ภายในห้องส่วนตัว
ฉู่จวินหลันนั่งพิงพนักอยู่บนเก้าอี้เหมยกุ้ย [1] หลับตาพักผ่อนอย่างสบายใจ
เซียวซวี่นั่งที่โต๊ะไม้แปดเซียนไม่ไกลนักสีหน้าบึ้งตึง ยืดหลังตรงดุจหอก อวลด้วยบรรยากาศกดดันเย็นเยือก
ในห้องมีเพียงตะเกียงหนึ่งดวงส่องแสง
แสงโคมสลัวชวนให้รู้สึกคลุมเครือ ภายในห้องสงบเงียบต่างจากความครื้นเครงเบื้องล่าง และบางครั้งยังมีเสียงที่ไม่สมควรเล็ดลอดเข้ามา
จิ่งอวี้ที่ซ่อนอยู่ตรงมุมหนึ่งถึงขั้นไม่กล้าหายใจแรง
“เฮ้อ...” ฉู่จวินหลันถอนหายใจยาวทำลายความอึมครึมกดดันในห้องทันที
เซียวซวี่มองพลางขมวดคิ้วแน่น เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ “เป็นสตรี แต่กลับมานั่งฟังเสียงไม่สมควรในสถานที่แห่งนี้ ช่าง...”
“ไร้ยางอาย ใช่หรือไม่” ฉู่จวินหลันลืมตา ศีรษะเอียงเล็กน้อย ผมยาวลู่ลงบนไหล่ “ข้ารู้ว่าท่านต้องพูดเช่นนี้”
เซียวซวี่มองนางโดยไม่เอ่ยอะไร
“ท่านก็รู้ว่าข้ามาที่นี่เพื่อสิ่งใด” ฉู่จวินหลันเอ่ยเสียงต่ำอย่างจริงจัง “ถึงแม้ท่านไม่รู้ ก็ต้องเข้าใจว่าข้าไม่ได้มาเพื่อกินดื่มเล่นสนุก เรื่องบางอย่างอยู่ตรงหน้า จะไม่ทำแล้วปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปหรือ”
“เจ้าให้คนอื่นทำแทนได้”
“ข้าจะให้ใครทำเล่า ท่านหรือ หรือว่าพี่ชายของข้า?”
เซียวซวี่ถึงกับพูดไม่ออก น้ำเสียงพลันอ่อนลง “หากมีเรื่องอีก เจ้าบอกข้าได้”
“ช่างเถิด ตัวท่านเองก็ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหาต้องจัดการ การแต่งภรรยาอย่างสมเกียรติไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งท่านยังมีภาระอื่นรออยู่ ส่วนข้าไม่ใช่สตรีเรียบร้อยอย่างที่ท่านคิด หากท่านหวังให้ข้าเป็นเหมือนสตรีทั่วไป ข้าขอบอกไว้ตอนนี้เลยว่า ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีวันเป็นเช่นนั้น”
ฉู่จวินหลันยันกายลุกขึ้น นั่งตัวตรงแล้วรินสุราใส่จอก นิ้ววนรอบปากจอกไปมาแต่ยังไม่ยกขึ้นดื่ม
“ข้าเป็นคนเช่นนี้ บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ หากผู้ใดทำร้ายหรือทรยศข้า ถึงแม้กำลังจะมีจำกัดเพียงใด ข้าก็ต้องเอาคืนสิบเท่า! ในปีนั้น มารดาข้าตายอย่างไม่ชัดเจน บัดนี้เบาะแสเดียวอยู่ที่หยวนคังหู่ เขากำลังจะถูกประหาร ข้าจะอยู่นิ่งเฉยได้อย่างไร”
“เจ้าจึง...คิดจะยืมมีดฆ่าคน?” เซียวซวี่เพิ่งเข้าใจ
ฉู่จวินหลันดีดนิ้วดังเปาะ “ในที่สุดท่านก็เข้าใจ”
เซียวซวี่ก้มหน้าครุ่นคิด คิ้วที่ขมวดแน่นค่อยคลายออก
จิ่งอวี้ที่ยืนพิงกำแพงค่อยๆ โล่งอก เขากลัวซื่อจื่อจนแทบกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แล้ว!
