดใน่เวลานี้ ส่วนอิซาเบลล่า...เธอไม่รู้ว่านางอยู่ที่ไหน และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
เธอรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แอบย่องออกจากห้องนอนของตัวเอง แต่เป้าหมายของเธอไม่ใช่ห้องทำงานของคาอิน แต่เป็ห้องนอนของอิซาเบลล่าที่เธอคาดเดาว่าน่าจะอยู่สุดทางเดินอีกฝั่งหนึ่งของคฤหาสน์
เธอเดินไปตามทางเดินที่มืดมิดและเงียบสงัด หัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก เมื่อมาถึงหน้าประตูบานใหญ่ที่ดูหรูหรากว่าบานอื่นๆ เธอก็หยุดลง เธอไม่ได้คิดจะเข้าไปข้างใน แค่้าหาเบาะแสบางอย่าง...อะไรก็ได้
และแล้วเธอก็ได้ยิน...
มันเป็เสียงพูดคุยที่ลอดออกมาจากประตูที่แง้มไว้เล็กน้อย เป็เสียงของอิซาเบลล่า...และเสียงของผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่คาอิน
"แผนของเ้ากำลังไปได้สวยใช่ไหม เลออน?" เสียงของอิซาเบลล่าดังขึ้น แฝงไปด้วยความพึงพอใจ
"แน่นอน นายหญิง" เสียงทุ้มของผู้ชายคนนั้นตอบกลับ "เด็กนั่นเริ่มสงสัยในตัวคาอินแล้ว อีกไม่นานนางก็จะตกเป็ของท่านโดยสมบูรณ์"
"ดีมาก" อิซาเบลล่าหัวเราะเบาๆ "ข้าทนรอไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นสีหน้าของคาอิน...ในวันที่ 'หลานสาว' สุดที่รักของมัน หันคมเขี้ยวเข้าใส่คอมันเอง"
บทสนทนานั้นทำให้เอลาร่าตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็หิน แผน? เลออนคือใคร? พวกเขากำลังวางแผนจะทำอะไรกับเธอและคาอิน?
เธออยากจะฟังต่อ แต่แล้วสัญชาตญาณก็กรีดร้องเตือนภัย เธอรีบถอยห่างออกจากประตูและซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของรูปปั้นที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ทันใดนั้น ประตูห้องของอิซาเบลล่าก็เปิดออก ร่างของชายคนหนึ่งก้าวออกมา เขาสูงโปร่งและสง่างามในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ผมสีบลอนด์สว่างของเขาขับเน้นให้ดวงตาสีฟ้าใสของเขาดูโดดเด่น เขามีรอยยิ้มเ้าเล่ห์ประดับอยู่บนใบหน้า...และที่ใบหูของเขา...มันยาวแหลมอย่างเห็นได้ชัด
เขาคือเอลฟ์!
ชายคนนั้นหันกลับไปส่งจูบให้อิซาเบลล่าที่ยืนอยู่ที่ประตู ก่อนจะหันหลังและเดินตรงมาทางที่เอลาร่าซ่อนตัวอยู่!
หัวใจของเธอหยุดเต้น เธอพยายามกลั้นหายใจและรวบรวมเงารอบตัวให้มืดมิดที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยใช้สัญชาตญาณ เขาเดินผ่านหน้าเธอไปอย่างช้าๆ ใกล้เสียจนเธอได้กลิ่นหอมจางๆ ของป่าสนที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าของเขา
แต่แล้ว...ฝีเท้าของเขาก็หยุดลง
เขาค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ ดวงตาสีฟ้าใสนั้นจ้องตรงมายังเงามืดที่เธอซ่อนตัวอยู่ ราวกับว่าเขามองเห็นเธอได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
รอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากของเขาอีกครั้ง
"เจอตัวแล้ว...ลูกแกะน้อย"