ฉู่จวินหลันยกจอกขึ้นจิบเบาๆ ริมฝีปากเปียกชุ่มแวววาวงดงามดุจกลีบกุหลาบ “ตอนนี้ทำได้เพียงรอดูเท่านั้น ด้วยความสามารถในการก่อคลื่นลมให้ปั่นป่วนของคุณชายฟู่ คาดว่าเรื่องที่ข้าหวังคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร”
“ทำได้แน่” เซียวซวี่ซึ่งขนตายาวเป็นแพ คลายคิ้วที่ขมวดแน่นพลางพยักหน้า “แต่หากมีเรื่องเช่นนี้อีกก็บอกข้า ถ้าเจ้าทำไม่ได้ ข้าจะทำแทน”
เสียงวางจอกกระทบโต๊ะไม้ดำดังแผ่วเบา
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้วมองเขาก่อนหัวเราะเสียงเบา “ตกลง”
ริมฝีปากเซียวซวี่ยกขึ้นน้อยๆ แผ่นหลังที่เคยตึงเครียดก็คลายลงโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองคนสนทนากันเสียงเบา โดยที่ฉู่จวินหลันก็ยังคงเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวจากห้องด้านข้างอย่างตั้งใจในขณะเดียวกัน
นอกห้อง
แม่เล้ากับเด็กรับใช้ลอบแนบหูฟังตรงรอยแง้มประตู แต่พอได้ยินไม่ชัดว่าในห้องมีเสียงไม่สมควรหรือไม่ จึงรีบถอยออกมาเงียบๆ
แม่เล้าเหลียวกลับไปมองห้องนั้นแล้วถ่มน้ำลาย “ถุย! คิดว่าที่หอนางโลมของข้าเป็นโรงเตี๊ยมหรืออย่างไร ชายหนุ่มสองคนไม่ยอมเรียกหญิงสาว แต่กลับปิดประตูอยู่ด้วยกันเอง นี่มันเรื่องอะไรกัน!”
เด็กรับใช้หัวเราะหึๆ “ท่านจะเดือดร้อนอะไรเล่า พวกเขาคงหาที่ลับไม่ได้เลยใช้ที่นี่แทน อีกอย่าง สาวๆ ของท่านไม่ต้องลงแรง แต่กลับได้เงินมามากมายเช่นนี้ ท่านยังไม่พอใจอีกหรือ”
แม่เล้าได้ยินก็ชะงักฝีเท้า “ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า เฮอะ เสียดายจริงๆ หน้าตาหล่อเหลาถึงเพียงนั้น แต่กลับเป็นพวกตัดแขนเสื้อ [2] ตอนแรกข้ายังไม่เชื่อ ทว่าดูสิ คุณชายน้อยไปดื่มสุราที่หอนางโลม ส่วนคุณชายใหญ่โกรธเป็นฟืนไฟ จากนั้นตามมาอยู่ในห้องด้วยกัน นี่ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ”
“พวกคนตระกูลใหญ่ก็แปลกๆ กันทั้งนั้น จะไปสนทำไมเล่า แค่จ่ายเงินมาก็พอแล้ว”
ทั้งสองพูดกันเสียงเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไป
หารู้ไม่ว่าในเงามืดหลังกระถางไม้ใหญ่มีฮั่วเย่ชิงนั่งยองๆ ปิดปากกลั้นหัวเราะจนเกือบขาดใจอยู่ตรงนั้น
ภายในห้อง ฉู่จวินหลันคุยเล่นกับเซียวซวี่อยู่พักหนึ่ง ก่อนต่างคนต่างนั่งครุ่นคิดเงียบงัน
หยดเทียนในโคมผ้าไหมค่อยๆ ไหลทับถมจนเปลวไฟดับลง แต่ฉู่จวินหลันกับเซียวซวี่ยังคงนิ่งไม่ขยับ ไม่นานแม้แต่เรือนเฟิงหย่าก็ค่อยๆ เงียบสงบลงด้วยเช่นกัน
ยามดึกสงัดเงียบงันไร้เสียงรบกวน เสียงวุ่นวายไม่เหมาะหูล้วนเงียบลงไปหมด
ฉู่จวินหลันขยับท่านั่งใหม่จนเก้าอี้เหมยกุ้ยส่งเสียงแหลมเอี๊ยดอ๊าด
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงขูดเก้าอี้กับพื้นไม้ดังมาจากห้องข้างๆ
เซียวซวี่ที่หลับตาอยู่ลืมตาขึ้นทันที
ฉู่จวินหลันยกนิ้วขึ้นจรดริมฝีปากส่งสัญญาณให้เขาเงียบ
เมื่อทั้งสองคนย่องไปใกล้ประตูก็ได้ยินเสียงเปิดประตูดังมาจากห้องด้านข้าง ตามด้วยเสียงฝีเท้าสองคู่ และเสียงสะบัดกระดาษพร้อมเป่าลมให้หมึกแห้ง
หัวใจฉู่จวินหลันเต้นแรง นางหันไปยิ้มให้เซียวซวี่ เขาเองก็อดยิ้มตอบไม่ได้
ฟู่จือเหิงเขียนบทความเสร็จแล้วแน่ๆ! หยวนคังหู่รอดแล้ว!
ครั้นเสียงฝีเท้าไกลออกไปเรื่อยๆ ฉู่จวินหลันก็กระซิบข้างหูเซียวซวี่ว่า “ท่านรออยู่ตรงนี้ ข้าจะไปดูว่าเขาเขียนอะไรไว้”
“เขาคงเอากระดาษไปแล้ว”
“แต่หมึกต้องทิ้งรอยไว้บนกระดาษแผ่นด้านใต้เป็นแน่ ข้าอยากรู้ ข้าจะไปดูสักหน่อย”
“ไปด้วยกัน”
“ไม่ต้องหรอก ข้าไปไม่นาน ท่านรอที่นี่เถิด อีกเดี๋ยวค่อยกลับด้วยกัน”
เมื่อเซียวซวี่ได้ยินคำว่า ‘กลับด้วยกัน’ ก็ชะงักไป และยอมทำตามที่นางบอก
ฉู่จวินหลันแง้มประตูออกอย่างเบามือ ก้าวเดินไร้เสียงและคล่องแคล่วราวกับแมวป่า พอเห็นประตูห้องด้านข้างแง้มอยู่ก็พุ่งเข้าไปทันที
สิ่งของภายในห้องจัดวางคล้ายกัน ฉู่จวินหลันยกม่านผ้าแพรสีหม่นขึ้นก่อนก้าวไปยังโต๊ะใหญ่ด้วยความสนใจพลางก้มมอง
แต่พอเห็นเนื้อความบนกระดาษชัดเจน สีหน้านางก็เปลี่ยนไปทันที!
บนโต๊ะมีกระดาษขาวแผ่นหนึ่งที่ทับไว้ด้วยที่ทับกระดาษไม้สีแดง บนกระดาษมีตัวอักษร ‘โง่’ ตัวใหญ่เขียนไว้เด่นชัด เหมือนกับว่าช่องว่างระหว่างเส้นขีดนั้นเต็มไปด้วยใบหน้าที่กำลังหัวเราะเยาะ!
ฉู่จวินหลันเม้มปากก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
ช่างน่าสนใจ ตั้งแต่มาอยู่ที่ราชวงศ์ต้ายง นี่เป็นครั้งแรกที่นางพลาดท่า ฟู่จือเหิงช่างสมคำร่ำลือจริงๆ
ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากนอกห้อง
ฉู่จวินหลันไม่หลบไม่เลี่ยง แต่กลับนั่งลงบนเก้าอี้กลมหลังโต๊ะอย่างเปิดเผย หยิบพู่กันขึ้นขีดเขียนสองสามเส้นใต้ตัวอักษร ‘โง่’
เงาร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามา อาศัยแสงจันทร์ก็เห็นชัดว่ามีคนนั่งอยู่หลังโต๊ะ ภาพตรงหน้าทำให้เขาหัวเราะเยาะ “เจ้าไม่หนี?”
จิ่งอวี้กับฮั่วเย่ชิงที่อยู่ห้องด้านข้างหันมองหน้าเซียวซวี่พร้อมกัน ขอเพียงเขาพยักหน้า ทั้งคู่ก็พร้อมจะบุกเข้าไปช่วยทันที
แต่เซียวซวี่กลับครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า สั่งให้ทั้งคู่ถอยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นหยิบถ้วยชาเปล่ากดแนบผนัง แล้วฟังเสียงสนทนาในห้องถัดไปอย่างระมัดระวัง
ฉู่จวินหลันโยนพู่กันทิ้ง หยิบตะบันไฟขึ้นมาจุดไฟในโคมผ้าแพรที่อยู่บนชั้นหนังสือด้านหลัง แสงนวลส่องกระจ่าง เผยโฉมคุณชายน้อยรูปงามภายใต้การปลอมแปลงให้ฟู่จือเหิงเห็นชัดเต็มตา
ฟู่จือเหิงชะงัก ก่อนจะนั่งลงที่ห้องด้านนอกซึ่งมีเพียงม่านแพรบางกั้น
ฉู่จวินหลันที่ดัดเสียงให้เป็นชายหนุ่มเอ่ยว่า “ขอถามคุณชายฟู่ ท่านรู้ว่าข้าหลอกท่านได้อย่างไร”
[1] เก้าอี้เหมยกุ้ย หมายถึง เก้าอี้ไม้พนักสูงแบบจีนโบราณ มีที่วางแขน ใช้นั่งเอนพิงได้ นิยมในหมู่ชนชั้นสูง
[2] ตัดแขนเสื้อ หมายถึง ความสัมพันธ์รักใคร่ระหว่างชายกับชาย